หมายเหตุ – นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงาน “MOF Journey 150 ปี เส้นทางการคลังไทย และกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยน” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม
ทุกท่านคงทราบว่าในโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงทันทีหลายเรื่อง บางเรื่องกลับหลังหันเลย ปัจจุบันเป็นการค้าเสรี ใครมีสินค้า และบริการที่ถูก และมีคุณภาพ ก็ขายสินค้าได้ ดังนั้น แต่ละประเทศมีหน้าที่ปรับปรุงตัวเองให้มีสินค้า และบริการใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ และวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การที่ไทยได้เปรียบดุลการค้าบางประเทศ และเสียเปรียบกับบางประเทศ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวันในที่สุด ฉะนั้น ถ้าแต่ละประเทศในโลกจะอยู่รวมกันได้ ก็ต้องหันหน้ามาคุยกัน
สำหรับไทย จากที่เกิดดุลการค้ากรณีของไทยกับสหรัฐอเมริกา ว่าเราขายมากกว่าซื้อ ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ 2 อย่าง คือ ซื้อมากขึ้น แล้วก็ขายมากขึ้นด้วย แต่ต้องทำให้สัดส่วนความเสียเปรียบทางการค้าค่อยๆ ลดลง ส่วนการซื้อ รัฐบาลมานั่งทบทวนแล้ว ไทยมีของมากมายที่ยังต้องการ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรกรรม ไทยมีการเปลี่ยนแปลงจากภาคการเกษตรเพื่อการบริโภค เป็นภาคการเกษตรเพื่อการอุตสาหกรรมแปรรูป มีวัตถุดิบหลากหลายอย่างที่เราต้องการใช้ ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่ยังมีหลายสิ่งที่ไทยต้องการนำเข้า อาทิ ข้าวโพด ปลาบางชนิด เพื่อนำมาแปรรูป
ดังนั้น หลักการของการนำเข้าคือ จะนำเข้าในส่วนที่เราต้องการ และสิ่งที่จะนำเข้านั้น จะต้องเป็นสิ่งที่ดี มีราคาที่เหมาะสมจากการแข่งขันได้ เท่าที่สำรวจดูแล้ว ราคาสินค้าเกษตรบางส่วนของสหรัฐที่เราเลือกจะนำเข้า มีราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าตลาดปัจจุบัน ดังนั้น การนำเข้าที่ได้สินค้าถูกกว่าเดิม ขณะเดียวกันการนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มขึ้น แปลว่าเราสามารถแปรรูปได้มากขึ้น ส่งออกก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
ส่วนเรื่องอัตราภาษี 36% ที่สหรัฐประกาศไว้นั้น เชื่อว่าไทยอยู่ในขีดความสามารถที่เสมอภาคกับประเทศคู่แข่ง ดังนั้น สหรัฐน่าจะเก็บภาษีเท่ากับประเทศคู่แข่ง ซึ่งถ้าออกมาในลักษณะนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อไทย และเชื่อว่าข้อเสนอที่จะนำไปเจรจากับสหรัฐ จะทำให้ไทยได้สิ่งที่ต้องการได้
นอกจากสินค้าเกษตรแล้ว ไทยต้องการพลังงานเยอะ ซึ่งสหรัฐในช่วง 15 ปีที่ผ่าน เจอแหล่งพลังงานใหม่ ทำให้ต้นทุนถูก ล่าสุดไทยได้ลงนามสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี แล้ว 1 ล้านตัน และมีแผนจะลงนามอีก 2.2 ล้านตัน ใน 5 ปีนี้ รวมทั้ง สนใจเจรจาที่จะซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐเพิ่ม เพราะว่าสหรัฐมีน้ำมันดิบที่ราคาแข่งขันกับตะวันออกกลางได้
ขณะที่วันนี้ มีการลงทุนในประเทศไทยเยอะมาก จากปีที่แล้วที่มียอดคำขอการลงทุนเข้ามา 1.1 ล้านล้านบาท ส่วนปีนี้ ไตรมาสแรกยื่นคำขอมาแล้วกว่า 4 แสนล้านบาท แสดงสัญญาณที่ดีแล้วว่าการลงทุนไทยกำลังกลับมา แปลว่าไทยยังเป็นที่ต้องการของนักลงทุน สิ่งเดียวที่ต้องการนั้น คืออยากเห็นการลงทุนที่เป็นการร่วมทุนกับภาคธุรกิจของไทย โดยเลือกไปที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่สำคัญเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถทำให้ซัพพลายเชนที่เป็นคนไทยเข้าร่วมได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงพยายามผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์ ไฮบริดต่างๆ เพื่อให้ซัพพลายเชนไทยสามารถมีงานต่อไปได้ สิ่งที่กล่าวมานั้น ทำให้เห็นว่าหน้าตาเศรษฐกิจไทยกำลังจะดีขึ้นแล้ว ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการค้าในครั้งนี้
ที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) 10 ปี (2556-2566) อยู่ที่เพียง 1.9% ต่อปี ส่วนปี 2567 อยู่ที่ 2.5% ส่วนปีนี้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นภาษีของสหรัฐ คาดว่าอยู่ที่ 3% แสดงว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้สะดุดทั้งโลก จีดีพีโลกปีนี้น่าจะลดลง ส่วนไทยก็เช่นเดียวกัน แต่รัฐบาลจะพยายามพยุงไว้ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน ถ้าเราจัดทัพได้ถูกฝาถูกตัว ก็คาดว่าจะกลับมาสู่ 3% และเดินหน้าไปสู่จีดีพีมากกว่า 3% ที่เราตั้งเป้าไว้ได้
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์วิกฤต หรือไม่รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งการแก้หนี้ในครั้งนี้ไม่เหมือนกับเมื่อปี 2540 เพราะช่วงนั้นกลุ่มที่มีปัญหาคือ ภาคธุรกิจขนาดกลาง และขนาดใหญ่ จำนวน 2-3 พันราย แต่หนี้ครัวเรือนปัจจุบันเป็นประชาชนรายย่อย ทั้งนี้ หนี้ครัวเรือน
เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมีหนี้ แต่สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือหนี้ครัวเรือน ต้องไม่เป็นหนี้ที่ไม่สามารถชำระได้
ปีที่ผ่านมา ไทยมีหนี้ครัวเรือนรวม 16 ล้านล้านบาท และมีจีดีพี 18 ล้านล้านบาท ดังนั้น คิดเป็นหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 91% ซึ่งยอมรับว่าสูงเกินไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจีดีพีไทยยังคงขยายตัวก้าวไปสู่ 19-21 ล้านล้านบาท ซึ่งหนี้ครัวเรือนยังขยายตามได้ โดยต้องมีอัตราส่วนต่อจีดีพีที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ สถานการณ์หนี้ครัวเรือนปัจจุบันยังอยู่ระดับ 16 ล้านล้านบาท ไม่ค่อยเพิ่มจากเดิม ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือ หนี้ครัวไม่เพิ่มในภาวะเศรษฐกิจกำลังขึ้น ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาหลังโครงการคุณสู้ เราช่วย ทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงต่อเนื่อง ในเดือนมกราคมอยู่ระดับ 88% และคาดว่าเดือนมีนาคมนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ 86% แต่ข้อเสียไม่มีเม็ดเงินใหม่ในระบบ ฉะนั้น คลังมองว่าจำเป็นที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือเพิ่มอีก จะขยายมาตรการแก้หนี้เฟสใหม่ซึ่งจะช่วยลดหนี้ และเมื่อรวมกับการเติบโตเศรษฐกิจ จะทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดเหลือไม่เกิน 80%
สำหรับหนี้ครัวเรือนมีทั้งที่ดี หนี้ที่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้ และมีหนี้อีกก้อนที่ไม่มีความเคลื่อนไหว คือไม่มีความสามารถในการชำระ มีจำนวน 1.23 ล้านล้านบาทจาก 16 ล้านล้านบาท คิดเป็นกว่า 5.4 ล้านราย ที่จะต้องแก้ไข และทำให้คนกลุ่มนี้กลับเข้าในระบบการเงินได้
ดังนั้น รัฐบาลจะเข้าไปโฟกัสไปในกลุ่มที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อราย กลุ่มนี้มีหนี้อยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาท จำนวน 3.4 ล้านคน ซึ่งเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ทั้งนี้ หนี้ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล แบ่งเป็นลูกหนี้เอ็นพีแอลแบงก์รัฐ 2.6 หมื่นล้านบาท ธนาคารพาณิชย์ 1.6 หมื่นล้านบาท และที่เหลือกว่า 8 หมื่นล้านบาท จะเป็นกลุ่มนอนแบงก์ ขณะเดียวกันในส่วนของคุณสู้
เราช่วย จะมีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับปรุงเงื่อนไข ขยายวงเงินลูกหนี้เพิ่มขึ้น เช่น กลุ่มลูกหนี้ ที่จ่าย 10% เพื่อตัดหนี้ทั้งก้อน
ก็จะขยายวงเงินจาก 5 พันบาท เป็น 1 หมื่นบาท
ทั้งนี้ ลูกหนี้เอ็นพีแอลของธนาคารรัฐคาดว่าจะทำได้ไม่มีปัญหา พร้อมจะให้แบงก์์รัฐเข้าไปปล่อยกู้วงเงิน 1-2 หมื่นบาท ไปทำธุรกิจเล็กๆ และหากกลับมาผ่อนดี 3-6 เดือน ก็จะขยายวงเงินให้เป็น 5 หมื่นบาท ส่วนหนี้เสียที่อยู่ในธนาคารพาณิชย์ และนอนแบงก์ จะต้องเรียกคุยเพื่อคัดกรองกลุ่มลูกหนี้ก่อน จากนั้นอาจจะเจรจา ส่วนจะซื้อมาบริหารหรือไม่ ต้องรอดู ซึ่งหากลูกหนี้กลุ่มนี้แก้ไขได้ จะช่วยหรือลดได้ถึง 3 ล้านราย เลยทีเดียว
สำหรับเศรษฐกิจไทยที่เป็นอยู่ ประเมินว่ามีความเสี่ยง จากที่คาดว่าจะเติบโต 3% หลายๆ ที่ได้ปรับลงลดไปที่ 2% หรือบางที่ปรับไปต่ำถึง 1.5% แต่ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่ต่ำไปกว่า 2% และจะพยายามให้ตัวเลขเข้าใกล้ 3% ให้ได้ ทั้งนี้ จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับวิกฤตในครั้งนี้ ถ้าจะทำแบบนั้น รัฐบาลจะหาเงินมาจากไหน ส่วนแรกหนี้สาธารณะ ซึ่งรัฐบาลก็มีหนี้สูง ปัจจุบันหนี้สาธารณะมีสัดส่วนที่ 64% จากกรอบ 70% ทั้งนี้ การกู้ของรัฐบาลมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือกว่า 98% เป็นการกู้เงินในประเทศ มีแค่กว่า 1% เป็นหนี้ที่กู้จากต่างประเทศ แปลว่าขีดความสามารถในการชำระหนี้ต่างประเทศ เรามีภาระน้อย บางประเทศมีหนี้สาธารณะ 100-200% ต่อจีดีพี แต่เป็นหนี้ในประเทศทั้งหมด การชำระคืนจึงไม่มีปัญหา
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนั่งทบทวนการกระตุ้นในรูปแบบอื่น คือถ้าส่งออกน้อยลง ซึ่งเป็นทั่วโลก เราไปเดินหน้าเรื่องหาเม็ดเงินการลงทุน และนำเงินส่วนนี้มาสร้างการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยใน 2-3 ปีข้างหน้า การลงทุนจะไปดูที่ลงทุนเชิงโครงสร้าง เช่น เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาของไทย ทั้งน้อยท่วม น้ำแล้ง เพื่อป้อนภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และการบริโภค

ส่วนการลงทุนภาคเอกชน ถ้าทิศทางของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ยังไหลเข้ามา แปลว่าไทยยังเป็นสามารลงทุนได้ อีกส่วนคือการลงทุนเพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงการขนส่ง โลจิสติกส์ เพิ่มเส้นทางท่องเที่ยวให้หลากหลาย ขณะเดียวกันก็พยายามทำให้นักท่องเที่ยวอยู่ในประเทศนานขึ้น ด้วยอีเวนต์ต่างๆ รัฐบาลก็สนับสนุนการลงทุน ในโครงการสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ทั้งนี้ ในเม็ดเงินก่อนนี้ รัฐบาลแทบจะไม่ต้องใส่เงินลงไปเลย
เชื่อว่าด้วยภาวะแบบนี้ เงินจะไหลเข้าไทย นักลงทุนจะตัดสินใจว่าจะลงหรือไม่ลงทุน หน้าที่ของรัฐบาลไทย คือเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้เรียบร้อย และไทยก็มีพร้อมในหลายมิติ
ย้ำว่า ผมยังเชื่อว่าขณะนี้ยังอยู่ในเส้นทางที่ไทยจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วงนี้อาจมีสะดุด แต่จะสะดุดนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการประเมิน แต่เชื่อว่าโลกนี้คงจะอยู่ไม่ได้แน่นอน ถ้าไม่ปรับความเข้าใจกัน ในที่สุดก็ต้องกลับไปคุยกัน
สำหรับโครงสร้างทางการเงินของไทยยังมีความเข้มแข็ง แม้ว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจจะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เรื่องโครงสร้างการเงินก็ขอบคุณธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งการลดดอกเบี้ยนั้น ไม่ได้ลดเพื่อเอื้อให้มีการกู้เพื่อบริโภค แต่สนับสนุนการกู้ เพื่อปรับโครงสร้าง ดูแลเรื่องการลงทุน
ส่วนของตลาดทุน เป็นจุดที่อ่อนไหวที่สุด เข้าง่ายออกง่าย มีการขึ้นลงของดัชนีหุ้น แต่เป็นที่น่าแปลกว่า ช่วงเงินทุนไหลออก ดัชนีหุ้นไทยยังอยู่ใกล้ 1,100 จุด แต่หลายประเทศเม็ดเงินไหลออกมากกว่าไทยมาก แสดงว่าเราอ่อนไหวน้อยกว่า และเป็นที่น่าแปลกว่า หลังจากที่ไทยมีจุดยืน ทำให้ดัชนีกลับมายืนอยู่ใกล้ 1,200 จุด เพราะมีพื้นฐานการเงินประเทศที่ยังแข็งแรง แต่มีจุดเดียวเท่านั้นที่ต้องปรับแก้ คือหนี้สาธารณะสูง ต้องปรับให้สมดุลให้ได้
ผมยังเชื่อว่า สิ่งที่เรามีอยู่ในวันนี้ เรายังมีความหวังอยู่ กระทรวงการคลังยังเป็นเสาหลักที่สำคัญ ที่จะผลักดันเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ ไม่ต้องหวือหวา แต่รักษาความเข้มแข็งทางการเงิน และการคลัง

