หมายเหตุ – นักวิชาการให้ความเห็นกรณีพรรคกล้าธรรม (กธ.) กลายเป็นพรรคที่ได้รับความสนใจจาก ส.ส.หรืออดีต ส.ส.ทั้งในพรรคร่วมรัฐบาล หรือพรรคฝ่ายค้าน ขอย้ายมาอยู่ จะทำให้ กธ.กลายเป็นพรรคใหญ่อันดับ 3 ในพรรคร่วมรัฐบาล
วีระ หวังสัจจะโชค
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ในบริบทของการเมืองที่มีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงในปัจจุบัน ทั้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลเอง ที่มีปัญหาระหว่างฝ่ายสีแดง ฝ่ายสีน้ำเงิน และบทบาทของพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคสีส้ม ทำให้เกิดพรรคการเมืองหนึ่งคือ พรรค กธ.ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลายมาเป็นที่พักใจให้กับนักการเมืองที่ไม่อยากอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสีแดง สีน้ำเงิน และสีส้ม คิดง่ายๆ กธ.เหมือนพรรคที่รวมแม่น้ำ 5 สายเข้ามาหากัน สายที่ 1 กธ.คือพรรคที่ถูกแยกออกมาจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) สามารถพาพรรคพวกจาก พปชร.มารวมอยู่ใน กธ.ได้ อนาคตกลุ่มของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้า พปชร. อาจเข้ามาอยู่ใน กธ.ถ้า พล.อ.ประวิตรวางมือ
สายที่ 2 กธ.ใกล้ชิดกับพรรค พท.และใกล้ชิดกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น จึงกลายมาเป็นพื้นที่สำหรับคนที่อยากจะกลับมาอยู่ พท.แต่ พท.ยังไม่ยอมรับ หรือยังไม่อยากเปิดตัวให้มาสวมเสื้อแดง กลุ่มนี้คือกลุ่มคนที่เคยหักหลัง พท.ไปอยู่ฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กลุ่มนี้ถ้าอยากจะกลับ พท.ต้องมาพักที่ กธ.
สายที่ 3 งูเห่าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพรรคสีส้ม หรือพรรคอื่น พึ่งบารมี ร.อ.ธรรมนัสได้ เพราะมีเครือข่ายในระดับรัฐมนตรี โดยเฉพาะรัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ สามารถช่วยเหลือประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้ เพราะกลไกของกระทรวงเกษตรฯ ครอบคลุมแทบทุกจังหวัดในไทย สายที่ 4 บุคคลที่ขัดแย้งกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ เช่น ขัดแย้งกันเองภายในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก็มาพึ่งพิง กธ.ได้ และสายที่ 5 กลุ่มพรรคเล็กพรรคน้อยต่างๆ ที่โชคดีเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ตำแหน่งเดียวของ 2-3 พรรค ก็เข้าไปอยู่ใต้ร่มบารมีของ กธ.
ฉะนั้น ทั้ง 5 สายนี้ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทำให้ กธ.ประกาศเปิดตัวกลุ่มใหม่ๆ ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งกลุ่มนายเอกราช ช่างเหลา จาก ภท. นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการ พท.กับนายการุณ โหสกุล อดีต ส.ส.กทม.จาก ทสท.รวมถึงกลุ่มงูเห่าสีส้ม มองว่านี่คือยุทธศาสตร์ของ กธ.ที่บอกว่าพรรคของตัวเองใหญ่ขึ้น เป้าหมายเพื่อชูว่าพรรคตัวเองใหญ่ในการปรับ ครม.ครั้งนี้ เพราะรัฐบาลยังอยู่ในกระบวนการเจรจาต่อรอง ซึ่งต้องปรับแน่ๆ เป็นสมบัติผลัดกันชม เพราะ พท.คนเก่งเยอะ ยิ่ง พท.พยายามปล่อยข่าวเรื่องความขัดแย้งระหว่างสีแดง สีน้ำเงิน คำถามคือถ้าสลัดมือกันแล้ว เสียง พท.จะพอหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ กธ.จึงสำคัญที่จะมายืนในอันดับ 3 แทน ภท.ได้หรือไม่
ถ้ามองจากข่าว กธ.พยายามบอกว่ามีเสียงมาก ต้องกลับไปวัดใจ พท.ว่าจะเจรจากับ กธ.ถ้ามี ส.ส.เยอะขึ้น หมายความว่าโควต้ารัฐมนตรีจะได้มากขึ้นด้วย สังเกตดีๆ ช่วงหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีข่าวว่า 5 ส.ส.ของ ทสท.โหวตให้รัฐบาล และใน 5 คนนั้นมีโอกาสได้รับโควต้ารัฐมนตรีฝั่ง กธ.ไม่ใช่ฝั่ง พท.
คำถามคือ กธ.จะมาแทน ภท.ได้จริงหรือ ถ้าแทนได้คงเป็นความเสี่ยงที่สูงมากของรัฐบาล พท.ที่จะผลัก ภท.ออก มองว่า พท.ไม่กล้า เพราะ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ ที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นรัฐบาลไข่ในหิน อะไรที่เป็นความเสี่ยงจะถูกจัดการ ผมมองว่ายังเก็บ ภท.ไว้ ไม่ว่าจะทะเลาะเรื่องฮั้ว ส.ว.หรือเรื่องการตรวจสอบของดีเอสไอ อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการเก็บ ภท.ไว้ จะเอา กธ.ไว้ตรงไหน ถ้า กธ.ใหญ่ขึ้น พท.ต้องเฉือนเนื้อตัวเองแบ่งให้ กธ.มากขึ้น
ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นจริง สำหรับ ภท.จะเห็นคาแร็กเตอร์ของพรรคชัดเจน ที่ต้องมีตำแหน่งในรัฐบาล ยึดว่าพูดแล้วทำตามที่หาเสียง เมื่อไหร่ ภท.เป็นฝ่ายค้าน จะทำในสิ่งที่อยากทำไม่ได้เลย วันนี้ ภท.ดูกระทรวงมหาดไทย ถ้าเป็นฝ่ายค้านอำนาจพวกนี้หมดไปเลย ฉะนั้น ภท.ไม่ยอมเป็นพรรคฝ่ายค้านง่ายๆ ภาพจึงเป็น ภท.ต้องฝืนอยู่กับรัฐบาลนี้ แต่จะดุขึ้นเรื่อยๆ คนถอยเป็น พท.เพราะต้องปกป้องนายกฯไม่ให้มีบาดแผลมากเกินไป เพราะต้องใช้นายกฯคนเดิมในการเลือกตั้งครั้งหน้า
เรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีของ กธ.ต้องขึ้นอยู่กับ กธ.มี ส.ส.ในมือแค่ไหน และพร้อมที่จะเป็นมือปะฉะดะให้ พท.แค่ไหน ถ้า กธ.มี ส.ส.อย่างที่คิดจริงๆ 35 คนอย่างน้อยที่สุด ก็ควรมีรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอีก 1 ตำแหน่ง แต่จะเอาตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นมาจากตรงไหน จะกลายเป็นโควต้าของนายกฯถูกซอยออกมาอีก
วันนี้ กธ.ทำงานกับ พท.แต่อนาคตข้างหน้า อาจได้เห็น กธ.ดื้อ ถ้าได้ ส.ส.มากยิ่งขึ้น และอาจจะเห็นการปะทะกันระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส กับ สทร.ก็ได้
ผมอยากให้ประชาชนมองว่า ส.ส.ที่จะเลือกตั้งเข้าไป ทำตามสัญญาหรือไม่ ส.ส.คนไหนที่เป็นงูเห่า ย้ายพรรค หรือโหวตสวนมติของพรรค ไม่ทำตามเจตนารมณ์ของประชาชนในการเลือกตั้ง ประชาชนต้องเรียนรู้ และจดจำว่า เราจะไม่เลือกคนแบบนั้นกลับเข้ามาอีก
สุดเขต สกุลทอง
วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
กระแสความเคลื่อนไหวของ กธ.ที่ถูกจับตามองในขณะนี้ เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล คือ พท.และ ภท.หลังนายไชยชนก
ชิดชอบ เลขาธิการ ภท. ออกมาประกาศกลางสภาไม่เอากาสิโน ส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมภายใน จนมีกระแสข่าวว่าอาจมีการปรับ ครม.และ ภท.อาจไม่ได้เก้าอี้กระทรวงเกรดเอต่อไป
ขณะที่รัฐบาล พท.ก็พยายามสร้างความมั่นคง โดยการดึง กธ.เข้ามา มีการเสนอกระทรวงเกรดเอ หรืออาจเสนอตำแหน่งรองนายกฯ ให้ เพราะมีรองนายกฯหลายคนของพรรคที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการอยู่ เพื่อแลกกับเสียงของ กธ.
พท.ต้องชั่งน้ำหนักเพื่อให้เกิดความบาลานซ์ในรัฐบาล หาก ภท.จะกลายเป็นพรรคคู่แข่ง ก็ต้องหาจิ๊กซอว์ตัวอื่นมาเสริม ซึ่งก็คือ กธ.ของ ร.อ.ธรรมนัส ที่มีความสดใหม่ มี ส.ส.ในมืออยู่จำนวนหนึ่ง รวมทั้ง ส.ส.ที่ย้ายพรรคมาอยู่กับ กธ.
ส่วนความเคลื่อนไหวของ ภท.ในสถานการณ์เช่นนี้ ภท.เองยังไม่มีท่าทีจะถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเพิ่งเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2568 สังเกตว่าการก่อสร้าง การสร้างหนี้ผูกพัน และการเอางบลงพื้นที่ เกิดขึ้นในห้วงนี้มากที่สุด จนกว่าสิ้นสุดปีงบในเดือนกันยายน หากออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก่อน แต่ละพรรคที่นั่งบริหารกระทรวงต่างๆ อยู่ จะไม่มีผลงาน จึงไม่มีใครกล้าสละเก้าอี้รัฐมนตรีในช่วงนี้
ส่วนการที่พรรคประชาชน (ปชน.) แก้เกม ส.ส.ที่คิดจะย้ายพรรค โดยการตัดสิทธิที่พึงมีทุกอย่าง แต่ไม่ขับออกนั้น เป็นเรื่องธรรมดา เพราะพรรค ปชน.เป็นผู้ลงทุนเรื่องภาพลักษณ์ และการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา
ก็หาเสียงในนามพรรคจนได้รับการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายเมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วกลับจะย้ายไปพรรคอื่น
แม้เป็นประเด็นส่วนตัวของ ส.ส.ที่มีใจอยากย้ายพรรค แต่ต้องดูเรื่องมารยาททางการเมืองด้วย พรรค ปชน.ที่เป็นผู้สร้างมาจึงยึดถือกติกา หากยอมให้ย้ายพรรคได้หนึ่งคน ก็อาจเกิดการเลียนแบบเกิดขึ้น มี ส.ส.หรือสมาชิกพรรคคนอื่นๆ มาขอย้ายพรรคตาม
นพพร ขุนค้า
สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มรภ.ราชนครินทร์
กรณีพรรคการเมืองบางพรรคใช้วิธีดูด ส.ส.เข้าพรรค เพื่อเพิ่มขนาดให้พรรคใหญ่ขึ้น และใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมือง นี่คือความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับปัจจุบัน และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ไม่บัญญัติให้ ส.ส.เคารพมติพรรค ทำให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ นี่คือความเลวร้าย เพราะจะสมัคร ส.ส.ได้ ต้องสังกัดพรรคการเมือง พอได้เป็น ส.ส.แล้ว ส.ส.ไม่เคารพมติพรรคจึง ทำให้เกิดสภาวะ ส.ส.ขายตัว ซึ่งเกิดภายใต้ รธน.ฉบับนี้ตั้งแต่เลือกตั้งเมื่อปี 2562 นี่คือสิ่งที่ต้องแก้ไขใน รธน.ฉบับปัจจุบัน
การดูดการซื้อ ส.ส.เป็นปรากฏการณ์ที่เลวร้ายมาก ทำร้ายเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เลือกตั้ง จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนประณามคนเหล่านี้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งครั้งถัดไป ว่าไม่ควร ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดก็ตาม เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าย้ายเพราะอะไร และคนที่ดูดประสงค์เรื่องอะไร โดยพรรคที่ดูด ต้องการ ส.ส.ให้มีอยู่ในมือเยอะๆ เอาไว้ใช้ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี นี่คือสิ่งที่เลวร้ายในการเมืองไทยปัจจุบัน พรรคที่ดูดย่อมเนื้อหอม เราก็รู้อยู่ว่าพรรคนี้มีอะไร เพราะมันหอมหวาน จึงอยากขอร้องผู้ที่ดูดว่าเลิกทำเถอะ หยุดทำร้ายพัฒนาการทางการเมืองได้แล้ว
หากดูด ส.ส.สำเร็จ ได้เป็นพรรคที่มี ส.ส.มากเป็นลำดับ 3 ย่อมมีอำนาจต่อรองโควต้ารัฐมนตรี ถามว่าจะไปเอากระทรวงใหญ่ๆ หรือหวังตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ภท.คงไม่ยอม เพราะเป็นพรรคลำดับ 2 เพียงแต่ พท.ต้องกรีดเลือดเฉือนเนื้อเจียดให้ไป ในสภาพเช่นนี้จึงเป็นสภาพที่บีบ พท.เนื่องจากรัฐบาล พท.เป็นรัฐบาลข้ามขั้วภายใต้พรรคร่วมจำนวนมาก ทำให้ พท.ทำงานไม่คล่องตัว นโยบายของ พท.ขับเคลื่อนไม่ได้ จนทำให้การบริหารประเทศผิดฟอร์ม โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ และทุกอย่างกำลังจะย้อนกลับมาที่ พท.แต่ต้องหาที่นั่งให้ เพราะมี ส.ส.เพิ่ม แต่หากจะไปเบียดจาก ภท.มองว่ายาก
หากปรับ ครม.มองว่าในส่วน ภท.นิ่งอยู่แล้ว นอกจากจะหากระทรวง ใหญ่ๆ ไปแลกในกระทรวงที่ต้องการได้ เช่น มท.แต่สำหรับพรรคที่จะได้ที่นั่งเพิ่ม พท.ต้องกรีดเลือดเฉือนเนื้อหาที่นั่งให้ ทำให้มองว่าพรรคร่วมรัฐบาลเล่นการเมือง จนปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งที่ผ่านมาครึ่งเทอมแล้ว นี่คือความล้มเหลวที่ทำให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอใน รธน.ฉบับนี้ เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลมีอำนาจต่อรอง ก็ต้องบีบ จึงเป็นบทเรียนสำคัญของ พท.เพราะหากพรรคร่วมรัฐบาล ลำดับ 2 หรือ 3 ไม่พอใจ รัฐบาลคงอยู่ลำบาก ทำให้ พท.ต้องกลืนเลือดเฉือนเนื้อตัวเองจนไม่มีเวลาแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชน มาถึงวันนี้ จะเอาอะไรไปโฆษณากับประชาชน จะยุบสภาก็ไม่กล้ายุบ หรือหากยุบในเวลานี้ก็ตาย เพราะจะเอาอะไรไปหาเสียง นี่คือบทเรียนสำคัญของ พท.
ส่วนปัญหาระหว่าง พท.และ ภท.นั้น ภท.ยังคงอยู่อย่างนี้ ไม่ออกไปไหน เพราะปีนี้เป็นปีแห่งการเลือกตั้งท้องถิ่น และพรรคการเมืองทั้งหลายเป็นสปอนเซอร์ให้ผู้สมัคร ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น จึงยังไม่พร้อม ต่อให้ขัดแย้งก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนอยู่ด้วยกันแบบนี้ เพียงแต่นโยบายต่างๆ จะขับเคลื่อนยาก เพราะในพรรคไม่เป็นเอกภาพ
ส่วนพรรคที่ดอง ส.ส.ตัวเอง ถือว่าเจ็บปวด เพราะทำอะไรไม่ได้ พูดกันตรงๆ ว่าพวกที่เข้ามาเป็น ส.ส.ได้ เช่น พรรค ปชน.นั้น เข้ามาได้เพราะกระแสพรรค ไม่ใช่คะแนนส่วนตัว แต่ภายใต้ รธน.และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับนี้ จึงไม่มีวิธีอื่นใดที่จะทำได้ เพราะถ้าขับออกไป ก็เสมือนเตะหมูเข้าปากหมา และทำให้เขาได้ในสิ่งที่เขาต้องการ จึงต้องดองไว้ อะไรที่เป็นโควต้าในอนาคต เช่น กรรมาธิการชุดต่างๆ ก็ไม่ให้เป็น ท้ายที่สุด ส.ส.เหล่านี้แทบไม่มีอนาคตทางการเมือง เพราะหากไปลงสมัครอีกก็คงสอบตก จึงต้องแก้ไขกติกาให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มติพรรคต้องสำคัญ ต้องทำให้ระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง
สุดท้ายอยากฝากถึงพรรคการเมืองที่เที่ยวไปดูด ส.ส.มาเข้าพรรค รวมทั้ง ส.ส.ที่พร้อมจะทำร้ายเจตนารมณ์ของประชาชน ว่าหยุดพฤติกรรมเหล่านี้เถอะ เพราะเป็นการทำร้ายเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างรุนแรง

