เปิดมุมมอง5ข้อเสนอ
เกมเจรจา‘ไทย-สหรัฐ’
หมายเหตุ – จากกรณีนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา แสดงท่าทีพอใจ 5 ข้อเสนอของไทยต่อการเจรจากับสหรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งมีหลายคนในวงการธุรกิจได้ให้มุมมองที่ต้องปลดล็อกเกมเจรจาไทย-สหรัฐครั้งนี้
สมภพ มานะรังสรรค์
อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ
กรณีที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา กล่าวในเวทีเสวนา Saudi Investment Forum ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ในวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีข้อเสนอเจรจาภาษีที่ดีมาก ถือเป็นสัญญาณที่ดีและคาดว่าใน 5 ข้อเสนอที่ไทยเสนอไปสหรัฐค่อนข้างสนใจ การเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ โดยไทยมีแผนเพิ่มการนำเข้าสินค้าจำเป็น อาทิ พลังงาน (น้ำมันดิบ, แอลเอ็นจี, อีเทน) เป็นพิเศษเนื่องจากขณะนี้รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กำลังเร่งหาพันธมิตรเพื่อร่วมลงทุนในโครงการพลังงานแอลเอ็นจี
ก่อนหน้านี้สหรัฐพยายามเชิญประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว แต่ทั้งสองประเทศยังลังเลเพราะกังวลว่าโครงการอาจไม่คุ้มทุน แต่เมื่อประเทศไทยแสดงท่าทีสนใจจึงถูกจับตามองว่ามีศักยภาพ ซึ่งล่าสุดการที่นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของไทยด้านอุตสาหกรรมพลังงาน มีโอกาสพบกับนายทรัมป์ อาจทำให้เกิดความร่วมมือในอนาคตก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม อยากจะเตือนว่าโครงการลักษณะนี้ต้องใช้เวลาในการลงทุนและคืนทุนยาวนาน อีกทั้งขึ้นอยู่กับทิศทางการเมืองภายในของสหรัฐ ซึ่งในอนาคต หลังจากที่นายทรัมป์ครบวาระ หากพรรคเดโมแครตกลับมามีอำนาจอีกครั้ง อาจยกเลิกนโยบายสนับสนุนโครงการดังกล่าว เพราะพรรคเดโมแครตมีจุดยืนคัดค้านโครงการที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ไทยต้องประเมินความคุ้มค่าระยะยาวโดยคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเมืองของประเทศคู่ค้า
สำหรับข้อเสนออื่นๆ เช่น การลดหย่อนภาษี และการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าซึ่งกันและกัน ก็ต้องประเมินว่าผลประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่าหรือไม่ และต้องไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบ หากไม่สามารถหามาตรการเยียวยาให้เกษตรกรได้อาจเกิดการประท้วง สร้างปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้น การพิจารณาข้อตกลงต่างๆ จึงต้องเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ
ส่วนข้อเสนอจากสหรัฐที่ต้องการให้ไทยเข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ มากขึ้น ไทยควรเลือกลงทุนในภาคที่มีศักยภาพและไม่สุ่มเสี่ยงต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมือง เช่น การลงทุนในภาคพลังงานในพื้นที่ที่เปิดเสรีอยู่แล้ว แต่ไม่ควรเข้าไปในรัฐที่ยังมีข้อจำกัดหรือมีความขัดแย้งภายในเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพราะอาจมีปัญหาหากรัฐบาลสหรัฐเปลี่ยนนโยบายในอนาคต การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐพูดถึงประเทศไทยบนเวทีนานาชาตินั้น อาจเป็นสัญญาณบวกว่าการเจรจาทางการค้าระหว่างสองประเทศจะเริ่มต้นในไม่ช้า แต่ไม่ควรคาดหวังมากนักเพราะไทยไม่ได้เป็นประเทศคู่เจรจาหลักของสหรัฐ และที่ผ่านมาบางประเทศยังต้องเจรจาหลายรอบโดยยังไม่บรรลุข้อตกลง
การที่สหรัฐยังไม่ได้นัดหมายเจรจากับไทย อาจไม่ใช่เพราะไม่เชื่อใจไทย แต่เป็นเพราะสหรัฐต้องพิจารณาว่าหากเชื่อใจประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว จะตกลงในเรื่องใดบ้าง ขณะนี้มีไม่กี่ประเทศที่เจรจาสำเร็จ แม้แต่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดและมีกองทัพสหรัฐตั้งอยู่จำนวนมาก ยังต้องเจรจาถึงสามรอบและยังไม่แน่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เช่นเดียวกับประเทศเวียดนามที่กำลังดูท่าทีอยู่ และสถานการณ์ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ส่วนความคาดหวังที่ต้องการให้สหรัฐลดภาษีสินค้านำเข้าจากไทยลงเหลือ 10% นั้น มองว่าถ้าเราหวังจะลดภาษีนำเข้าสหรัฐเหลือเพียง 10% จากเดิมที่สูงกว่านั้นมาก ก็ต้องเข้าใจว่าประเทศอื่นก็ต้องการสิ่งเดียวกัน สหรัฐคงไม่อยากเลือกปฏิบัติกับประเทศใดเป็นพิเศษ เพราะจะกระทบต่อการทูตระหว่างประเทศ เราเองก็เป็นแค่หนึ่งในหลายประเทศที่เขาเจรจาด้วย ไม่ได้อยู่ในกลุ่มหลักที่ต้องรีบตกลงให้ได้
ไทยควรใช้ช่วงเวลานี้ในการปฏิรูปโครงสร้างภายใน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะหากมีการเปิดตลาดมากขึ้น ไทยต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและพัฒนาศักยภาพของภาคธุรกิจให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ไม่ใช่มุ่งหวังเพียงการได้เปรียบจากข้อตกลงทางการค้าเท่านั้น
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง
สหรัฐอเมริกานั้นมองไทยว่ามีปัญหาอยู่ 3-4 ประเด็นที่ต้องแก้ไข ประเด็นแรก คือ ลดดุลการค้าลง ซึ่งประเทศไทยนั้นจัดว่ามีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ เป็นอันดับ 14 ของประเทศที่เกินดุลทั้งหมด ส่วนที่สอง คือ การแก้อุปสรรคทางการค้า ซึ่งอาจจะหมายถึงกฎระเบียบด้านต่างๆ และส่วนที่สาม คือ การแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิทางปัญญา และเรื่องสิทธิแรงงาน
ที่ผ่านมาทางการไทยก็พยายามตอบสนองอย่างชัดเจน โดยส่วนแรก คือพยายามลดการขาดดุลการค้าลงครึ่งหนึ่ง ส่วนที่สอง ดูในสิ่งที่สหรัฐต้องการคือการเพิ่มการลงทุน ซึ่งในข้อเสนอของไทยได้เตรียมการในเรื่องนี้ด้วย โดยภาคเอกชนไทยก็มีความสนใจที่จะไป และส่วนที่สาม คือ การยกเรื่องของความสามารถในการผลิตอาหารแปรรูป อาหารพรีเมียม เพื่อที่จะนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร นอกจากนี้ เชื่อว่ารัฐบาลคงจะมีการปรับปรุงเกณฑ์อะไรบางอย่าง เพื่อให้สหรัฐเห็นว่าเรามีความจริงใจในการที่จะลดการขาดดุล และอีกอันหนึ่งที่สำคัญคือ จะสังเกตได้ว่าเกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย มีการไปลงทุนในสหรัฐ โดยเน้นเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เพราะฉะนั้นถ้าไทยดึงการลงทุนมาในส่วนนี้ได้จะเป็นการตอบสนองสหรัฐได้อีกเรื่องหนึ่ง
ทั้งนี้ ในส่วนของผู้แทนไทยที่จะไปเจรจาก็สำคัญ โดยสหรัฐมองว่าต้องเป็นผู้มีตำแหน่งทางการในประเทศ มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน อาจจะเป็นรัฐมนตรี อาทิ รัฐมนตรีการคลัง หรือรัฐมนตรีพาณิชย์ ถือเป็นส่วนสำคัญในการเจรจากับผู้แทนการค้า อย่างทีมไทยแลนด์จะต้องมีหัวหน้าที่มีศักดิ์ศรีและตำแหน่งที่เท่าเทียม เหมาะสม อีกส่วนคือ การเจรจาครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ดังนั้น ทีมไทยแลนด์จะต้องประกอบด้วยส่วนหลายๆ ส่วน เพราะว่าเวลาทำข้อตกลงไม่ได้ทำเรื่องการค้าอย่างเดียว แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับการลงทุน เรื่องสิทธิทางปัญญาต่างๆ เพราะฉะนั้นทีมไทยแลนด์ต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละกระทรวงต่างๆ มารวมตัวกัน เพื่อที่จะทำการเจรจาออกมาเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ดี จากกรณีที่สหรัฐและจีนได้ทำการตกลงทางการค้ากันและยอมลดภาษีนั้น แค่เป็นการบรรเทาให้สถานการณ์สงครามการค้าโลกเบาลง แสดงให้เห็นว่ามหาอำนาจทั้งสอง สหรัฐและจีน ไม่อยากให้สถานการณ์สงครามการค้าเกิดการบานปลาย จนกลายเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ของโลก แต่สงครามการค้านั้นก็ยังคงไม่จบง่ายๆ เนื่องจากสหรัฐไม่ได้ทำสงครามการค้ากับจีนที่เดียว แต่ยังมีอีก 60-70 ประเทศที่ยังรอการเจรจาอยู่
โดยเป้าหมายของสหรัฐคือการสร้างดุลยภาพใหม่ หมายถึงการลดขาดดุลงบประมาณที่มากถึง 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องแก้ไข ส่วนหนึ่งคือการตั้งกำแพงภาษี ดังนั้น หลังจากนั้นกำแพงภาษีก็ยังคงสูงขึ้น ไม่มีทางลดลงแน่นอน เพียงแต่อาจจะไม่ได้สูงเท่ากับตอนแรกที่ประกาศนโยบาย และเศรษฐกิจโลกก็ยังไม่รับผลกระทบให้เกิดการชะลอตัวในระดับหนึ่ง
ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ ดูจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2568 ลงเหลือ 1.8% จากประมาณการก่อนหน้านี้ที่ 2.9% และในหลายสำนักมีการปรับลดเช่นเดียวกัน บางที่เหลือเพียง 1.5% ส่วนการที่สหรัฐเจรจากับจีน เป็นการบอกว่าสถานการณ์อาจจะไม่รุนแรงจนเกินไปนัก แต่ระดับความรุนแรงก็ยังพอมีอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะว่าสงครามการค้ายังเกิดขึ้นอยู่และก่อให้เรื่องภาษีต้องขึ้นแน่นอน ซึ่งพอขึ้นภาษีทุกประเทศก็ต้องแข่งกัน ดังนั้น ความรุนแรงจึงอยู่ที่ว่าไทยเราจะเจรจาลดภาษีได้เท่าไหร่ ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะฉะนั้นภายใต้สมมุติฐานว่าสงครามการค้าที่เบาลงนั้น ทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยวไทยถูกกระทบไม่มากมาย ซึ่งเมื่อถูกกระทบเราก็ต้องมีการปรับตัว ถ้าทำการบ้านดีๆ การส่งออกอาจจะเป็นบวกได้ ส่วนท่องเที่ยวก็อาจจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ปีนี้ประมาณ 35-36 ล้านคนได้ ดังนั้น จากที่เคยตั้งเป้าหมายหรือคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3% คงไม่ถึงแน่นอน โดยคาดว่าจะอยู่ราว 1.6-1.7% และหากทำการบ้านและเตรียมความพร้อมได้ดีก็อาจจะเติบโตไปได้ถึง 2%
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (เคเคพี)
ถือว่าสหรัฐรับทราบถึงข้อเสนอที่เราต้องการผ่านการยื่นไปให้แล้ว เป็นการรับทราบในเบื้องต้น แต่แม้จะเป็นเพียงเบื้องต้น ถือเป็นพัฒนาการที่ดีมากกว่าเดิม ซึ่งต้องลองดูต่อว่าในการเจรจาร่วมกันจริงๆ สหรัฐจะยื่นข้อเสนออะไรกลับมาฝั่งประเทศไทยบ้าง เพราะคำชมที่ได้รับมาอันนี้เป็นสิ่งที่เราเสนอไปให้เขา แต่ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมีความต้องการ (ดีมานด์) อะไรบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นภาพที่ดีมากกว่าเดิม เพราะอย่างน้อยต้องบอกว่าเรามีช่องทางที่สามารถสื่อสารกับสหรัฐได้แล้ว
ส่วนข้อเสนอทั้ง 5 ข้อที่ไทยยื่นไป อาทิ การเสริมความร่วมมือธุรกิจอาหารแปรรูประหว่างไทยและสหรัฐ นำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐเพื่อเป็นวัตถุดิบแปรรูปและส่งออกไปตลาดโลก โดยเฉพาะการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ที่ไทยมีแผนเพิ่มการนำเข้าสินค้าจำเป็น ทั้งพลังงาน เครื่องบินและชิ้นส่วน อาวุธยุทโธปกรณ์ การเปิดตลาดและลดอุปสรรคทางการค้า รวมถึงความคาดหวังที่ต้องการให้สหรัฐลดภาษีสินค้านำเข้าจากไทยลงเหลือ 10% นั้น เอาจริงๆ ตอนนี้ถือว่าประเมินได้ยากมากเพราะเราไม่รู้เลยว่านอกเหนือจากข้อเสนอที่ไทยให้ไป สหรัฐต้องการอะไรอีกหรือไม่ เพราะไม่มีตัวอย่างของประเทศใดที่เจรจาการค้าสำเร็จออกมาอย่างชัดเจนเลย
ขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดที่ตกลงร่วมกับสหรัฐแบบเป็นรูปธรรมด้วยซ้ำ ที่มีข้อมูลว่าเริ่มเจรจาหารือกันแล้วมีทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา เมียนมา โดยล่าสุดมีชื่อจีน ที่บอกว่าสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ แต่อันนี้เป็นเพียงเบื้องต้นเท่านั้น มองว่าเป็นเหมือนการหยุดยิงระหว่างกันไปก่อน เพราะมีกรอบเวลาที่ถูกยืดออกไป 90 วันก่อนปรับขึ้นภาษีตามที่สหรัฐกำหนดไว้ จึงถือว่ายังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนรออยู่ในอนาคต เท่ากับว่ายังไม่มีประเทศใดที่ตกลงกับสหรัฐได้เลย ที่มีความคืบหน้าและดูไปได้ไกลมากที่สุดน่าจะเป็นอังกฤษ ดูคุยกันง่าย เพราะสหรัฐค้าขายสินค้าส่งออกไปอังกฤษ และเป็นฝ่ายเกินดุลกับอังกฤษเองด้วย ส่วนประเทศอื่นมองว่าคงต้องรอดูกันต่อไป ข้อตกลงจริงๆ ของแต่ละประเทศที่จะออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรในแง่ไหน หรือเรื่องอะไรบ้าง ส่วนนี้อาจเร็วเกินไปที่จะประเมินผลออกมา
ความสำคัญคือตัวเลขภาษีที่ประเทศไทยต้องการให้ลดลงเหลือ 10% หากไม่ได้อย่างที่ต้องการ อาทิ สุดท้ายถูกกำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 15% แม้สูงขึ้นมาแค่ 5% ก็มีผลกระทบต่อประเทศไทยแน่นอน แต่ผลกระทบจะมากหรือน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับว่าประเทศอื่นถูกกำหนดภาษีในระดับเท่าใดด้วย เกิดประเทศอื่นเจรจาได้แล้วเหลืออัตราภาษีไว้ที่ 10% แต่ไทยเจรจาสุดท้ายได้ลดภาษีลงจาก 36% แต่มาเหลือที่ 15% ก็เดือดร้อนแน่นอน เพราะประเทศอื่นได้ภาษีถูกกว่า โดยเฉพาะจีน ที่หากจีนได้ภาษีอัตรา 10% แต่ไทยโดนไป 15% เราเดือดร้อนมากแน่ๆ เท่ากับว่าตอนนี้ ประเทศไทยจะต้องพยายามเจรจาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศอื่นด้วย เพราะหากอัตราภาษีแตกต่างกันมาก เราจะเสียตลาดหมด จากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
ตอนนี้ยังไม่มีประเทศอื่นที่ตกลงกับสหรัฐได้เลย หรือหากได้แบบจีน ก็คงเป็นการตกลงเบื้องต้นเท่านั้น การจะมองเห็นภาพชัดมากขึ้นจะสำเร็จได้หรือไม่นั้นต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือนๆ เพราะการเจรจาข้อตกลงทางการค้า โดยปกติใช้เวลาเป็นปี แต่อย่างน้อยหากมีความก้าวหน้าพอที่จะให้เห็นความชัดเจน อันนั้นจะเป็นสัญญาณที่ดีออกมา ตอนนี้จึงต้องรอดูสัญญาณไปเรื่อยๆ ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคงต้องดูดีลประเทศอื่นด้วย ว่าประเทศอื่นตกลงอะไรกันบ้างหรือต่อรองกันในประเด็นอะไรบ้าง

