ส่องฉากทัศน์-มิชชั่น
ครม.อิ๊งค์2-รบ.ปริ่มน้ำ
หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการและภาคเอกชนต่อกระแสข่าว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เตรียมปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังรัฐบาลเผชิญปัญหาคลิปเสียงฉาวของสมเด็จฯฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ขณะที่พรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล
วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ในการปรับ ครม.ครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นการปรับ ครม.ในสภาวะที่การเมืองขาดเสถียรภาพอย่างมาก เพราะรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ ในฝ่ายนิติบัญญัติ อันเนื่องมาจากในระบบรัฐสภา ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติมีที่มาทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลมี ส.ส.น้อย เสถียรภาพในการทำงานของรัฐบาลก็จะน้อยตามไปด้วย กฎหมายหรือนโยบายอะไรก็ตามก็จะดำเนินการได้ยากขึ้น เพราะฉะนั้นในการปรับ ครม.จึงไม่ง่าย การปรับ ครม.ครั้งนี้จึงต้องเผชิญกับแรงกดดันจาก 2 ด้าน
ด้านหนึ่งคือแรงกดดันจากพรรคร่วม อันเนื่องมาจากการนำเอาพรรคภูมิใจไทยออกไป แม้ว่าตำแหน่งรัฐมนตรีจะเหลือมากขึ้นกว่าเดิมถึง 8 ตำแหน่ง แต่พรรคร่วมที่เหลือเขาก็พยายามที่จะไปหา ส.ส มาอยู่ในกลุ่มก๊วนของตัวเอง บางพรรค split แยกออกมาเป็น 2 ฝ่าย อย่างรวมไทยสร้างชาติ การเจรจาต่อรองก็จะลำบากไป ด้วยนักการเมืองก็คือนักการเมืองก็ต้องมีการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้
โควต้ารัฐมนตรีมากที่สุด ผลทำให้รัฐบาลเพื่อไทยก็ต้องมีการแบ่งจัดสรรให้กับที่นั่ง ให้กับพรรคร่วม และก็ต้องเกรงใจพรรคร่วม มากกว่าการเกรงใจพรรคภูมิใจไทย เพราะว่าหากพักร่วมพรรคใดพรรคหนึ่ง เพียงแค่พรรคเดียวเท่านั้น ไม่โหวตให้กับรัฐบาลหรือไม่สนับสนุนรัฐบาล รัฐบาลก็สามารถล้มได้ทันที เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็จะขาดความเป็นตัวตนและก็เกรงใจ พรรคร่วมรัฐบาล พรรคเล็กพรรคน้อยเหล่านี้เยอะหน่อย นี่คือความท้าทายด้านแรก
ในด้านที่ 2 การปรับ ครม.ครั้งนี้เกิดมาจากวิกฤตในการนำภูมิใจไทยออกไปเพื่อแย่งกระทรวงมหาดไทยกลับมา และอีกทางหนึ่งมีวิกฤต เกี่ยวกับความมั่นคง ระหว่างประเทศ และประเด็นคลิปบทสนทนาระหว่างนายกฯแพทองธารกับฮุน เซน และมีข้อความที่แสดงออกถึงความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ แต่จากการเจรจากัน พบว่ากองทัพและพลังพรรคอนุรักษนิยมก็ยังอนุญาตให้รัฐบาลอยู่ในตำแหน่งได้ต่อ เห็นได้จากการออกมาแถลงร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำเหล่าทัพต่างๆ ผลก็เลยเกิดขึ้นก็เลยทำให้รัฐบาลก็ยิ่งต้องเกรงใจกองทัพและพลังอนุรักษนิยมมากเพิ่มขึ้นไปอีก ตรงนี้หมายความว่า ยังไงก็คือตำแหน่ง ทางด้านความมั่นคงจะต้องอยู่ในมือบุคคลที่มาจากทหารหรือมาจากกองทัพด้วย เนื่องมาจากพรรคเพื่อไทยตั้งแต่แรกหลังจากจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่นายกฯเศรษฐา ทวีสิน พยายามใช้พลเรือนในการควบคุมกองทัพมาโดยตลอด แต่ถ้าหลังจากนี้ถ้ามีการนำทหารมาเป็น รัฐมนตรีกลาโหม ก็อาจจะเห็นว่าพรรคเพื่อไทย ก็คงต้องสยบยอมส่วนหนึ่งกับกองทัพผลก็เลยเกิดขึ้นคือพรรคเพื่อไทยก็เลยต้องหาทหารที่ไม่อยู่ในขั้วอำนาจเก่า แต่เป็นขั้วอำนาจที่อยู่ใกล้ชิดกับการเมือง ก็คืออยู่ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยมากกว่า ก็จะมีทหารบางคนที่เกษียณราชการแล้ว เคยไปลงการเมืองท้องถิ่นอาจจะกลับมาช่วยพรรคเพื่อไทย มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่จะต้องยอมฝ่ายทหารและยอมฝ่ายอนุรักษนิยม จะส่งผลไปถึงประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ การนิรโทษกรรมประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากคดีทางการเมืองก็จะถูกดองไปอีก เพราะว่ารัฐบาลจะไม่กล้าดำเนินการในลักษณะที่ขัดใจกับฝ่ายอนุรักษนิยม อันนี้คือความท้าทายครั้งที่ 2
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่า ครม.ปรับออกมาแล้ว จะอยู่ในภาพไหน เราก็จะพบว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่มั่นคงและจะมีอายุสั้น ถ้าสามารถประคับประคองจนพ้นปีนี้ได้ ถือว่ารัฐบาลทำได้เก่งแล้ว เอาแค่พ้นปีนี้ ถ้ารัฐบาลอยากอยู่ได้ยาว หรืออยากสร้างภาพลักษณ์กลับมาให้ได้ ว่าทั้งตัวนายกรัฐมนตรีว่าเป็นผู้นำและพรรคเพื่อไทยว่าเป็น เป็นพรรคที่เก่งทางด้านเศรษฐกิจ ครม.ใหม่ที่ตั้ง ประสบความสำเร็จ ต้องทำอีก 3 เรื่อง เรื่องแรกสำคัญมากการมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะมาทดแทนนโยบายเงินดิจิทัล นโยบายทางเศรษฐกิจ ในลักษณะดังกล่าว ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเห็นผลลัพธ์ได้จริงในระยะสั้นจึงจะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมาได้ ถ้ารัฐบาลไม่มีนโยบายอื่นนอกเหนือจากนโยบายเงินหมื่นที่ยกเลิกไปแล้ว ก็ทำให้อายุรัฐบาลยิ่งสั้นลงไปอีก
เรื่องที่ 2 นโยบาย ในลักษณะเกี่ยวกับทางการเมือง ไม่ว่าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ หรือ การพูดคุยเรื่องการทำประชามติ นโยบายเหล่านี้หากไม่มีการดำเนินการรัฐบาลก็จะเสียแรงสนับสนุนจากฝ่ายประชาธิปไตยไปอีกและการเสียแรงสนับสนุนกับประชาธิปไตยหลายครั้ง ไปเพิ่มพลังให้กับฝ่ายอนุรักษนิยมด้วยเราเห็นได้จากกลุ่มประท้วงไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม คปท. หรือกลุ่มรวมพลังประชาชนไทยอะไรทั้งหลายแหล่ ที่รวมพลคนไม่เอาทักษิณ พยายามปลุกกระแสกลับมา
เลยนำไปสู่เป้าหมายอันที่ 3 คือรัฐบาลจะจำกัดการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ที่เป็นกลุ่มไม่เอาทักษิณ ให้อยู่ในวงเล็กได้อย่างไง ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจำกัดความเคลื่อนไหว ซึ่งทุกวันนี้เข้าใจว่ากลุ่มไม่เอารัฐบาลบนท้องถนนยังมีจำนวนไม่มาก แต่หากในอนาคตรัฐบาลยิ่งสั่นคลอนไม่มีนโยบายอะไรมาประสบความสำเร็จและยังต้องยอมพลังอนุรักษนิยม ก็ยิ่งไปเพิ่มพลังของกลุ่มที่ชุมนุมบนท้องถนนที่ไม่เอารัฐบาลชุดนี้ ถ้ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมกลุ่มนี้ได้ หรือไปทำอะไรที่ผิดพลาดจนทำให้ประชาชนที่อยู่กลางๆ หันไปสนับสนุนมวลชนที่ไม่เอารัฐบาลนี้ผลสุดท้ายรัฐบาลก็จะมีอายุสั้นเช่นกัน เพราะฉะนั้น แนวนโยบาย 3 เรื่องนี้ต้องทำให้ได้รัฐบาลจึงจะมีอายุที่ยาวมากขึ้น นโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นนโยบายการเมืองอย่างการแก้รัฐธรรมนูญ การมีนโยบายควบคุมจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมบนท้องถนนที่ไม่เอารัฐบาล
ถ้ามอง ครม.ตอนนี้ไหวไหม อย่างที่บอกไปคือในเชิงการทำงานเป็นความท้าทายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เพราะว่ากระทรวงที่กระจัดกระจายกันไปพรรคเล็กพรรคน้อย ทำให้รัฐบาลไม่สามารถมีนโยบายที่เป็นโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ได้ และทำให้ ครม.เหมือนเป็นการแบ่งเค้กซอยตำแหน่งรัฐมนตรีไปให้กับพรรคร่วม ที่ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทยอยู่ เพราะฉะนั้นใน 8 ตำแหน่งที่ว่างจากพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยก็อย่าคิดว่าตนเองจะได้ทั้ง 8 ตำแหน่งนั้น ก็ต้องแบ่งบางส่วน 8 ตำแหน่ง สัก 5-6 ตำแหน่งที่ได้มา ไปให้กับคนอื่นด้วย เพราะต้องอาจจะมีบางพรรคไปหา ส.ส.งูเห่า เข้าร่วมกับรัฐบาลนี้ได้ถ้าเขาหา ส.ส.ได้มากขึ้น เขาก็จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีมากขึ้นนั่นเอง
เป็นแบบนี้พอการจัดตั้ง ครม.พูดกันที่ตัวเลขว่าใครจะไป มี ส.ส.ในมือเท่าไหร่ เลยไม่สามารถที่จะดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อสภาตั้งแต่แรก เมื่อรัฐบาลไม่สามารถดำเนินนโยบายได้สุดท้ายก็มีลักษณะ เหมือนมีรัฐบาลที่ทำงานประจำ แต่ประชาชนไม่รู้สึกว่าได้ประโยชน์อะไร มีนโยบายอะไรที่มาช่วยเหลือเราได้บ้าง ถ้าจะได้ประโยชน์อย่างมากคือเป็นงบประมาณที่ ส.ส.ในพื้นที่ ไปล็อบบี้เอามาจากผู้ที่อยู่ในตำแหน่งบริหารให้มาลงในเขตจังหวัด หรือเขตเลือกตั้งของตนเองเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ประชาชนจะได้รับแค่นั้น แต่นโยบายระดับชาติอย่าง 30 บาทรักษาทุกที่หรือ Entertainment Complex คงเกิดได้ยากแล้ว
สรุปทิศทางรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง จะอยู่ยาวหรือสั้น พูดสั้นๆ ถ้าสามารถอยู่ได้จนหมดปีนี้ ถือว่าเก่งแล้ว แต่ถ้าอยากจะอยู่ให้ยาวขึ้นจนครบวาระก็ต้องทำ 3 ข้อที่ได้บอกไปข้างต้นนั้น
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

ภาพการเมืองไทยในขณะนี้ อยู่ในภาวะของความร้อนแรงอีกครั้ง โดยหากมีการปรับโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ภาคเอกชนอยากให้สานต่อเรื่องที่ค้างอยู่ในมืออย่างเร่งด่วน ซึ่งในช่วงไตรมาส 3-4 ปี 2568 มี เรื่องสำคัญมากๆ อยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การเจรจากับสหรัฐ เพื่อกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย อันนี้ถือว่าสำคัญที่สุด เพราะถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายแล้วตามกำหนดของสหรัฐ และ 2.เรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การ
พิจารณางบประมาณประจำปี 2569 ซึ่งเราเห็นตัวอย่างผลกระทบของงบประมาณที่ล่าช้ากว่าปกติในช่วงที่มีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลครั้งล่าสุดแล้วว่า ส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการของรัฐบาล ที่ต้องใช้งบประมาณตามกำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้เวลาระยะยาวขึ้น ในการพิจารณางบประมาณที่ควรต้องออกมาแล้ว ทำให้เกิดการสะดุดของเศรษฐกิจในประเทศมากพอสมควร และหากเกิดขึ้นอีกครั้ง เราคิดว่ารอบนี้ก็เป็นช่วงที่หนักกว่าตอนนั้นแบบมากๆ เพราะว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง หนึ่งเครื่องมือตัวเดียวที่คาดหวังจะมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เป็นงบประมาณจากภาครัฐ ถ้าหากสะดุดอีก จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย เนื่องจากภาวะในปัจจุบันประเทศไทย โดนผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกหนักหนาอยู่แล้ว ทำให้การเร่งเจรจากับสหรัฐ และดำเนินการด้านงบประมาณปี 2569 ให้เป็นปกติ จึงเป็น 2 เรื่องหลัก ส่วนเรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องที่ต้องเดินหน้าตามแผนงานทั้งระยะกลางและระยะยาว ตามความเหมาะสม สุดท้ายการที่ประเทศไทย มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ จะถือว่ามีประโยชน์กับประเทศไทยในการพัฒนาประเทศในระยะกลางและระยะยาว
ส่วนความกังวลเรื่องงบกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท จะเกิดความไม่ต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2568 ทำให้การเติบโตของจีดีพีติดลบ สำหรับประเด็นนี้มองว่ารัฐบาลสามารถป้องกันผลกระทบได้ ผ่านการสั่งการในขั้นปฏิบัติการ ด้านรัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะต้องสั่งการข้าราชการประจำให้ดำเนินตามแผนงานที่เตรียมไว้ ตั้งแต่ในช่วงต้นของการพิจารณาทุกอย่างให้ครบถ้วนพร้อมส่งมอบให้กับทุกฝ่ายรับไปเดินหน้าตามแผน เพราะในแต่ละกระทรวงก็มีข้าราชการประจำเป็นผู้ดำเนินการเป็นหลักอยู่แล้ว ถึงจะเปลี่ยนกระทรวงหรือเปลี่ยนอะไรก็ตาม หากมีการดำเนินการไว้ในระดับหนึ่งแล้วถึงขั้นปฏิบัติการ ข้าราชการประจำสามารถเดินหน้าสานต่อได้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการถึงโฉมหน้าของ ครม.ใหม่จะมีการโยกย้ายในหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงที่ว่างลง จากการถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย โดยกระทรวงที่มีการจับตามองเป็น กระทรวงกลาโหม ที่จะมีนายทหารใหญ่มาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนนายภูมิธรรม เวชยชัย จะขยับไปกระทรวงอื่นนั้น ต้องบอกว่า วิธีใดก็ตามที่ทำให้ภาพที่ออกมาของรัฐบาล มีภาพของความร่วมมือที่ดีระหว่างรัฐบาลและทหาร เหมือนอย่าง 2-3 วันที่ผ่านมา ที่เริ่มมีการปรึกษาและสื่อสารเรื่องเหล่านี้ออกมามากขึ้น ส่วนนี้ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นและเรื่องสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะช่วยสร้างเสถียรภาพรัฐบาล และช่วยสร้างความร่วมมือของคนในประเทศเป็นทิศทางเดียวกันมากขึ้น
การสื่อสารเป็นสิ่งที่เราอยากเห็นมาตลอดตั้งแต่ช่วงที่เริ่มมีปัญหาต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งหากสามารถทำได้อย่าง 2-3 วันที่ผ่านมา มองว่าจะเป็นภาพที่ดีขึ้น เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับข่าวสารในทิศทางเดียวกัน จากทั้งรัฐบาล และจากทั้งการทำงานของฝ่ายความมั่นคง สิ่งที่ดีที่สุดการสื่อสารกับประชาชนในประเทศ ถือเป็นการสื่อสารให้ทั่วโลกรับรู้ด้วย เป็นการป้องกันไม่ให้เกิด ไม่ใช่เป็นการแจ้งข่าวภายหลังจากที่มีข่าวไม่ถูกต้องออกไปแล้ว เพราะความสำคัญตอนนี้คือ ต้องป้องกันสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย เรื่องการสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญในช่วงที่มีความตึงเครียดต่างๆ
และเมื่อรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ ความมีเสถียรภาพอาจไม่ได้มีมากเท่าเดิม อาจนำไปสู่การสร้างสถานการณ์และเกิดการใช้อำนาจนอกสภาอีกครั้ง ยืนยันว่าประเทศไทยเดินมาในทิศทางของการปกครองแบบประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพียงแค่ว่าในแต่ละช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น นักลงทุนต่างชาติเกิดความเชื่อมั่น เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ประเทศเดียวในโลก เรื่องสำคัญที่สุดคือการเดินตามหลักการประชาธิปไตย แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินงานของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อตอบแทนประชาชนที่ให้ความหวังไว้วางใจในการเข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลต้องมองจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญ จะทำอย่างไรให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ จะทำอย่างไรให้การเมืองสอดคล้องไปกับการเดินหน้าต่อไปของประเทศไทยคู่ขนานกับการเติบโตของโลก
ยกตัวอย่างหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตอนนี้ ประเทศไทยมีรัฐบาลรักษาการเท่านั้น ข้อกังวลหลักอย่างการเจรจาร่วมกับสหรัฐจะถือว่าน่ากังวลที่สุด เพราะว่าจะเป็นเหตุผลให้กับประเทศที่เรากำลังเจรจาอยู่มีข้อจำกัดในการเจรจา เนื่องจากตอนนี้ถือเป็นโค้งสุดท้ายของการเจรจากันแล้ว หากไม่สำเร็จจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแน่นอน เท่ากับทางออกสำหรับระยะสั้นในตอนนี้ คือ รัฐบาลควรอยู่ต่อไป แต่ต้องปรับ ครม.ให้มีเสถียรภาพมากขึ้นในการทำงาน

