สัมภาษณ์ ทูตไทยประจำจีน ฉัตรชัย วิริยเวชกุล สัมพันธ์2ปท.‘ราบรื่น-เติบโต’

14.07.25 | 11:00 น.

สัมภาษณ์ ทูตไทยประจำจีน ฉัตรชัย วิริยเวชกุล สัมพันธ์2ปท.‘ราบรื่น-เติบโต’

หมายเหตุเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนให้สัมภาษณ์พิเศษมติชน เนื่องในโอกาส ครบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

ปี 2568 ถือเป็นปีที่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนครบครึ่งศตวรรษ มองพัฒนาการของความสัมพันธ์และความร่วมมือ 2 ชาติจากวันนั้นถึงวันนี้อย่างไร อะไรเป็นความสำเร็จที่เด่นชัด

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยจีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ถือว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของการทูตไทย เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นได้เพราะทั้งสองประเทศมีความปรารถนาแรงกล้าที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ต่อกัน ผ่านมา 50 ปีถือว่าไม่ยาวแต่ก็ไม่สั้น เป็นความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและเติบโต เกื้อกูลเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ปัจจุบันทั้งสองประเทศประกาศตัวเป็นทั้ง “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” และเป็น “ประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน” แสดงถึงความเกี่ยวโยงผูกพันกันทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

ในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ 50 ปี เต็มไปด้วยหมุดหมาย (milestone) สำคัญ แต่ที่อยากกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ 2 เหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อประชาชนสองฝ่ายในวงกว้าง ได้แก่ การเสด็จฯเยือนประเทศจีนของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในปี 2524 ถือเป็นการเปิดศักราชให้คนไทยหันมาสนใจศึกษาประเทศจีนมากขึ้น การเสด็จฯเยือนจีนของพระองค์ท่านทุกครั้งเป็นการเปิดทางให้กับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทย-จีนที่ตามมามากมายหลายโครงการ กับอีกเหตุการณ์ที่ค่อนข้างปัจจุบันหน่อยคือการลงนามความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างกันเมื่อต้นปี 2567 มีความสำคัญเพราะทำให้ประชาชนสองฝ่ายสามารถไปมาหาสู่กันได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

Advertisement

คำถามที่ท้าทายความคิดคือความสัมพันธ์ไทย-จีนในอีก 50 ปีจะเป็นอย่างไร เพราะในห้วง 50 ปีที่ผ่านมาถือว่าทั้งสองประเทศเดินทางมาไกลมาก คำตอบที่ทุกคนน่าจะเห็นพ้องกันคือมิตรภาพไทย-จีนจะยังคงเหนียวแน่นด้วยมีรากฐานจากความผูกพันในระดับประชาชน ถ้าดูจากนโยบายต่างประเทศของจีนที่ยึดมั่นในหลักการของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การไม่แทรกแซงกิจการภายใน และการสนับสนุนการทูตพหุภาคี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของไทย เชื่อว่าความสัมพันธ์ไทย-จีนก็น่าที่จะยังก้าวไปข้างหน้า เชื่อว่าประเทศจีนในฐานะมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบจะช่วยสร้างภูมิภาคให้มีเสถียรภาพ มั่นคง มั่งคั่งได้

อยากให้ขยายความคำพูดที่ว่า ‘จีนไทย ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน’ ที่ถูกมองว่าทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนมีความพิเศษเฉพาะตัว และถ้อยความนี้มาพร้อมกับความคาดหวังต่อกันอย่างไร

คำว่า “จีนไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” หรือที่จีนจะพูดว่า 中泰一家亲 (จงไท่ อี้เจียชิน-จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน) นั้น เป็นคำที่มักถูกอ้างถึงจากผู้นำทั้งของไทยและจีน มิใช่วาทกรรมหรือคำอ้างฝ่ายเดียว คำคำนี้ สะท้อนทั้งในมุมที่เป็นรูปธรรมและมุมของเจตคติ ในมุมรูปธรรมนั้นเราเห็นได้ชัดเจนจากความผูกพันทางสายเลือดและเชื้อชาติระหว่างคนไทยคนจีนในหลายร้อยปีที่ผ่านมา คนไทยเชื้อสายจีนอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยหลายช่วงหลายตอนปัจจุบันคนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังติดต่อกับญาติพี่น้องที่อยู่ในประเทศจีน

ความผูกพันพิเศษตรงนี้นำมาซึ่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปมาในระดับครอบครัวและชุมชน มีการค้าขาย และการท่องเที่ยวไปมาหาสู่ พื้นฐานตรงนี้นำมาซึ่งเจตคติที่ทำให้คนไทยคนจีนมองกันด้วยสายตาที่เป็นญาติและเป็นมิตร ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนไปถึงระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลด้วย แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีระบบการปกครองที่แตกต่างกัน แต่ก็มิได้นำมาเป็นเงื่อนไขในการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในปี 2555 ไทยและจีนได้สถาปนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และต่อมาในปี 2565 ในการเยือนไทยของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทั้งสองฝ่ายก็ได้เห็นชอบหลักการที่จะสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งคำว่า “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน” นี้ถือเป็นกุญแจสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีนในปัจจุบันและอนาคต เพราะเป็นพันธสัญญาว่าทั้งสองประเทศจะร่วมมือกัน เติบโตไปด้วยกัน และเมื่อเผชิญปัญหาก็จะช่วยกันแก้ไขเพื่ออนาคตร่วมกัน

ความคาดหวังต่อความผูกพันพิเศษนี้คงไม่ใช่ว่าต่างฝ่ายต่างต้องคอยเอาอกเอาใจกันตลอดเวลา เพราะปัจจุบันทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์อยู่รอบโลก จีนเองเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ นานาประเทศต่างต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับจีน ประเทศไทยเองก็มีความสนใจในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศมากมาย ซึ่งก็หมายถึงว่า แต่ละฝ่ายอาจจะมีเวลาให้กันไม่มาก แต่ความเป็นครอบครัวเดียวกันหรือความเป็นประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันคือการช่วยเหลือกัน ไม่ทิ้งกัน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน เมื่อฝ่ายหนึ่งมีปัญหาเดือดร้อนทุกข์ใจ อีกฝ่ายหนึ่งก็จะช่วยเหลืออย่างจริงจังและจริงใจ และที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงความผูกพันพิเศษนี้

การค้าการลงทุนระหว่างกันเป็นอย่างไรบ้าง ภาคอุตสาหกรรมใดที่เป็นโอกาสสำหรับไทยในจีน และไทยควรตั้งรับการลงทุนจีนอย่างไรที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างได้ประโยชน์ และมองสิ่งที่เรียกว่าปัญหาจีนเทาในไทยอย่างไร

ต้องบอกว่าเศรษฐกิจของไทยผูกพันกับจีนเป็นอย่างมาก จีนครองความเป็นอันดับหนึ่งของไทยใน 3 สาขาหลัก เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยด้วยมูลค่ากว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการลงทุนมากเป็นอันดับหนึ่ง และเป็นนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งด้วยจำนวน 6.7 ล้านคนในปีที่ผ่านมา

จีนยังเป็นตลาดส่งออกสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญของไทย แม้จะมีการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่สินค้าเกษตรของไทยมีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของคนจีน ที่สำคัญคือไทยต้องรักษามาตรฐานสินค้าเกษตรไว้ให้ดีต่อเนื่อง การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นจากไทยไปจีนถือว่ามีความท้าทายในด้านต้นทุนและราคาหากต้องมาแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ภายในจีน แต่หากเป็นสินค้าพรีเมียมหรือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่มีในท้องตลาดถือว่ายังมีโอกาสอยู่มาก

นอกจากนี้อาจจะมีธุรกิจบันเทิงภาพยนตร์ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทดแทนแรงงานมนุษย์ซึ่งปัจจุบันจำนวนประชากรของจีนอยู่ในอัตราลดลง รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุด้วย สำหรับการลงทุนของจีนในไทยนั้นถือเป็นแถวหน้า ความจริงจีนไปลงทุนในต่างประเทศไม่เฉพาะในไทย จีนไปลงทุนในเพื่อนบ้านของไทย ในเวียดนาม อินโดนีเซียจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะช่วงหลังประธานาธิบดีทรัมป์สมัยแรก เพื่อเลี่ยงการถูกกีดกันทางการค้า ปัจจุบันไทยยังคงเป็นเป้าหมายการลงทุนจากจีน แต่คงต้องพยายามส่งเสริมให้การลงทุนของจีนช่วยต่อยอดโอกาสให้เอกชนในประเทศไทยเติบโตไปด้วยได้ ให้สอดคล้องกับหลักการที่กล่าวถึงก่อนหน้าว่าให้ไทย-จีนเป็น “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน”

เมื่อผมอยู่ที่ปักกิ่งมักได้รับคำต่อว่าต่อขานว่าไทยมักชอบพูดถึงคนจีนที่ไปทำธุรกิจผิดกฎหมายว่า “จีนเทา” เพราะเหมือนว่าเป็นการเหมาเชื้อชาติเขา ทางการจีนก็เคยยืนยันกับผมว่ารัฐบาลจีนไม่ปกป้องคนกระทำผิด หากคนจีนไปทำผิดกฎหมายในต่างประเทศก็ขอให้ดำเนินคดีได้อย่างเต็มที่ เพราะในประเทศจีนก็ดำเนินคดีผู้ทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดและรุนแรงเช่นกัน

หลังการเปิดฟรีวีซ่าระหว่างกัน การท่องเที่ยวและการติดต่อไปมาหาสู่กันระหว่างสองประเทศควรจะดีขึ้น แต่ทำไมในช่วงนี้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยน้อยลง เป็นเพราะข่าวซิงซิง หรือปัจจัยอื่นใด ไทยควรต้องปรับตัวอย่างไรต่อแนวโน้มที่ลดลงของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเคยเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดของไทย

น่าจะเกิดจากหลายปัจจัยที่บังเอิญมาเกิดขึ้นในห้วงเดียวกัน ข่าวดาราจีนที่ไปประสบปัญหาที่ชายแดนก็เป็นปัจจัยหนึ่ง รวมถึงข่าวเชิงลบต่างๆ ที่มีเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเหตุการณ์กราดยิงในห้างสรรพสินค้า การหลอกลวง หรือโกงนักท่องเที่ยว ซึ่งข่าวพวกนี้มันมักจะอยู่ใน algorithm ของสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ต้องขอบอกว่าคนจีนใช้สื่อออนไลน์มาก เมื่อมีข่าวลบหนึ่งขึ้นมา มันก็มักจะมีข่าวลบอื่นๆ มาตอกย้ำให้อ่านเรื่อยๆ ทำให้ยังไม่อยากเดินทางไป โดยเฉพาะหากเป็นกลุ่มที่ยังไม่เคยไปประเทศไทยก็มักจะมีความกังวลกว่าคนที่เคยไปแล้วซึ่งจะรู้ว่าจริงๆ แล้วไม่มีอะไร ปัจจัยที่สองน่าจะเป็นเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจจีนเองที่อยู่ในช่วงชะลอตัว คนจีนเองก็มีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าในอดีต จากการไปเที่ยวสนุกซื้อของแบรนด์เนมมาเป็นการท่องเที่ยวเชิงสัมผัสประสบการณ์มากขึ้น จากการท่องเที่ยวต่างประเทศก็หันมาท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนเองก็ต้องการส่งเสริมเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น

แนวโน้มและเหตุปัจจัยเหล่านี้แน่นอนว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวก็ตระหนักดีและมีการปรับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวรองรับด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการหันไปดึงนักท่องเที่ยวจากอินเดียหรือยุโรปมากขึ้นหรือการพยายามเร่งแคมเปญต่างๆ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือต้องฟื้นความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวให้เห็นเป็นรูปธรรม มีการป้องกันแก้ไขเรื่องการทำร้ายหรือหลอกลวงนักท่องเที่ยวให้ลดน้อยลง ในเชิงเทคนิคก็คงต้องพยายามส่งข่าวดีๆ น่าสนใจเข้าไปในสื่อสังคมออนไลน์ของจีนให้มากขึ้น เชื่อว่าการท่องเที่ยวไทย-จีนยังมีอนาคต เพราะโดยพื้นฐานคนจีนและคนไทยมีทัศนคติที่เป็นมิตรต่อกัน มีความผูกพันกันในเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม

ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะในยุครัฐบาลทรัมป์ สงครามการค้าและภาษีทรัมป์ ทำให้จีนกลายเป็นชาติที่ธำรงรักษาความร่วมมือในกรอบพหุภาคี มองพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างไร และการปะทะกันของสองมหาอำนาจจะส่งผลกระทบกับไทยที่ต้องการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่ายอย่างไร

เราเห็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐมาตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์ดำรงตำแหน่งครั้งแรก จึงไม่น่าประหลาดใจมากที่เรื่องนี้จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ได้ทราบว่าสองประเทศมีกระบวนการเจรจากันแล้วและเชื่อว่าทุกประเทศต่างมุ่งหวังให้สองฝ่ายหาทางออกร่วมกันได้ในที่สุด เพราะการแข่งขันนี้ไม่น่าจะเป็นผลดีกับประเทศใด สิ่งที่ทั้งสองประเทศตกลงกันก็น่าจะกระทบต่อทิศทางและน้ำหนักของการค้าโลกในอนาคตด้วย

ในส่วนของไทย เราต้องการรักษาสัมพันธภาพอันดีกับทั้งจีนและสหรัฐ ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะมิติด้านการค้าเท่านั้น ยังมีมิติด้านเศรษฐกิจอื่น รวมถึงมิติด้านการเมืองความมั่นคงและความร่วมมือรายสาขาต่างๆ มากมาย ซึ่งไทยคงจะพิจารณาเรื่องเหล่านี้บนพื้นฐานแห่งผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ประเทศไทยเพิ่งจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่กรุงปักกิ่งมีกิจกรรมใดหรือไม่

สำหรับกิจกรรมที่ประเทศจีน สถานทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ก็ได้ร่วมกับสมาคมมิตรภาพวิเทศสัมพันธ์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงานเลี้ยงฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปี ไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน โดยได้รับเกียรติจากท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาของไทย เดินทางมาเป็นประธานร่วมฝ่ายไทย ได้เชิญตัวแทนภาครัฐ เอกชน และสมาคมของไทยและจีน รวมทั้งมีอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง รวม 9 ท่าน มาร่วมฉลองโอกาสสำคัญนี้ด้วย

นอกจากงานเลี้ยงเฉลิมฉลองแล้ว ความจริงยังมีกิจกรรมอีกหลายโครงการ แต่อยากจะขอกล่าวถึง 2 รายการที่สำคัญ กล่าวคือ การจัดประกวดกล่าวสุนทรพจน์ภาษาไทยของนักศึกษาจีน ซึ่งมีน้องๆ นักศึกษาจีนจากหลายเมืองส่งคลิปตัวอย่างประกวดมาเป็นร้อยราย เราคัดผู้เข้ารอบสุดท้ายได้ 8 คนให้มากล่าวสุนทรพจน์สดๆ ในหัวข้อ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน ในงานเทศกาลไทย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน แม้กิจกรรมนี้ไม่ได้ใหญ่โตระดับประเทศ แต่สถานทูตอยากยกมาให้เป็นตัวอย่างของการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมระหว่างเยาวชนสองประเทศในอนาคต อีกรายการสำคัญคือการจัดพิพิธภัณฑ์ร่วมไทย-จีน ณ พระราชวังต้องห้าม ซึ่งสถานทูตได้ชักชวนให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทยกับพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม หรือกู้กง นำโบราณวัตถุสำคัญของไทย-จีนกว่า 150 ชิ้นมาจัดแสดงร่วม ณ อาคารจัดแสดงนิทรรศการภายในพระราชวังต้องห้ามที่กรุงปักกิ่ง ในช่วงเดือนพฤศจิกายน

เชื่อว่าจะช่วยแสดงถึงสายใยและความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศได้ดีที่สุด