สะท้อนคว่ำ ร่างนิรโทษฯ ฉบับ ‘ปชน.-ภาคประชาชน’

18.07.25 | 12:33 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม สภาโหวตรับ 3 ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขของพรรครวมไทยสร้างชาติ กล้าธรรมและภูมิใจไทย แต่ไม่รับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคประชาชนและฉบับภาคประชาชน ที่รวมการนิรโทษกรรม มาตรา 112 ที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ โดยมีเพียง 6 ส.ส.พรรคเพื่อไทยโหวตเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ของพรรคประชาชนและฉบับภาคประชาชนเท่านั้น

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

จ ากกรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) คว่ำร่างนิรโทษกรรม 2 ฉบับของพรรคประชาชน (ปชน.) และฉบับภาคประชาชน ผมมองว่า จากสถานการณ์ในสภานี้ไม่ใช่เพียงแค่พรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียวเท่านั้น ยังมีพรรคอื่นๆ ด้วยที่ไม่รับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งครอบคลุมความผิดในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เช่น กรณีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ก็ไม่รับร่างนิรโทษกรรมมาตรา 112 และยังมีพรรคการเมืองอื่นๆ หลายพรรคเช่นเดียวกันที่ไม่รับร่าง

ซึ่งจริงๆ แล้วก็ต้องบอกว่าประเด็นเหล่านี้อาจจะคงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน มีตั้งแต่สมัยการมีกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม รวมไปถึงข้อถกเถียงทางสังคมก็ดี ในชั้นกรรมาธิการก็ดี รายงานการศึกษาก็ดี ก็ยังบอกว่าเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวทางสังคม เพราะฉะนั้นร่างนิรโทษกรรม ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ในสังคมปัจจุบัน

ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทย ในช่วงหาเสียงก่อนการเลือกตั้งได้พูดถึงเรื่องเปิดทางให้มีการแก้ไขและใช้พื้นที่สภาในการพูดคุย ผมมองว่าต้องไปดูรายละเอียดเรื่องของมาตรา 112 ว่าแต่ละพรรคมุมมองเป็นอย่างไรบ้าง มุมมองบางพรรคอาจจะพูดถึงปัญหาแค่ที่ตัวกฎหมาย บางพรรคก็เพียงเสนอแนวทางแก้ไข บางพรรคก็เสนอการบังคับใช้แล้วเกิดปัญหา แต่ละพรรคมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนั้น เมื่อมาอยู่ในสภาวะรัฐบาลผสมแล้ว แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคแกนหลักของรัฐบาล แต่แน่นอนว่าการตัดสินใจต่างๆ ก็ไม่ได้ทำได้โดยลำพัง ทุกอย่างยังเป็นสิ่งที่ต้องฟังเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลร่วมด้วยเช่นเดียวกัน

Advertisement

แต่หากกรณีพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลพรรคเดียวโดยตรง หรือเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากที่เด็ดขาด แน่นอนว่านโยบายพรรคนั้นก็ต้องเป็นหลักสำคัญในการบริหารนโยบาย แต่ท้ายที่สุดแล้วในปัจจุบันก็เป็นรัฐบาลผสม การรับฟังความคิดเห็นของพรรคร่วมอื่นๆ ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น

ในอนาคตมองว่าต้องมีการพูดคุย แน่นอนว่าต้องเกิดการถกเถียงในสังคมก็ดี ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมก็ดี ซึ่งในชั้นกรรมาธิการวิสามัญฯ ก็มีสัดส่วนของพรรคประชาชนร่วมด้วยเช่นเดียวกัน ก็ต้องมีการมาพูดคุย ในส่วนของภาคประชาสังคมก็ต้องมีการแถลงกันในเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งมีรายละเอียดอีกเยอะมาก

ส่วนโหวตรับหลักการร่างนิรโทษกรรม 3 ฉบับ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับคณะเป็นผู้เสนอมติ ซึ่งมีเสียงส่วนหนึ่งมองว่าเป็นการช่วยม็อบ หรือกลุ่ม กปปส. ไปโดยปริยายหรือไม่นั้น ผมมองว่าไม่น่าจะถึงขั้นนั้น เพราะอย่าลืมว่าผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากคดีความเหตุที่มีแรงจูงใจทางการเมืองมีทุกพรรค มีทุกกลุ่มการเมือง หากย้อนไปดูเรื่องรายงานการศึกษาของกรรมาธิการวิสามัญฯ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2548 เพราะฉะนั้นก็มีเรื่องการชุมนุมของพันธมิตร นปช. กปปส. เยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการชุมนุมของเยาวชนในปี 2563-2564 ด้วย

ผมเชื่อว่ารายงานของกรรมาธิการวิสามัญจะมีการถูกหยิบจับมาใช้ในการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญฯชุดนี้ต่อ เพราะว่ากรรมาธิการวิสามัญฯชุดนี้เสมือนเป็นภาค 2 ที่ต่อจากรายงานฉบับที่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าฉบับที่แล้วได้บอกไว้ว่าระยะเวลากินถึง 20 ปี ฉะนั้น 20 ปีนี้ก็รวมทุกกลุ่มที่เคลื่อนไหวไม่เฉาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ส่วนประเด็นการไม่รับร่างนิรโทษกรรมฯ หากรับร่างเฉพาะฝ่ายรัฐบาลจะเป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารหรือไม่นั้น ซึ่งผมก็มองว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะว่าเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เป็นเรื่องของการกระทำที่ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐนอกจากจะเป็นเรื่องความผิดตามกฎหมายแล้ว เขาก็ยังมีเรื่องความผิดวินัยอีกด้วย

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ก รณีสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 3 ฉบับ และปัดตก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชน และฉบับภาคประชาชน หากผู้ที่ติดตามการเมืองประเมินได้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีทางรับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคประชาชนและฉบับภาคประชาชน ที่เสนอเรื่องการนิรโทษกรรมสัมพันธ์กับมาตรา 112 หลายคนก็มองออก แต่ทำไมพรรคประชาชนยังมีการคาดหวังอยากจะให้พรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลรับร่าง ทั้งที่มองเห็นแรงกดดันที่มาจากภาคประชาสัมคม ภาคประชาชน ทำอย่างไรร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ก็ไม่ผ่าน เป็นเรื่องที่น่าคิด

สถานการณ์การเมืองหลังจากนี้จะทำให้พรรคประชาชนถูกเพ่งเล็งมากยิ่งขึ้น ถ้ากลุ่มคนที่โดนคดีมาตรา 112 และพรรคประชาชนต้องการแก้ไขปัญหานี้จริงๆ ณ เวลานี้ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะร่าง พ.ร.บ.ตกไปแล้ว เมื่อมีการตั้งกรรมาธิการร่วมก็ไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ที่ตกไป มองได้ว่าพรรคประชาชนจะต้องล้มรัฐบาลให้ได้ เพราะจะทำให้พรรคประชาชนเอาเรื่องนิรโทษกรรม มาตรา 112 ไปเป็นนโยบายในการเลือกตั้งครั้งหน้า
หากประสบชัยชนะได้ ส.ส.เข้าสภาเกินกึ่งหนึ่ง จะมีความชอบธรรมในการดำเนินการนิรโทษกรรม มาตรา 112 โดยไม่ต้องพึ่งพาพรรคการเมืองอื่น

แต่ประเด็นที่ทำให้น่าคิดคือ พรรคประชาชนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่กล้าแตะรัฐบาลแพทองธารและนายทักษิณ ชินวัตรเมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้มองว่าพรรคประชาชนจะเล่นเกมการเมืองไปกับมาตรา 112 และการนิรโทษกรรมกับคนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคประชาชนไปจนครบ 4 ปี เพราะหากจะช่วยผู้ที่ต้องคดี 112 จะต้องล้มรัฐบาลให้ได้เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แต่เมื่อดูไปแล้วพรรคประชาชนไม่กล้าแตะ น.ส.แพทองธารกับนายทักษิณ จึงเท่ากับว่าทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านและใช้เรื่องมาตรา 112 เล่นการเมืองไปยาวๆ

การที่มี ส.ส.บางคนของพรรคเพื่อไทยมาสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคประชาชน ผมมองว่าคนเหล่านี้
ไม่มีแสงทางการเมือง ไม่มีต้นทุนราคาทางการเมืองแล้ว ยังถือว่าเป็นสิ่งสมมุติทางประวัติศาสตร์ พวกที่สนับสนุนนั้นยังไม่สามารถครองใจประชาชน การที่ ส.ส. 6 คนแสดงจุดยืนทางการเมืองแบบนี้เป็นการหาแสงมากกว่า เพื่อเอาไว้หาเสียงครั้งหน้า เพราะคนเหล่านี้ไม่มีความสามารถเลย ไม่มีชื่อ ไม่มีชั้น ไม่มีส่วนแบ่งในอำนาจ จึงต้องหาคะแนนทางสังคมและหาแสงให้กับตัวเอง

กรณีร่างกฎหมายนิรโทษกรรมอีก 3 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เสนอโดย ส.ส.พรรค
รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ร่างเสนอโดย ส.ส.พรรคครูไทยเพื่อประชาชนเดิม หรือพรรคกล้าธรรม (กธ.) และร่างเสนอโดย ส.ส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผ่านสภา ผมมองว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของบรรดากลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง กลุ่ม กปปส. กลุ่มพันธมิตร หรือกลุ่ม นปช. เป็นการแก้ปัญหาให้กับกลุ่มการเมืองที่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง กล่าวง่ายๆ คือร่วมกันแก้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตนเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชนแม้แต่น้อย แต่อ้างว่านี่คือความปรองดอง ความสันติสุข จริงๆ แล้วเป็นการร่างกฎหมายเพื่อพรรคพวกตัวเอง

ส่วนการตีตกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคประชาชนไปแล้วนั้น ไม่มีผล มีการตั้งธงอยู่แล้ว ทุกคนมองว่าอย่างไรก็ตามร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคประชาชนจะไม่ผ่าน จึงอยู่ที่พรรคประชาชนจะแสดงบทบาทต่อไปอย่างไรก็เท่านั้นเอง ทั้งที่ร่างของตนเองตกไปแล้ว แต่ยังบอกว่าจะช่วยเหลือกลุ่มเด็กและเยาวชนที่โดนมาตรา 112 หากต้องการจะช่วยจริงๆ จะต้องล้มรัฐบาลเท่านั้น ให้ไวที่สุดแล้วเลือกตั้งใหม่ แต่พรรคประชาชนไม่กล้าแตะรัฐบาล น.ส.แพทองธาร นายทักษิณ แล้วจะล้มรัฐบาลได้อย่างไร

หากต้องการให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคประชาชนเกิดเป็นรูปธรรมได้ ต้องล้มรัฐบาล แต่ปัญหาไม่กล้าล้ม แม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยชวนอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ยังไม่อภิปรายเลย พรรคประชาชนไม่มีความจริงใจที่จะแก้เรื่องนิรโทษกรรม จึงเป็นปริศนาระหว่างแกนนำทางจิตวิญญาณของพรรคประชาชน กับแกนนำของพรรค
เพื่อไทย มีดีลลับอะไรบางอย่าง ทำให้พรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ช่วยรักษาอำนาจให้กับพรรคเพื่อไทย
ทำให้มองได้ว่าพรรคประชาชนเล่นเกมการเมือง ไม่ได้ทำจริงจัง

ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่เชื่อว่าพรรคประชาชนจะชูธงเรื่องมาตรา 112 อีกครั้ง ในเมื่อพรรคประชาชนเล่นเกมการเมืองแบบนี้ก็จะต้องชูเรื่องนี้หาเสียงต่อไปอีก