หมายเหตุ – นักวิชาการประเมินสถานการณ์การสู้รบหลังกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้ามาบริเวณตรงข้ามฐานปฏิบัติการของฝ่ายไทย ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ จากนั้นมีการปะทะอีก 5 จุดบริเวณแนวชายแดน จ.สุรินทร์ จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568
ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สถานการณ์ปัจจุบัน ต้องมองเป็น 2 เครื่องมือคู่ขนานกันไปคือ เครื่องมือทางด้านการเมืองและเครื่องมือทางการทหาร ต้องยอมรับว่าเครื่องมือทางด้านการเมือง ณ ปัจจุบัน กัมพูชา โดยเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต หรือแม้กระทั่งผู้บัญชาการทหารบก เขาปฏิเสธการเจรจา ตามหลักของกัมพูชาคือต้องการยื่นฟ้องศาลโลก ที่เราทราบกันในกรณีของข้อพิพาททั้ง 4 พื้นที่ ทำให้การใช้เครื่องมือด้านเจรจาปิดล็อก แต่คำถามตามมาสำคัญประการหนึ่งคือ ด้วยความที่กองทัพกัมพูชาเขามีความชำนาญในการรบแบบสงครามกองโจร ฉะนั้นเทคนิควิธีการทางด้านการทหารของเขา อย่างเช่น การใช้วิธีการยั่วยุหลากหลายอย่าง การเข้ามาวางระเบิดในพื้นที่ ลักษณะการรบแบบกองโจรไม่ได้คำนึงเรื่องกฎหมาย กติการะหว่างประเทศต่างๆ ทำให้เครื่องมือที่ 2 ณ ปัจจุบัน กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งทำให้ปฏิบัติการด้านการทหารของเราเดินหน้าไป โดยเฉพาะแผนจักรพงษ์ภูวนารถ
การวางแผนทำงานนอกเหนือจาก 3 แผน รัฐบาลต้องให้ความสนใจคือ แผนการอพยพ แผนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤต เพราะต้องมีการสื่อสารระหว่างหน่วยงานในการปฏิบัติจริงในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะ 7 จังหวัดภาคอีสาน
กรณีปฏิบัติการด้านการทหาร เป็นแค่การปกป้องอำนาจอธิปไตย การป้องกันตนเอง ถ้าถามว่า ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองหรือยัง คำตอบชัดเจนว่าเรามีสิทธิปกป้องตนเอง แต่สิ่งหนึ่งต้องตระหนักคือเรากับกัมพูชาต้องอยู่ร่วมกันไปตลอด ฉะนั้นแม้ว่าการใช้เครื่องมือด้านการทหารจำเป็น แต่จะต้องเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และเราจะต้องจบท้ายด้วยการเจรจา
ด้วยปัญหาของไทยและกัมพูชาเรื่อยมา ตั้งแต่ก่อนปี54 จนถึงปัจจุบัน สายสัมพันธ์ระหว่างส่วนบุคคลเรามีกับชายแดนอื่น แต่กับชายแดนกัมพูชาไม่แน่นอน จึงทำให้รูปแบบการเจรจาเริ่มเป็นไปได้ยาก แต่อาจจะต้องมีการคุยกันไปเรื่อยๆ หลังจากมีการปะทะ ในระยะยาวเอง การกลับมาใช้ทั้งการเมืองกับการทหารควบคู่กันยังจำเป็นต้องมีอยู่
ต่อมา เรื่องการโพสต์ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทั้งผ่านเฟซบุ๊ก การตอบโต้กันไปมา ก็เป็นส่วนหนึ่งของสงครามข้อมูลข่าวสาร ฉะนั้นผู้ขัดแย้งในสงคราม สมมุติว่ามีพยานหลักฐาน ก็ต้องบันทึกไว้อย่างละเอียด อย่างเช่นประเทศไทยเราต้องเก็บภาพบันทึกไว้ เพราะสถานการณ์หลังจากนี้ไป แน่นอนว่าต้องเป็นที่สนใจในเวทีระหว่างประเทศ เราต้องเอาไปเป็นหลักฐานว่าเอาเข้าจริงแล้วลักษณะการใช้วิธีการยั่วยุ เรามีหลักฐานอะไรที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นคนดำเนินการ
ตอนนี้ในระยะที่กำลังเกิดขึ้น สิ่งที่ห่วงมากที่สุดคือการโจมตีโรงพยาบาล ส่วนตัวคิดว่าสำคัญมาก เพราะขัดกับสิ่งที่เราเรียกว่า กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้อห้ามเรื่องการโจมตีพื้นที่โรงพยาบาลและพื้นที่โล่มนุษย์ ฐานกัมพูชานำชาวบ้านมาอยู่กับพลเรือน ณ ปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ต้องกังวลด้วยคือ ถ้ากลยุทธ์ของกัมพูชาใช้วิธีการโจมตีมั่วเช่นนี้ จะทำให้การเจรจาเป็นไปได้ยากขึ้น การทูตแบบทางการ การส่งทูต หรือการเรียกทูตกลับต่างๆ คือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์การลดระดับความสัมพันธ์ถึงขั้นต่ำสุด
สิ่งหนึ่งอยากให้มีและควรจะมีคือ การหาช่องทางอื่น ต้องหาคนพอมีบารมีของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาสามารถพูดคุยด้วยกันได้ อย่างเช่นสมัยก่อนเรามีบทบาทของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พล.อ.เตีย บัญ สามารถคุยกันได้ แต่ ณ ปัจจุบัน ท่าทีแข็งกร้าวของฮุน มาเนต ทำให้ความพยายามจะหาช่องทางการคุยแบบส่วนตัว หรือการใช้กลไกแบบอื่นทำได้ยาก แต่น่าจะพอมีอยู่บ้าง กรณีของทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งคุ้นเคยกับทหารไทยในพื้นที่ ถ้าสามารถจะขยายการคุยให้เป็นทางการ สามารถนำไปสู่การคุยระดับ RBC ให้ชัดหรือเร็วขึ้น คิดว่าน่าจะเป็นการดี
ส่วนภาครัฐไทย มี 2 ประเด็นหลักต้องมุ่งดำเนินการ ประเด็นแรกเรื่องภายในประเทศบริเวณพื้นที่ส่วนหลัง จะต้องสื่อสารและติดตามอย่างชัดเจนเพื่อปกป้องพลเรือน ได้แก่ แผนการอพยพ แผนการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะการสื่อสารกับประชาชนต้องชัด ประเด็นที่สอง ประเทศไทยจะต้องสื่อสารแบบสังคมนานาชาติว่า กลยุทธ์แบบกองโจรใช้รบแบบสงครามเต็มรูปแบบของกัมพูชา โดยเฉพาะการใช้โล่มนุษย์ในฝั่งกัมพูชาเอง และการโจมตีโรงพยาบาลในฝั่งไทย ละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อาจจะสุ่มเสี่ยงทำให้กัมพูชาเองกลายเป็นอาชญากรสงครามและอาชญากรรมสงคราม 2 ประเด็นนี้จะต้องพูดให้ชัด
ถ้าถามว่าบริบทของนานาชาติจะเข้ามาได้ไหม ณ ปัจจุบัน ธงของกัมพูชากับธงของไทยไม่เหมือนกัน ธงของกัมพูชาคือ การปะทะเพื่อไปศาลโลก แต่ธงของไทยเรื่องสิทธิป้องกันตนเองเพื่อไปสู่การเจรจาสองฝ่าย กรณีของอาเซียนอาจจะไม่ถึงเฟสที่อาเซียนต้องเข้ามา หากอาเซียนจะเข้ามาจริงๆ ต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย เข้ามาในช่วงเวลาเหมาะสม แต่ท่าทีของอาเซียนแสดงความห่วงใย ท่าทีของประชาคมอาเซียนรักษาเสถียรภาพภายในภูมิภาค อาเซียนสามารถทำได้ อาเซียนช่วยได้ในการสร้างสภาพแวดล้อมเหมาะสำหรับการเจรจาไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สถานการณ์ตอนนี้ คิดว่าสิ่งหนึ่งทั้งในแง่ของภาครัฐไทย ทั้งประชาชนไทยจะต้องกระทำร่วมกันคือ ภาครัฐต้องสื่อสารให้ประชาชนมองภาพและเข้าใจไปในทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการปกป้องพลเรือน เรื่องการปกป้องพลเรือนที่สำคัญและต้องทำต่อคือ การประเมินพื้นที่เสี่ยงอยู่ในระยะของการใช้อาวุธหนัก ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกัมพูชาใช้อาวุธหนัก ระยะการยิงต้องประเมินอย่างต่อเนื่อง เพราะแน่นอนว่าแผนเตรียมอพยพ คิดว่า 7 จังหวัดชายแดนกระทรวงมหาดไทยเตรียมอยู่แล้ว แต่กรณีระยะการยิงของอาวุธไกล ต้องดูว่าเวลาใช้จริงกินขอบเขตพื้นที่แค่ไหน เพื่อเราจะได้อพยพพลเรือนออกมาจากพื้นที่ตรงนั้น อาจเป็นงานต้องทำควบคู่กันไป
ธนเชษฐ วิสัยจร
หัวหน้าสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมามีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดจนสูญเสียขา ทั้งบริเวณช่องบกและช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณที่ควรจะปลอดภัย เพราะพื้นที่ลาดตระเวนเป็นพื้นที่สีเขียว จึงไม่ควรเกิดการสูญเสียขึ้น หากอีกฝ่ายเคารพต่อพันธกรณีระหว่างประเทศโดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวาห้ามการใช้และวางกับระเบิดอย่างเด็ดขาด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือหลักฐานสำคัญว่าการละเมิดนั้นยังคงมีอยู่ ฝ่ายกระทำไม่เกรงกลัวผลทางการเมืองหรือมนุษยธรรมใดๆ ทั้งสิ้น การพิสูจน์ว่าฝ่ายใดวางทุ่นระเบิดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าจะบอกว่าวางมาตั้งแต่สมัยสงครามอินโดจีน ผืนดินเหนือทุ่นระเบิดต้องมีวัชพืชปกคลุม ชนิดของทุ่นระเบิดที่พบคือ PMN 2 ของรัสเซีย กองทัพไทยไม่เคยมีใช้อยู่แล้ว การปรากฏของทุ่นระเบิดประเภทนี้ จึงชี้ให้เห็นถึงการละเมิดปทัสถานที่ตกลงกันในชุมชนระหว่างประเทศ
อย่างชัดเจน
สิ่งรุนแรงยิ่งกว่าคือ เหตุปะทะเกิดขึ้นเช้าวันที่ 24 ก.ค.68 ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนักยิงเข้ามายังฝั่งไทยอย่างไม่เลือกเป้าหมาย รายงานเบื้องต้นระบุว่า มีการยิงถล่มสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ใจกลางอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อีกทั้งยังมีกระสุนปืนใหญ่มาตกใกล้โรงพยาบาลพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และพื้นที่ในเขตอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ล้วนเป็นพื้นที่พลเรือน ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางทหารแต่อย่างใด ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนอย่างโกลาหล
คำถามที่ผุดขึ้นมาคือ กัมพูชาต้องการส่งสัญญาณอะไร การเลือกยิงเป้าไปยังปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล หรือพื้นที่ชุมชน แสดงถึงเจตนาแสดงอำนาจ ไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องเขตแดนของตน แต่เพื่อข่มขวัญและวัดปฏิกิริยาของรัฐบาลไทย ในยุคผู้นำของประเทศเพิ่งเปลี่ยนผ่านสู่รุ่นใหม่ กลุ่มชนชั้นนำกัมพูชาอาจกำลังทดสอบขอบเขตของความอดทนไทย เพื่อสร้างพื้นที่ต่อรองใหม่ในการเจรจาระหว่างประเทศ
ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่อง อุบัติเหตุทางทหาร หรือความเข้าใจผิดทางยุทธศาสตร์ แต่คือเรื่องของศักดิ์ศรีของรัฐชาติ และชีวิตของประชาชน ควรได้รับการคุ้มครองอย่างไม่มีเงื่อนไข หากรัฐไทยยังคงนิ่งเฉย เพียงออกแถลงการณ์อย่างคลุมเครือและหลีกเลี่ยงการปะทะใดๆ ประชาชนในแนวหน้าจะยังต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาแห่งความกลัวและความไม่มั่นคงต่อไป
รัฐบาลไทยต้องกล้าแสดงจุดยืนต่อสังคมโลกโดยทันที ต้องประกาศอย่างชัดเจนว่าการวางกับระเบิดและการยิงใส่เป้าหมายพลเรือนของกัมพูชา คือการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศอย่างชัดแจ้ง เป็นอาชญากรรมสงครามในหลักมนุษยธรรม รัฐไทยควรชี้แจงและแสดงหลักฐานไปยังกลไกในระดับชุมชนระหว่างประเทศ อาทิ อาเซียน คณะกรรมการกาชาดสากล (ICRC) ผู้แทน UNHCR หรือคณะทูตจากสหภาพยุโรป เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนทางการทูตและศีลธรรมจากสังคมโลก อธิบายให้โลกเข้าใจว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐบาลกัมพูชากระทำต่อรัฐบาลไทยอย่างไม่เลือกเป้าหมาย
มากไปกว่านั้น รัฐไทยต้องไม่ละเลยความทุกข์ยาก ของประชาชนในแนวหน้า ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะอยู่ในอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ หรือบุรีรัมย์ รวมไปจนถึงจังหวัดชายแดนฝั่งตะวันออกยังไม่มีรายงานการปะทะด้วย แต่ก็ไม่ควรประมาทว่าจะมีความปลอดภัยในระยะเวลาเปราะบางเช่นนี้
รัฐจะต้องเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และเศรษฐกิจ ต้องมีแผนอพยพประชาชนอย่างเป็นระบบ มีระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่ทำงานได้จริงในพื้นที่ห่างไกล และต้องสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนอย่างเต็มที่ ให้รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ปกป้องชาติอย่างโดดเดี่ยว
ที่สำคัญที่สุด เราต้องยืนยันว่าอธิปไตยของรัฐ ไม่ได้อยู่แค่ในคำพูดของนักการเมือง หรือบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่อยู่ในความสามารถของรัฐในการปกป้องประชาชนของตน หากบ้านเรือน โรงพยาบาล และโรงเรียนของประชาชนยังตกเป็นเป้าได้ง่ายดายเช่นนี้ คำว่า อธิปไตย ย่อมไม่ต่างอะไรกับเงากระดาษ
ในช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่ถ้อยแถลงที่ประณีต แต่คือการกระทำจริงใจ การตัดสินใจกล้าหาญ และการยืนหยัดเคียงข้างพวกเขาอย่างแท้จริง หากเรานิ่งเงียบ หรือยอมให้การปะทะในวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติในวันพรุ่งนี้ เราอาจสูญเสียมากกว่าแค่ชีวิตและทรัพย์สิน แต่หมายถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อการทำงานของรัฐบาลโดยรวมในการจัดการแก้ไขปัญหานี้ให้จบสิ้นโดยเร็ว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติพอๆ กับผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนบริเวณชายแดนไม่ต่างกัน

