จับตาสายลับ : การป้องกันการโจมตีพลเรือนในศูนย์หลบภัยยามวิกฤต โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร

25.07.25 | 17:13 น.

จับตาสายลับ : การป้องกันการโจมตีพลเรือนในศูนย์หลบภัยยามวิกฤต โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในสถานการณ์ที่ความมั่นคงของรัฐถูกสั่นคลอนจากภัยคุกคามทั้งในและนอกประเทศ ศูนย์หลบภัยหรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพลเรือนกลายเป็นพื้นที่สำคัญของการปกป้องชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสงบเสมือนนั้น กลับมีภัยเงียบที่แฝงตัวเข้ามานั่นคือสายลับของฝ่ายตรงข้าม

การแทรกซึมของสายลับมิได้เป็นเพียงภาพในหนัง หากแต่เป็นกลยุทธ์ที่ถูกใช้จริงในการสืบหาข้อมูล ยุทธศาสตร์ หรือแม้กระทั่งบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของประชาชนที่อยู่ในภาวะเปราะบาง รวมทั้งการแสวงหาเป้าหมายโจมตีพลเรือนของกองทัพกัมพูชาในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ การปิดประตูไม่ให้สายลับเหล่านี้เข้าถึงศูนย์หลบภัยจึงกลายเป็นพันธกิจสำคัญของฝ่ายความมั่นคง

ประการแรก การสร้างระบบคัดกรองผู้เข้าใช้ศูนย์ต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดและแม่นยำ โดยการใช้เทคโนโลยีควบคู่กับฐานข้อมูลกลาง เพื่อยืนยันตัวตนของผู้เข้าใช้พื้นที่ในทุกระดับชั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “คนเหล่านั้นเป็นใคร” แต่ต้องลึกไปถึง “มาทำไม และมีใครส่งมา”

ประการที่สอง การจัดพื้นที่ศูนย์หลบภัยต้องอิงหลักการควบคุมการเข้าถึงอย่างเป็นระบบ โดยแยกเขตการใช้งานอย่างชัดเจน มีการวางกำลังเฝ้าระวัง พร้อมติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์ตรวจจับ เพื่อไม่เปิดช่องให้ “บุคคลแปลกปลอม” ลอบเข้าถึงพื้นที่เปราะบางทางข้อมูลหรือยุทธศาสตร์

Advertisement

ประการที่สาม การต่อต้านสายลับมิใช่เรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องอาศัยงานข่าวกรองภาคสนามที่เข้าใจบริบท สังเกตพฤติกรรม และวิเคราะห์แรงจูงใจเชิงลึก การประเมินบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับภูมิหลัง เช่น การตั้งคำถามที่ลึกเกินความจำเป็น หรือหลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น กล่าวได้ว่าข่าวกรองภาคสนามเป็นเครื่องมือที่สำคัญไม่แพ้กล้องหรือเครื่องสแกน

ประการที่สี่ ประชาชนเองต้องถูกยกระดับให้เป็น “ดวงตาแห่งความมั่นคง” โดยการสร้างเครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังและให้การศึกษาด้านภัยความมั่นคงในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและปฏิบัติได้จริง เพราะในสถานการณ์วิกฤต ประชาชนมิใช่เพียงผู้ประสบภัย หากแต่เป็นผู้พิทักษ์ร่วมของความมั่นคงแห่งชาติ

ประการสุดท้าย การป้องกันการแทรกซึมของสายลับต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เปิดช่องให้รัฐมีอำนาจในการสอบสวน กักกัน หรือควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัย โดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พร้อมทั้งต้องเชื่อมโยงกับหน่วยข่าวกรองระดับชาติ เพื่อให้สามารถตอบโต้ภัยเงียบได้อย่างทันท่วงที

กล่าวได้ว่า ภายใต้ภาวะที่อันตรายมิได้มาจากเสียงระเบิดหรือปืน หากแต่จากรอยยิ้มและคำพูดของคนแปลกหน้า ความมั่นคงในศูนย์หลบภัยจึงต้องมีรากฐานจาก “การรู้ทันภัย” มากพอๆ กับ “การป้องกันภัย” เพราะในสนามของสงครามอำพราง “คนที่ไม่รู้ว่าใครคือศัตรู คือผู้ที่เปิดประตูต้อนรับภัยโดยไม่รู้ตัว”