รบ.เร่งปิดเกมเขมร ลุยแก้ปัญหารุมเร้า หนีมุมอับสู่ทางรอด

27.07.25 | 13:51 น.

เหตุสู้รบกันระหว่างกองทัพไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายหลังทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยก่อน ที่บริเวณตรงข้ามฐานหมูป่า ทางทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ก่อนจะขยายแนวปะทะตลอดพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอีก 6 พื้นที่ ได้แก่ ปราสาทตาควาย เขาพระวิหาร บริเวณห้วยตามาเรีย ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องจอม

การโจมตีของทหารกัมพูชาได้ยิงจรวด BM21 เข้ามายังพื้นที่ชุมชน โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัยของประชาชน เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 เกี่ยวกับการคุ้มครองโรงพยาบาลรัฐ ฉบับที่ 4 เกี่ยวกับการคุ้มครองหน่วยแพทย์ เป็นการกระทำขาดมนุษยธรรมต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์

การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายยังไม่มีสัญญาณของการหยุดยิง ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางฝ่ายไทยมีผู้เสียชีวิต 14 ราย บาดเจ็บสาหัส 7 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 11 ราย ส่วนทหารกัมพูชาเสียชีวิตแล้ว 24 ราย

การสู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าให้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่อยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่รับคำร้องตรวจสอบคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จนต้องให้ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ บริหารราชการแผ่นดินแทน

เช่นเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่มอบให้ “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้ามาบริหารสั่งการกองทัพ ต้องร่วมกันแก้ปัญหาการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาให้คลี่คลายโดยเร็ว ผ่านทุกกลไกที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการทหาร ด้านการเมือง และด้านการต่างประเทศ

Advertisement

ขณะที่อีกหนึ่งปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลภายใต้ความรับผิดชอบของ “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ ต้องเร่งจัดทำเสนอเพื่อเปิดเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ให้ลดอัตราภาษีต่างตอบแทน ที่รัฐบาลสหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าไทยในอัตรา 36% ให้ทันก่อนกำหนดการบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของธุรกิจไทยไปยังสหรัฐ ว่าอัตราภาษีต่างตอบแทนที่สหรัฐจะเรียกเก็บจากไทยจะได้ตัวเลขที่เทียบเท่ากับกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้รับในอัตรา 18-20% หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการแข่งขันระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศอาเซียน ที่จะส่งออกไปยังสหรัฐ

ระหว่างนี้ในห้วงที่เกิดสุญญากาศทางการเมืองกับตัวนายกฯที่ยังอยู่ระหว่างการหยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงได้เห็นท่าทีของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ที่สวมหมวกอีกใบ คือบิดาของ น.ส.แพทองธาร ต้องออกมาแอ๊กชั่นกระชับการทำงานของรัฐบาลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคร่วมรัฐบาลให้ยังจับมือกันเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อไป

ดังสัญญาณที่ “ทักษิณ” ประกาศบนเวทีงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า “พรรคร่วมรัฐบาลเราจะต้องสร้างความเป็นปึกแผ่น สร้างความแข็งแรงของพรรคร่วมรัฐบาลถึงแม้ว่าเสียงจะเกินกึ่งหนึ่งไม่มากเกินไปนัก แต่ด้วยความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาของชาติ เสียงหนึ่งเสียงก็เกินพอ มีผมอยู่ที่นี่ อย่าว้าเหว่ มีผมอยู่ที่นี่ หวังว่าทุกคนคงจะมีกำลังใจ และมีผมอยู่ทั้งคน ได้นายกฯอิ๊งค์ แถมพ่อนายกฯอิ๊งค์ ไว้ช่วยเป็นที่ปรึกษาก็แล้วกัน”

การสู้รบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และการแก้ปัญหาภาษีนำเข้าของสหรัฐ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลแพทองธารต้องจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขสารพัดปัญหาที่รุมเร้า รอวัดฝีมือการคลี่คลายปัญหาของรัฐบาลอิ๊งค์ ทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การแก้ปัญหาการเมืองที่เชื่อมโยงคำร้องและคดีทางการเมือง โดยเฉพาะคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯฮุน เซน ที่อยู่ระหว่างรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะส่งผล
กระทบต่อการทำหน้าที่ของนายกฯ และสถานะของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย

การจัดลำดับความสำคัญการแก้ปัญหาของรัฐบาลแพทองธาร หากทำได้อย่างตรงจุดถูกทิศถูกทาง ย่อมจะช่วยสร้างความชอบธรรมต่อการบริหารประเทศนับจากนี้ การแก้ปัญหาของรัฐบาลย่อมแบ่งได้เป็น 3 ระดับ

การแก้ปัญหาระยะต้น คือ ปัญหาการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาภาษีนำเข้าของสหรัฐ หากคลี่คลายได้เร็วย่อมจะส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนและภาคเศรษฐกิจของประเทศได้ไม่น้อย ขณะที่การแก้ปัญหาระยะกลาง คือ การแก้ปัญหาอันเกิดจากผลกระทบของเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีมาตรการในการเยียวยาที่ต้องครอบคลุมทุกมิติ เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจที่จะเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 รวมทั้งกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายคน โดยต้องผ่านหลายขั้นตอนและใช้ระยะเวลาที่ยาวพอสมควร

จังหวะก้าวของรัฐบาลแพทองธารต่อการแก้สารพัดปัญหาทั้งศึกในและศึกนอก นับจากนี้จะฝ่าวงล้อมออกจากมุมอับจากสถานการณ์ตั้งรับทางการเมืองได้หรือไม่ ย่อมต้องปรับทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการทำงานเชิงรุกให้เท่าทันกับสารพัดปัญหาที่รัฐบาลจะต้องเผชิญในขณะนี้