ที่เห็นและเป็นไป : ที่มา‘ความชอบธรรมทักษิณ’
สถานการณ์การสู้รบระหว่าง “กัมพูชา-ไทย” ที่รุนแรงระดับสงครามย่อย สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างชวนสลดหดหู่ ในอีกปรากฏการณ์หนึ่งกลับเป็นภาพสะท้อนความคิดที่แตกต่างของคนไทยในการอยู่ร่วมกันชัดเจน
เพราะเป็นการใช้กำลังทหารเข้าปะทะกัน ปลุกเร้าให้เกิดการแสดงออกอย่างกว้างขวาง และร้อนแรงมากกว่าปกติ ทำให้ได้เห็น ได้ยินท่าทีของแต่ละคนออกมาท่วมโลกออนไลน์แบบยืนยันทิศทางของตัวตนแต่ละคน
ซึ่งก็ว่ากันไป เพราะแต่ละคนไม่มีทางที่จะเหมือนกันอยู่แล้ว
ณ ที่นี้ อยากอาศัยความชัดเจนของท่าทีที่แสดงออกอย่างร้อนแรงของแต่ละคน แต่ละกลุ่มความคิดนี้มาหาคำตอบต่อบทบาทของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ในช่วงหลังแสดงออกแบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนอีกให้เห็นในฐานะผู้นำประเทศตัวจริง เสียงจริง โดยมีนายกรัฐมนตรีเห็นดีเห็นงาม อีกทั้งผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรียังแสดงรับรู้ว่าเป็น “นายแบกตัวพ่อ”
เสียงต่อต้านดังให้ขรม เลยไปถึง “เหล่าผู้ต่อต้านถาวร” รวมตัวทำหนังสือร้องเรียนให้เอาผิด ขั้น “ยุบพรรค” ฐานปล่อย หรือเปิดทาง เรียกหาให้ “คนนอกเข้ามาครอบงำ” ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าละเมิดข้อห้ามของรัฐธรรมนูญ
ซึ่งหากตีความตามตัวอักษรของบทบัญญัติย่อมชวนให้หวาดเสียวยิ่งกว่าตีความให้เข้าข่ายความผิดได้ง่ายๆ แบบไม่มีท่าเถียง
แต่การตัดสินใจที่จะทำเช่นนั้นของ “ทักษิณ” และ “พรรคเพื่อไทย” ดูจะเลยการต้องมาพะวง ที่จะหาเหตุผลที่จะถกเถียงไปแล้ว ด้วยการแสดงออกให้เห็นว่าการโจมตีต่อต้านเช่นนั้นเป็นแค่เสียงนก เสียงกา ของ “ขาประจำที่ขับเคลื่อนด้วยอคติ” ถึงเวลาและจังหวะก็ร้องกันไป ไม่ให้มีผลต้องใส่ใจกังวล
นี่เป็นเรื่องน่าคิดอย่างยิ่งว่า “ทักษิณ-พรรคเพื่อไทย” หรือในช่วงหลังรวมเลยไปถึง “ผู้นำพรรคร่วมรัฐบาล” มองเห็นอะไรจึงไม่แคร์ที่จะแสดงพฤติกรรมดั่งล้อเล่นกับ
ความผิดอันมีโทษรุนแรงเช่นนั้น
เมื่อย้อนมาดูความแตกต่างทางความคิดในช่วงสถานการณ์เลือดรักชาติระอุ โดยโฟกัสไปที่ “บทบาทของทักษิณ” ซึ่งแสดงออกเข้มข้นต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น
จะพบว่ากลุ่มคนที่เห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ล้นเกินเข้ามาแทรกแซง ชี้นำความคิดให้กับ “รัฐบาล” มีไม่น้อย และส่วนใหญ่เป็น “ขาประจำ” อย่างที่ว่า ด้วยระดับของความก้าวร้าวรุนแรงไปตาม “อคติในใจ” ที่สังคมเริ่มเคยชินกับการมองเห็นในการแสดงออกที่เนื่องมาจนเป็นปกติในหลายคนที่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่
กลุ่มนี้เหมือนจะแม่นยำมากในการยกตัวบทกฎหมายขึ้นมาอ้างถึงเพื่อชี้ความผิด
แต่กระนั้นก็ตาม กลับถูกอีกกลุ่มหนึ่งที่ดูจะเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ชี้ให้เห็นเจตนาละเลย “หลักนิติธรรมที่แท้ของตัวบท” มองข้ามการบัญญัติกฎหมายที่เขียนถึงโดยไม่ใส่ใจ “หลักนิติธรรม” เขียนขึ้นด้วย “เจตนารมณ์ทำลายล้างปรปักษ์ทางการเมือง” เพื่อดูแลปกป้องอุดมการณ์ทางอำนาจการเมืองของฝ่ายตัวเอง
และชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า “ครอบครัวชินวัตร” ใช้การตีความดังกล่าวมาอิงอ้างให้เกิดความชอบธรรมให้กับการถูกกระทำทั้งที่ต่อเนื่องยาวนานมาในอดีต กระทั่งทอดมาถึงปัจจุบัน
ถึงวันนี้ ไม่ว่าจะเข้าใจ หรือยอมรับได้หรือไม่ได้อย่างไรก็ตาม ความคิด ความเชื่อที่ว่า “ครอบครัวชินวัตร” มีความจำเป็นต้องกล้าพอที่จะท้าทายบทบัญญัติที่เขียนขึ้นโดยเจตนารมณ์ “ไม่ชอบธรรม” ได้พัฒนาเป็นระบบที่ชักจูงใจผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมถือเอาความเชื่อนั้นมานำการแสดงออกกว้างขวาง และหยั่งรากลึกขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นต้นทางของ “ทัศนคติที่นายแบก นางแบก” ใช้มองทุกเรื่องราวที่เป็นปรากฏการณ์ทางการเมือง ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นเหตุผลที่มีคนพร้อมจะรับฟัง และขยายสู่การเห็นดีเห็นงามได้
พูดกันให้ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดคือ “เกราะที่ทักษิณใช้ป้องกันครอบครัวชินวัตร” จากความกังวลในตัวบทกฎหมาย คือ “บทบัญญัติ” ที่ชี้ให้เห็นได้ไม่ยากว่าเขียนขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่ผิดเพี้ยนไปจาก “หลักนิติธรรม” อันสากลโลกยอมรับร่วมกัน
ดังนั้น หนทางเดียวก่อนที่การไม่ยอมรับจะถูกทำให้ขยายตัวไปกว้างและไกล ด้วยบทบาทที่ “ตอดที่ละเรื่อง ลบล้างทีละคำ” พร้อมๆ กับขยายเครือข่าย “นางแบก นายแบก” สู่ปฏิบัติการที่ทรงประสิทธิภาพมากขึ้น
การแก้ไขบทบัญญัติให้คืนสู่ “ปกติของความเป็นกฎหมาย” คือ “เชื่อมต่อให้เป็นหนึ่งเดียวกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม” จึงเป็นความจำเป็นต้องเกิดขึ้น
ก่อนที่ “ความศรัทธาต่อความยุติธรรมของประเทศ” จะเหลวแหลก ไร้สภาพการยอมรับไปมากกว่านี้
และนั่นหมายถึงความเสียหายต่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีพลังพอเผชิญหน้ากับวิกฤตที่โหมเข้ามาในทุกด้านเช่นทุกวันนี้ได้
ต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้นก่อนจะสายเกินไป
ทิ้งวาระแห่ง “อคติและผลประโยชน์ส่วนตัว” ไปก่อน
สุชาติ ศรีสุวรรณ

