จับตาเจรจา ‘จีบีซี’ ถกปมชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’

31.07.25 | 11:10 น.

หมายเหตุ – นักวิชาการแสดงความเห็น วิเคราะห์ และเสนอแนวทาง การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เป็นการประชุมระดับสูงระหว่างไทยกับกัมพูชา ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568

ดุลยภาค ปรีชารัชช
สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การประชุม GBC ต้องเน้นการเจรจาในกรอบทวิภาคี กรอบ MOU43 และในกรอบความตั้งใจของประเทศไทย อยากให้เรื่องเหล่านี้ได้รับการแก้ไขและเยียวยา หรือแม้กระทั่งให้มีความคืบหน้าเรื่องการปักปันเขตแดนในกรอบทวิภาคี เป็นหลักการที่สำคัญ

การประชุมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกฯ เข้าร่วมการประชุมพิเศษกับผู้นำกัมพูชาที่มาเลเซีย เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผู้นำอาเซียน จีน และสหรัฐ เข้าร่วม มีผลบังคับตั้งแต่เที่ยงคืนของคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 สารัตถะส่วนใหญ่ก็จะให้น้ำหนักทวิภาคีตามที่ประเทศไทยต้องการ การประชุม GBC ก็เป็นกลไกทวิภาคีที่เรามีอยู่ ดังนั้นจึงเป็นไปตามปรารถนาความต้องการของประเทศไทย

การประชุมเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2-ผบ.ทหารกัมพูชา มีรายละเอียดว่า หยุดยิง ห้ามยิงประชาชน หยุดเพิ่มเติมกำลัง ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง อำนวยความสะดวกในการส่งกลับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จัดตั้งชุดประสานงานเพื่อแก้ปัญหาฝ่ายละ 4 คน ซึ่งการประชุม GBC วันที่ 4 สิงหาคม ก็ควรเป็นไปตามครรลองตรงนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

Advertisement

ส่วนเรื่องการประณามกัมพูชาที่ละเมิดข้อหยุดยิง เรามีหลักฐานต่างๆ ชัดเจน ต้องพิจารณากันว่าจะคุยในวันที่ 4 สิงหาคมอย่างไร มีการประท้วงไหม แต่การประท้วงอาจจะเสียบรรยากาศการพูดคุย ขณะเดียวกันเราก็มีข้อความในการยื่นไปที่ประเทศมาเลเซีย จีน สหรัฐ หรือสื่อต่างๆ ระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องโดยตรงเช่นเดียวกัน

สำหรับผลการประชุม GBC คาดว่า ในการประชุมวันที่ 28 กรกฎาคม ได้กำหนดกรอบพื้นฐานการหยุดยิงไว้แล้ว ทำให้ทั้ง 2 ฝ่าย ต้องใช้ความอดทนอดกลั้น หากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามเช่นนั้น และยังโจมตีตามโอกาส ไทยก็ต้องประณามและป้องกันโจมตีกลับหยุดยั้งการละเมิดอธิปไตย ละเมิด MOU43 และละเมิดข้อตกลงการหยุดยิง มีสิทธิที่จะทำได้

อีกทั้งการประชุม GBC วันที่ 4 สิงหาคม ความพิเศษคือจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศเข้ามาหรือไม่ จากการแถลงการณ์ข้อตกลงวันที่ 28 กรกฎาคม ผมดูรายละเอียดแล้วน่าจะมีเรื่องตรงนี้ด้วย ปกติไทยเจรจากับกัมพูชาเพียง 2 ฝ่าย แต่หากจะมีผู้สังเกตการณ์ต่างชาติด้วย ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

จากความคุ้นชินทั้ง 2 ฝ่ายเคยคุยกันปกติก็ต้องระวังมากขึ้น เมื่อมีฝ่ายที่ 3 เข้ามา ในอีกแง่มุม ที่ผ่านมากัมพูชามีพฤติกรรมที่ไม่ตรง ละเมิดในข้อตกลงทวิภาคี แล้วนำไปสู่การแถลงอื่นๆ ทำให้กัมพูชาเผยนิสัยแบบนี้ได้ลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะมีนานาชาติเข้ามาสังเกตการณ์มากขึ้น หากวันรุ่งขึ้นกัมพูชาเกิดขืนทำอีกแบบจากที่ได้ตกลงกันไว้ คราวนี้จะโดนประจาน ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

ด้านความเสถียรภาพทางชายแดนต้องเดินไปตามครรลองที่เป็นช่องทางการพูดคุย ยังดีกว่าไม่มีช่องทางการพูดคุย ทำให้กลไกทวิภาคีมันเดินต่อไป และอยู่ในสายตาของอาเซียน แม้กระทั่งจีนและสหรัฐ ยังไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของทั้ง 2 ประเทศ ถือว่ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หรือการอำนวยความสะดวกในกับทั้ง 2 ประเทศเท่านั้น เป็นครรลองที่เหมาะสม

การหยุดยิงถือว่าเป็นการพัฒนาสันติภาพได้อยู่แล้ว แม้จะไม่ยั่งยืน แต่ก็ยังมีการยิงกันต่อ หรือการหยุดยิงของบางฝ่ายก็อาจจะเป็นการพักฟื้นกำลังพล เติมเสบียงอาหาร รอโอกาสช่วงหยุดยิงและกลับมาโจมตีใหม่ แต่ว่าก็ยังดีกว่าที่ไม่มีข้อตกลงหยุดยิง ภาพรวมก็ยังถือว่าเป็นสัญญาณในเชิงบวกอยู่บ้าง

อีกเรื่องที่สำคัญและจบยากคือ กัมพูชาเสียเปรียบทางด้านยุทธการทหาร ปราสาทตาเมือนธม ทหารไทยก็ล้อมรั้วไว้ได้ ปราสาทตาควาย กัมพูชาก็ยังเข้าชิงไม่ได้ ภูมะเขือทหารไทยยึดแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้กัมพูชาเสียเปรียบในการอ้างสิทธิแดนในอนาคต หรือการวางกำลังทหารนับแต่นี้ต่อไป ไม่มีทางที่เขาจะหยุดแบบเต็มที่ เพราะอย่างไรแล้วเขาก็ต้องจัดกำลังมาตีคืนให้ได้ การที่กัมพูชาจะมาอ้างกรรมสิทธิ์เรื่องเส้นเขตแดน ต้องมีกองกำลังทหารเข้าไปรักษาพื้นที่เอาไว้ ในเมื่อทหารไทยขับไล่ออกมา เป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดยิง แล้วทหารไทยเราจะเชื่อสนิทใจ แต่ก็สามารถวัดกันได้ที่แสนยานุภาพทางทหารของไทยตั้งแต่ช่วงเดดไลน์ก่อนหยุดยิงที่ผ่านมา กัมพูชาทำไม่สำเร็จ ทำให้สถานการณ์ในกัมพูชากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ภาพลักษณ์ก็แย่ขึ้น เมื่อโจมตีก็ไม่ชนะ แถมยังถูกมองว่าละเมิดข้อตกลงอีก ตีคืนก็เอาไม่อยู่

ส่วนการยิงในพื้นที่จังหวัดตราดและจันทบุรีในช่วงเดดไลน์ เรียกว่า เป็นการตีแบบ 2 ขา ของกัมพูชา คือ ขาพรมแดนทางบก และขาพรมแดนชายฝั่งและทางทะเล

อย่าลืมว่า 4 ดินแดนพื้นที่พิพาท กลุ่มปราสาทตาเมือนธมกับช่องบกเป็นพรมแดนทางบก เทือกเขาพนมดงรัก แต่ในระยะไล่เรียงกันก่อนหน้านั้น เรื่องของเกาะกูดก็มีกระแสข่าว กัมพูชาก็อ้างกรรมสิทธิ์ และการแบ่งทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเล น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติที่อ่าวไทย ดังนั้นกัมพูชาก็ใช้ยุทธศาสตร์ 2 ขา น่าจะมีการอยากปรับเขตแดนทั้งทางบกในอีสานใต้ของประเทศไทย และทางทะเลของเรา

เกาะกูดเป็นพื้นที่ของตราด รวมถึงพื้นที่ตรงจันทบุรีก็มีดินแดนทางบกอยู่ด้วย ตามแนวเทือกเขาบรรทัดที่กัมพูชาเรียกว่าเทือกเขาพนมกระวาน แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนปี 2554 รบกับเพียงเทือกเขาพนมดงรักอย่างเดียว ปัจจุบันเป็นทั้งภาคพื้นทางบกและภาคพื้นชายฝั่งและทางทะเล และรวมถึงเทือกเขาพนมกระวาน เทือกเขาบรรทัดด้วย

ทำไมกัมพูชาถึงพยายามยิงอาวุธไกลหรือพยายามที่จะโจมตีตราด และจันทบุรี ก็มีหลายเหตุผล แต่ว่าความได้เปรียบในทางยุทธการ คือว่าถ้าเขาเอาอาวุธยิงไกลไปตั้งในเทือกเขาบรรทัด เมื่อยิงลงมา
ระยะทางไม่ถึง 10 กิโลเมตร อาจจะคุกคามอำเภอต่างๆ ในจันทบุรีและตราดได้ เพราะว่าอำเภอเหล่านี้ก็จะตั้งแนวเทือกเขาบรรทัด
สักพักหนึ่งก็จะราบต่ำลงชายทะเล ดังนั้นการโจมตีในภาคพื้นดิน มันอยู่ในพิสัยการยิงที่หลีกเลี่ยงได้ยาก สิ่งนี้ก็เป็นเหตุผลในทางยุทธศาสตร์สิ่งหนึ่งในการโจมตี

 

สุจิตรา ฤทธิ์สกุลชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

หากมองจากการประชุมนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระหว่างฝ่ายไทย ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย กับนายฮุน มาเนต โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวก นำมาสู่ข้อตกลงร่วมกันใน 3 ข้อ เราได้เห็นถึงความไม่บริสุทธิ์ใจฝ่ายกัมพูชาที่ยังละเมิดข้อตกลงการหยุดยิงหลังเที่ยงคืน ปัจจุบันก็ยังไม่นิ่ง รวมทั้งการประชุมทหารไทยกับกัมพูชาในช่วงสายของวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำข้อตกลงกันทั้งหมด 7 ข้อ หนึ่งในนั้นคือการนัดประชุม GBC (General Border Committee) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เพื่อให้ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการรับรองและมีผลบังคับใช้ในระดับนโยบายของทั้งสองประเทศ

ระยะเวลาจากวันนี้กว่าจะถึงวันที่ 4 สิงหาคม ค่อนข้างนาน สถานการณ์ไม่มีความแน่นอน การประชุมอาจจะเกิดขึ้นหรือมีเหตุให้ต้องเลื่อน หรือยกเลิกไปก็ได้ หากเกิดความรุนแรงการปะทะและความสูญเสียขึ้นอีก

ในทางตรงกันข้าม หากสถานการณ์เรียบร้อย การประชุม GBC ก็เกิดขึ้นปกติ แต่ฝ่ายไทยต้องเตรียมพร้อมคือ มีจุดยืนในเรื่องของดินแดน หากประเมินการเจรจากันคงเป็นเรื่องของเขตแดน ประเทศไทยจะยึดแผนที่ 1:50,000 หลายคนสงสัยว่า ฝ่ายไทยจะไปประชุม ต้องชัดเจนว่าจะหยุดยิงก่อน ห้ามใช้กำลังทหาร ห้ามเคลื่อนย้ายกำลังทหาร รวมทั้งห้ามรุกล้ำดินแดนและอธิปไตยของไทย หากไม่ปฏิบัติตาม ฝ่ายไทยก็อาจจะต้องใช้มาตรการทางทหารที่เข้มข้นขึ้น คาดว่ากองทัพเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้ว

ประเด็นหลักที่จะเจรจากัน หนึ่งในนั้นคือการคงไว้ซึ่งบูรณภาพดินแดนของทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายไทยยึดเอาแผนที่ 1:50,000 มาโดยตลอด เรื่องต่อมาคือการเจรจาว่าด้วยการห้ามรุกล้ำดินแดน รวมทั้งเรื่องของการหยุดยิงมองว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการเจรจาที่ผ่านมา กัมพูชาละเมิดข้อตกลงตรงนี้ และฝ่ายไทยก็ประณามไปแล้วตามกฎบัตรสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าสหประชาชาติหรืออาเซียนจะมีการกดดัน แต่สิ่งที่กัมพูชาได้กระทำให้เราเห็นว่า ระบบโลกมันเป็นอนาธิปไตย ที่ไม่มีหน่วยงานหรือรัฐไหนที่จะสั่งห้ามอะไรบางอย่างได้อย่างสิ้นเชิง ไม่เหมือนระบบกฎหมายภายในประเทศ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการเจรจาพูดคุยกันเป็นหลัก ต้องหนักแน่นในการยึดหลักการในรูปแบบแผนที่ของเรา แต่กัมพูชาก็จะยึดรูปแบบแผนที่ 1:200,000 ทำให้ตีความว่าสถานที่หรือพื้นที่ต่างๆ เป็นของเขา การประชุม GBC เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ไทยเป็นเจ้าภาพ ก็มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ แต่ผลก็คือตกลงกันไม่ได้

สำหรับแนวโน้มผลการเจรจาและการประชุมจะเป็นไปในทิศทางใด มองว่า 1.การประชุม อาจจะไม่เกิดขึ้นตามที่มีการกำหนดไว้ หากสถานการณ์ชายแดนยังมีความรุนแรง 2.มีการประชุม แต่อาจมีประเทศที่เป็น
กลาง อาจจะกลับมามีบทบาทในการประชุม จะช่วยทำให้บรรยากาศดีขึ้น อย่างน้อยมีตัวกลางในการไกล่เกลี่ย 3.การประชุมเกิดขึ้นตามกำหนดและเป็นการประชุม 2 ฝ่าย หากดูจากท่าทีของฝ่ายไทยจากการสังเกตช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาลและรักษาราชการนายกรัฐมนตรี จะต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจน ยึดถือผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก รวมถึงการสื่อสารกับประชาชนคนไทยให้เข้าใจแบบชัดเจน ไม่ต้องอ้อมค้อม ที่สำคัญคือ ต้องฉับไวกว่านี้ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเรายังรักษาไว้ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศ สื่อสารให้เห็นถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงว่าเป็นอย่างไร จะต้องอาศัยการสื่อสารควบคู่กันไประหว่างรัฐบาลและกองทัพ

ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์
คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชายังไม่นิ่ง แม้มีข้อตกลงหยุดยิง ดังนั้นการเจรจาระหว่าง 2 ประเทศอาจไม่ได้ผล ต้องใช้บริบทของการเมืองระหว่างประเทศเข้ามากดดันกัมพูชา เพราะการใช้ข้อตกลงอาเซียนมากดดัน ทางกัมพูชาก็ไม่ได้ให้ความเคารพกติกาที่ทำร่วมกันระหว่างอาเซียนแต่อย่างใด

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เหตุใดกัมพูชาจึงกล้าและมั่นใจละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หากกัมพูชาไม่มีความเชื่อมั่นอะไรบางอย่าง กัมพูชามองว่าไทยมีจุดอ่อน ซึ่งไม่ใช่ทหารหรือความมั่นคง แต่คือรัฐบาล การเจรจาระดับรัฐบาลจึงไม่ได้ผล กัมพูชาไม่ได้สนใจรัฐบาลเพราะจุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ส่วนตัวของรัฐบาล

ต้องดูว่ากัมพูชากำลังพึ่งพิงใคร สิ่งที่น่าสนใจจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือความพยายามสร้างเฟคนิวส์ของกัมพูชา มีผลต่อการรับรู้ของคนในประเทศตัวเองและประชาคมโลกมาก ประเทศไทยจึงต้องนำเสนอข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลกให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งรัฐบาลยังทำได้ไม่ดีพอ

ต้องยอมรับว่ารัฐบาลล่าช้าในหลายเรื่องมากจนกลายเป็นจุดอ่อน และส่วนหนึ่งกัมพูชาไม่ได้รู้สึกกลัวในแอ๊กชั่นใดของรัฐบาล เวลานี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทหารที่อยู่แนวหน้าจึงต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของทหาร ขณะที่รัฐบาลก็ดำเนินการในเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ แต่ความพยายามสร้างกลไกด้านมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังล่าช้าและไม่เฉียบคม

มองว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาอาจยืดเยื้อ ตราบใดที่ไม่สามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงกันได้ ขณะที่กัมพูชาก็พยายามสร้างกระแสชาตินิยมภายในประเทศ เพราะกัมพูชาเองก็ถอยไม่ได้เช่นกันจึงต้องพยายามรักษาอำนาจที่มีไว้ และหาจุดในการแสดงความยิ่งใหญ่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง