แนะ ‘รบ.-ทหาร’ รับมือ ‘เฟคนิวส์’ เขมร

1.08.25 | 11:10 น.

หมายเหตุ – ความคิดเห็นนักวิชาการ พร้อมข้อเสนอแนะในการตอบโต้กลับข่าว “เฟคนิวส์” ของกัมพูชากล่าวหาประเทศไทยแบบรายวันผ่านโซเชียล รวมทั้งการทำหนังสือร้องประชาคมโลกและการให้ข้อมูลบิดเบือนกับคณะทูตประเทศต่างๆ จากกรณีข้อพิพาทชายแดนจนเกิดการสู้รบกัน

ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ในวันที่เสียงจากอีกฝ่ายดังกว่า และความเงียบของเราอาจไม่ได้นำไปสู่การถูกตีความว่าเป็นความสุขุม หรือแสดงความมีอารยะเหนือกว่า โซเชียลมีเดียกัมพูชาเต็มไปด้วยข่าวสารที่กล่าวหาทั้งการทหาร ชายแดน สิทธิมนุษยชน ใส่ร้ายด้วยภาพปลอมและคำแถลงที่อ้างเป็นหลักฐานเท็จนำไปเผยแพร่สู่เวทีนานาชาติ ทำให้เห็นว่าการสื่อสารที่เป็นแบบกึ่งทางการ แม้แต่การเชิญผู้นำของแต่ละประเทศเยือนกัมพูชาเพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ ก็ดูเสมือนว่า กัมพูชาจะนำไทยไปหลายก้าว

นี่คือสงครามข่าวสาร (Information Warfare) แบบการทูตปลอม ซึ่งไม่ได้เกิดตรงเส้นแบ่งพรมแดน หากแต่เกิดบนโลกอินเตอร์เน็ต แม้เนื้อหาจะเต็มไปด้วยข้อมูลบิดเบือน แต่ความร้ายแรงคือมันถูกออกแบบมาอย่างมีชั้นเชิง โดยเฉพาะการดึงไทยให้เป็นผู้ร้าย ผ่านการโจมตีเชิงวาทกรรมทั้งด้านสิทธิมนุษยชน การทหาร และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

รัฐบาลไทยกลับดูเงียบ ไม่มีกองทัพในสงครามข่าวสารครั้งใหม่นี้ และแม้รู้ว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ท่าทีตอบโต้ระดับรัฐบาลกลับดูอ่อนแอ ไร้ความเป็นทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิดภาวะการสื่อสารที่เสียเปรียบ ในขณะที่ศัตรูใช้คำโกหกสร้างสงคราม แต่ละรัฐบาลของเราเลือกใช้ความเงียบเป็นโล่กำบังตัวเอง

Advertisement

คำถามต่อการโพสต์เช้าโพสต์เย็นของฝ่ายกัมพูชาว่านี่แค่ข่าวปลอมหรือกลยุทธ์ในสงครามข่าวสาร นี่คือการทูตยุคใหม่ สื่อสารออกไปให้ชาวโลกเห็นว่าไทยเป็นผู้ร้าย เมื่อคำถามยังคลุมเครือ ผนวกกับความด้อยกว่าทางทหาร สังคมโลกเองยังสงสัยว่า กัมพูชาหรือจะกล้าบุกไทย ยิ่งทำให้กัมพูชาชนะในสายตานานาชาติโดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร

เมื่อเฟคนิวส์กลายเป็นอาวุธในสงครามการสื่อสารต่อสายตาโลกผ่าน
โซเชียลมีเดียที่รวดเร็วและรุนแรงว่าประเทศไทยยิงใส่หมู่บ้านหรือสถานที่ทางวัฒนธรรม หรือแม้แต่การสร้างภาพปลอมของเหตุการณ์ขึ้นมาประกอบข่าว ฝ่ายไทยไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างชัดเจน หรือกำลังเมาหมัดโยนกันไปมาว่าหน้าที่ใคร ขาดศูนย์บัญชาการข่าวสาร

จุดเปลี่ยนที่ควรตั้งคำถามคือ เราจะรับมือปรากฏการณ์นี้อย่างไร เมื่อประเทศเพื่อนบ้านใช้เฟคนิวส์เป็นเครื่องมือรัฐ? เราควรเงียบเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการทูต? หรือควรเปิดเผยความจริงอย่างเป็นระบบ ผ่านช่องทางรัฐ มีการแถลงข่าว สร้างความโปร่งใส และสร้างภูมิคุ้มกันทางสื่อให้ประชาชนอย่างแท้จริง

รัฐบาลควรตระหนักให้มากว่าการปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ตอบโต้ อาจไม่ใช่ความสุภาพทางการทูต แต่อาจกลายเป็นการยอมจำนนต่อการบิดเบือน โดยรัฐบาลที่ประชาชนไม่เห็นพ้องด้วย และนั่นอาจนำไปสู่การเสียคะแนนนิยมในกระแสชาตินิยมอันเชี่ยวกราก อีกทั้งยังมุ่งเจาะทะลุความสามัคคีของคนไทย โดยอาจดำเนินการดังนี้

1.ตั้งศูนย์โต้ตอบเฟคนิวส์แบบข้ามหน่วยงาน มีทั้งฝ่ายข่าวกรอง ฝ่ายทูต ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค เช่น นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน, ความมั่นคงไซเบอร์, กฎหมายระหว่างประเทศ และรัฐศาสตร์ เพื่อกลั่นกรอง วิเคราะห์ และโต้แย้งข่าวปลอมด้วยหลักฐานเชิงวิชาการ (Fact-check) อย่างน่าเชื่อถือ อย่ารับมือด้วย “โฆษก-โกรธแค้น” แต่ต้องใช้ “มันสมอง + ระบบ”

2.เผยแพร่ข่าวสารในเวทีสากล ต้องมีการทูตข้อมูลข่าวสาร แถลงการณ์หลายภาษา ส่งถึงสถานทูต สื่อโลก โซเชียลมีเดีย และหน่วยงานสิทธิมนุษยชน

3.ปลูกฝังความรู้เท่าทันสื่อแก่ประชาชน ให้แยกแยะข่าวจริงกับข่าวปั่น อย่าปล่อยให้ “อารมณ์ชาตินิยมแบบสุดโต่ง” ทำลายเอกภาพของไทยเอง

รัฐควรสร้างระบบจัดเก็บและรวบรวมหลักฐานเชิงดิจิทัล เช่น การตรวจสอบ metadata ของภาพ คลิป คำแปล หรือใช้ข้อมูลจากดาวเทียม เช่น GPS หรือ Remote Sensing จาก GISTDA ซึ่งยากต่อการบิดเบือน และตรวจสอบย้อนหลังได้แม่นยำ เพื่อยืนยันความจริงในเวทีโลก ไม่ใช่แค่เพื่อแถลงในประเทศ หากไม่สร้างระบบสื่อสารตอบโต้อย่างชาญฉลาด ก็เท่ากับปล่อยให้ประเทศตกอยู่ในกับดักสงครามข้อมูลโดยไม่รู้ตัว

หากรัฐยังไม่ลุกขึ้นมา “พูดความจริงให้ชัด-เร็ว-และดังพอ” คนไทยอาจไม่ได้ทะเลาะกับกัมพูชา แต่จะทะเลาะกับรัฐบาล จนรัฐบาลพัง ในสถานการณ์เช่นนี้ความจริงกำลังถูกท้าทาย ความเงียบจึงไม่ใช่คุณธรรม หรือการแสดงความเป็นอารยะอีกต่อไป

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

Screenshot

วันนี้การสื่อสารทางการเมืองในภาวะวิกฤตเป็นเรื่องที่สำคัญกับภายใต้สภาวะในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรมีแนวทางการสื่อสาร 3 ระดับ 1.การสื่อสารทางการเมืองระดับพื้นที่ คือ การให้ข้อมูลกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่แนวชายแดน พี่น้องประชาชนที่อพยพอยู่ในค่ายพักอาศัย ให้เห็นว่ามีความปลอดภัยเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาอีก เขาจะมีเส้นทางการหลบหนีภัยสงครามได้อย่างไร จะสร้างความมั่นใจให้ได้อย่างมาก

2.การสื่อสารทางการเมืองระดับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ คือ จะเห็นได้การให้ข้อมูลที่ไม่เพียงพอ เห็นได้แล้วว่าการให้ข้อมูลในบรรดาเฟคนิวส์ทำงานได้ดี หากมีข้อมูลที่เพียงพอข่าวปลอมทั้งหลายก็จะถูกลดความสำคัญลงไป และ 3.การสื่อสารทางการเมืองระดับระหว่างประเทศ ต้องก้าวให้นำกัมพูชาให้ได้ 1 ก้าว ปัจจุบันตามหลังกัมพูชา การเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ อาจคลุมเครืออยู่

วันนี้เราจะเห็นได้ว่า ในระดับสากลจริงๆ แล้ว เขาก็ยังไม่ได้มองเข้าข้างประเทศใดมากนัก ยกตัวอย่าง กัมพูชายื่นเรื่องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC เขาก็ยังไม่ได้ฟังตามคำร้องของกัมพูชา ในขณะที่ประเทศไทยทำคำโต้แย้งที่ UNSC ท้ายที่สุดมติก็ออกมาให้ทั้ง 2 ประเทศได้ไปพูดคุยกัน สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้ไปเชื่อฟังฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

การสื่อสารต่อประชาชนที่รัฐเองต้องเท่าทันต่อเหตุการณ์ ต้องปรับที่ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นหลัก การทำหน้าที่ที่รอบด้านมากยิ่งขึ้น เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยต่างๆ ให้ครบถ้วนมากขึ้น แน่นอนว่าระบบราชการมีข้อจำกัด และวันนี้เมื่อนายกรัฐมนตรีถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ต้องเผชิญกับภาวะนิติสงคราม เป็นข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือต้องใช้โอกาส หรือทรัพยากรที่เรามีอยู่ เร่งดำเนินการต่างๆ ให้เท่าทันที่สุด

ศูนย์อำนวยการฯ ต้องชัดเจนเรื่องตารางการแถลงข่าว ทั้งสื่อโทรทัศน์และวิทยุของรัฐต้องทำหน้าที่เสนอข่าวสารที่เป็นทางการ ให้ประชาชนทั้งในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ในประเทศและต่างประเทศได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วน นอกจากนี้ในโลกออนไลน์เปรียบเสมือนสมรภูมิใหม่ในการต่อสู้ จะเห็นว่ามีทั้งเรื่อข้อมูลเฟคนิวส์ ข่าวปั่น เป็นปัญหาเรื้อรังของที่ติดมานานในเรื่องของอธิปไตยไซเบอร์

เมื่ออธิปไตยไซเบอร์มีปัญหา พอเผชิญภัยสงครามที่ไม่ใช่เพียงสงครามทางกายภาพ แต่เป็นสงครามทางโลกไซเบอร์อีก เราไม่สามารถเท่าทันหรือเข้มแข็งได้ จะเห็นได้ว่ากัมพูชา ในแง่ของแสนยานุภาพต่างๆ ทางทหารก็ดี ทางอาวุธยุทโธปกรณ์ก็ดี ไม่มีทางชนะอยู่แล้ว แต่อาศัยจุดเปราะบางของสังคมไทย คือการแตกแยกทางการเมือง เข้ามาเป็นช่องๆ ตั้งแต่การเปิดคลิปเสียงหลุด พูดถึงเรื่องชายแดน การปล่อยเฟคนิวส์

สถานการณ์การสื่อสารของกัมพูชา หากจะสังเกตจากสถานการณ์ต่างๆ เขามีความพร้อม เช่น เขายิงจรวดเข้ามาในประเทศไทยกลับไปยื่นหนังสือที่ UNSC ได้ทันที เรื่องถูก-ผิด จริง-เท็จ เป็นอีกเรื่อง แต่เขาทำทันทีเลย เพราะมีการเซตอัพไว้หมดแล้ว กัมพูชาจะก้าวนำไทย 1 ก้าวเสมอ จึงเป็นหน้าที่ของศูนย์อำนวยการฯต้องทำงานอย่างมี บูรณาการและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

การที่กองทัพกัมพูชานำทูตทหาร 13 ชาติ-สื่อมวลชนต่างชาติ ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องยอมรับว่าไทยช้ากว่า จากการที่ต้องเดินก้าวหน้า กลับกลายเป็นเดินตามหลังเป็นที่เรียบร้อย

วันนี้ต้องใช้มาตรการควบคู่ไปด้วยนอกจากการสื่อสาร คือ
1.ต้องตั้งทีมติดตาม ตรวจสอบการหยุดยิง มีทั้ง 2 ฝั่ง ไทย-กัมพูชา มีสักขีพยานจากองค์การระหว่างประเทศ สมาชิกอาเซียน ให้เห็นว่าการหยุดเกิดขึ้นจริง หากไม่มีการหยุดยิงใครเป็นคนเริ่มก่อนนี่คือสิ่งที่สำคัญ และ 2.เราต้องเก็บข้อมูลของการละเมิดการรุกล้ำ การกระทำต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้อง เรามีดาวเทียม เมื่อเก็บข้อมูลจะใช้ประโยชน์ได้จริงต่อการดำเนินคดีอาญาระหว่างประเทศ แฉต่อประชาคมโลกจะทำให้ได้เปรียบมากขึ้น

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ปัญหาการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากมองในเรื่องความมั่นคงของกองทัพ ถือว่าทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินได้เต็มความสามารถ เต็มศักยภาพ จุดอ่อนของเรื่องนี้มาจากความไม่เป็นโล้เป็นพายของรัฐบาล ไม่ได้แสดงความสามารถที่เด่นชัด อาทิ บทบาทภาวะของรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีก็ล้มเหลว หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังเป็นรองกัมพูชาหลายก้าว กองทัพต้องทำงานหนัก ส่วนรัฐบาลทำงานเหมือนมีวาระซ่อนเร้นต่อกรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ข่าวเฟคนิวส์กัมพูชาเกิดขึ้นมากมายทำให้ประเทศไทยเสียหาย ควรจะตอบโต้ด้วยวิธีการที่หลากหลายแตกต่างกันไป ที่สำคัญจะต้องดำเนินการให้เร็วและให้ไว มีทีมงานสื่อสารท่ามกลางการเมืองที่วิกฤตอย่างรอบด้าน ควรมีกลไกหน้างาน มอนิเตอร์ข่าวสารต่างๆ ที่สร้างขึ้นมา และรีบแก้ข่าวทันที แต่มองไปแล้วมีความสลับซับซ้อน

ส่วนหนึ่งที่รัฐบาลทำไม่ได้ ผมประเมินว่าคนในรัฐบาลยังกังวลในเรื่องผลประโยชน์ อยากมีส่วนได้เสียเพราะมีความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่กล้าทำอะไรลงไปเพราะเกรงใจฮุน เซน รวมทั้งคนที่มีอำนาจในรัฐบาลไทยทะเลาะกัน ผมมองว่าเป็นละครมากกว่า นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลไม่สามารถทำได้เต็มไม้เต็มมือ

ส่วนการโต้ตอบเรื่องเฟคนิวส์เหมือนกับจะช้ามากหรือไม่ทำเลย ผมเองก็สงสัยเหมือนกัน ทั้งที่ประเทศไทยก็ใหญ่กว่า เครื่องไม้เครื่องมือมีจำนวนมาก ตั้งสมมุติฐานไว้ว่าเหตุผลที่รัฐบาลทำอะไรล่าช้า ทั้งที่ทุกอย่างสามารถแก้ไขปัญหาได้ ได้ข้อสรุปว่า ไทยชนะสงคราม คนไทยเห็นความเข้มแข็งของกองทัพ แต่ไทยแพ้ในเกมผลประโยชน์ของคนที่มีอำนาจในรัฐบาล ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประเทศชาติ

การประกาศหยุดยิง ผมมองว่าเป็นละคร เพราะด้านที่เป็นทางการต้องทำอย่างนั้น แต่ทั้งหมดไม่มีความน่าเชื่อถือ หากไปดูความสัมพันธ์ข้างใน กลุ่มคนอเมริกาก็อยากได้ผลประโยชน์ในไทย-กัมพูชา มาเลเซียเองก็ใกล้ชิดฮุน มาเนต ผู้นำมาเลเซียก็สนิทกับทักษิณ ชินวัตร กับฮุน เซน มองไปแล้วเหมือนฮั้วกัน

กรณีการยื่นข้อเสนอของสหรัฐอเมริกากับไทย มองว่าสหรัฐอเมริกามองว่าผลประโยชน์ในกัมพูชาเยอะ อยากแสดงบทบาทภาวะให้เห็นว่ามีอิทธิพลมากกว่าจีน เอาเข้าจริงแล้วไทย-กัมพูชาหลอกใช้จีน ต่างเกรงใจสหรัฐอเมริกามากกว่า สหรัฐอเมริกาอยากจะตบหน้าจีนว่า ไม่มีน้ำยาแก้ไขปัญหา ต้องสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

ส่วนข้อเรียกร้องของสหรัฐอเมริกากับไทยนั้นยังน้อยเกินไป ทั้งที่อยากได้มากกว่านี้ และไทย-กัมพูชาจะต้องยอม เพราะเห็นว่าจีนไม่มีน้ำยาเข้ามาจัดการปัญหา

0