จับสัญญาณการเมือง
สารพันปัญหารุมรบ.เพื่อไทย
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการประเมินเสถียรภาพรัฐบาลเพื่อไทย ท่ามกลางสมรภูมิการเมืองภายในและความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาภาษีทรัมป์ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นั้น
วันวิชิต บุญโปร่ง
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
การเมืองไทยในครึ่งปีหลังจากบรรยากาศที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนทั้งประเทศรู้สึกเหนื่อยและล้า
ไปด้วย เป็นความรู้สึกอึมครึม วังเวง และรู้สึกถึงความไม่แน่นอนต่อสถานภาพของรัฐบาลว่าจะอยู่รอดถึงสิ้นปีนี้หรือไม่ เนื่องจากเกิดบ่วงปมของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่กำลังจะถูกพิพากษาคำร้องโดยศาลรัฐธรรมนูญ
รวมถึงเรื่องความมั่นคงระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งยังไม่รู้แนวโน้มว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ประกอบกับการจ่อขึ้นภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่จะมีผลต่อการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย และตลาดไทยจะได้รับผลกระทบอยู่อีกไม่มาก ก็น้อย
ฉะนั้นตอนนี้ในสมรภูมิการเมืองนั้น รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะมีการเปลี่ยนแปลง มากกว่าโอกาสที่จะไปต่อในนามของรัฐบาลเดิม หมายความว่า นายกรัฐมนตรีอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง หรืออาจจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หากเกิดกรณีที่ น.ส.แพทองธารไม่ได้ไปต่อ เนื่องจากเสถียรภาพของรัฐบาลก็จะค่อนข้างสั่นคลอนมาก
อีกทั้งบรรยากาศก็จะเชื่อมโยงกับการเมืองระหว่างประเทศในอีกกรณีที่ว่าหาก น.ส.แพทองธารและรัฐบาลนี้ได้ไปต่อ ก็จะยังคงส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความไว้ใจ ต่อการแก้ไขปัญหาความมั่นคงระหว่างไทย-กัมพูชาด้วยเช่นกัน
แม้ว่าจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ชูเรื่องการแก้เศรษฐกิจปากท้องมาอย่างยาวนานแล้วนั้น เราต้องยอมรับว่าเลยจุดที่ประชาชนจะมีความหวังต่อการแก้ปัญหามาแล้ว เนื่องจากผ่านเวลามา 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายตามคำสัญญาที่หาเสียงไว้ได้เลย ซึ่งส่งผลเสียอย่างมหาศาล โดยไม่สามารถทำให้ความหวังของประชาชนเกิดขึ้นจริงได้
เช่น นโยบายเที่ยวไทยคนละครึ่ง ที่มุ่งหวังส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวก็เกิดปัญหาเห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ยังไม่สามารถทำให้สอดคล้องกับนโยบาย แบบให้เข้าที่เข้าทางยังทำไม่ได้เลย หรือนโยบายที่พยายามหารายได้อย่างเช่น เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่แม้ว่าจะโดนแรงต้าน แต่พอเป็นสิ่งที่ตัวเองพยายามนำเสนอ ก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้เลย เรียกได้ว่า ทุกอย่างดูไม่เป็นใจกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเลย
ตอนนี้ยิ่งเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ พรรคร่วมรัฐบาลเขาก็ดูสถานการณ์เฉพาะหน้าตลอดเวลา แล้วโอกาสที่จะมีการแปรพรรคก็มีความเป็นไปได้ เช่น การปรับเปลี่ยนในเรื่องอำนาจ หรืออาจจะยอมเสียดุลอำนาจ ยกเก้าอี้ให้พรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้เกิดการตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อมากกว่าเดิม ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ น.ส.แพทองธารไม่ได้ไปต่อ
ส่วนกรณี น.ส.แพทองธารได้ไปต่อนั้น ในแง่ของความเชื่อมั่น ก็ต้องรับมือกับวิกฤตศรัทธาเรื่องการเมืองภายในประเทศ ซึ่งคนก็จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นอีกเช่นกัน
ส่วนจะเกิดการยุบสภาหรือไม่นั้น คิดว่ามต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาลเพื่อไทย ในตอนที่ไม่มีทางเลือกจริงๆ เพราะจะส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างมหาศาล เนื่องจากเพื่อไทยจะติดข้อชนักจากกรณีคลิปเสียงหลุด จะถูกเอาไปขยายผลต่อว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งจะเป็นการขยายผลทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยหลังจากช่วงเหตุการณ์การปะทะของไทย-กัมพูชา ตามชายแดนในช่วงที่ผ่านมา เกิดกระแสออกมาเชียร์ทหาร หรืออยากได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นทหารขึ้นมานั้น คิดว่าเป็นความรู้สึกเจ็บใจว่า รัฐบาลที่เลือกตั้งมา หรือรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ไม่มีประสิทธิภาพจริง ซึ่งคิดว่าเป็นการประชดประชันอย่างชั่วครั้งชั่วคราว ที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาระหว่างประเทศได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะปัญหาด้านความมั่นคง ที่ไม่สามารถสื่อสารกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้ถือว่ารัฐบาลสอบตกอย่างสิ้นเชิง
ขณะนี้มองว่ารัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น และสร้างความจริงใจว่า รัฐบาลและกองทัพเป็นเนื้อเดียวกัน โดยรัฐต้องออกระเบียบเพิ่มเงินสมทบทหารที่เขาไปเสี่ยงภัย ทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่บางตำแหน่ง เช่น ทหารพราน เมื่อปลดประจำการแต่จะไม่มีเงินบำนาญเลี้ยงดู แต่เขาจะมีเงินเพิ่มพิเศษสำหรับทหารอาสาสมัคร (อสร.) ซึ่งก็จะเป็นการเยียวยาความรู้สึกว่า อย่างน้อยรัฐนี้ก็มีความตั้งใจที่จะดูแลทหารที่ดูแลภารกิจแนวหน้า
รวมทั้ง ตอนนี้รัฐจะต้องสื่อสารข่าวสารด้วยสื่อต่างๆ มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น สื่อโซเชียล นอกจากจะนำเสนอแค่เป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ ก็ควรจะเพิ่มภาษาจีนเข้ามาด้วย เนื่องจากเรื่องความขัดแย้ง
ระหว่างไทย-กัมพูชานั้น จีนเขาให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ฉะนั้นเราควรช่วงชิงการการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเป็นภาษาจีนให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้ได้ติดตามข้อมูลและข้อเท็จจริง เพราะคนจีนหลายพันล้านคนนี้จะเป็นกระบอกเสียงในการพูดความจริงให้เราได้ ซึ่งรัฐบาลไม่ควรมองข้ามตรงนี้
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ การแอ๊กชั่นตลอด 24 ชั่วโมง โดยเราจะเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียวไม่ได้ เพราะโลกนี้เขาไม่ได้ดูหนังเรื่อง ‘คำพิพากษา’ กัน เขาคงไม่มองว่าประเทศไทยเราเป็นไอ้ฟัก เป็นผู้ถูกกระทำ หรืออ่อนแอ แต่กัมพูชาเป็นครูใหญ่ที่ใส่ร้ายตลอดเวลา มันไม่ใช่
แต่เราต้องตอบโต้กลับด้วยเครื่องมือที่หนักและเหมาะสม โดยเฉพาะด้านเอกสารหลักฐานและข้อมูลที่มีน้ำหนัก หรือข้อความในโซเชียลของผู้ที่มีความสามารถ เช่น อินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งรัฐต้องขอความมือจากทุกภาคส่วน อย่าใช้เพียงแต่หน่วยงานรัฐอย่างเดียว เพราะไม่เพียงพอ อันนี้เป็นเรื่องที่ซีเรียส
นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา

เชื่อว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะยอมลุยไฟไปต่อ โดยที่จะไม่ยอมลาออกหรือยุบสภา เชื่อว่าน่าจะรอไปจนถึงวินาทีสุดท้าย ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย เพราะว่าทางทีมกฎหมายของนายกฯ ได้ยื่นขอขยายการยื่นคำให้การ ซึ่งศาลได้มีมติ 5 ต่อ 4 เสียงเป็นครั้งสุดท้าย ให้เป็นภายในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ จึงแสดงให้เห็นว่าทีมกฎหมายได้เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้คดีไว้เต็มที่แล้ว
เชื่อว่าสถานการณ์ในขณะนี้คงไม่มีใครไขก๊อก และจะดันกันต่อไปจนถึงในวันสุดท้าย เพื่อฟังคำวินิจฉัยจากศาล รธน. และหากนายกฯอิ๊งค์หลุดจากตำแหน่ง และมีการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั้น จุดนี้ถือว่าเลยกับคำว่าเสี่ยงไปแล้ว เพราะว่าเป็นไพ่ที่เหลือใบสุดท้ายแล้ว ขณะเดียวกันยังได้เห็นว่า นายชัยเกษมยังได้บอกกับตัวเองว่ายังมีสุขภาพดีผ่านทางสื่อ และยังมีการออกงานด้วย
จึงมองว่าไพ่ใบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยนั้นคือนายชัยเกษม โดยที่พรรคเพื่อไทยจะไม่ปล่อยให้แคนดิเดตจากพรรคอื่น แม้จะมีสิทธิที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เช่น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ทำให้เชื่อได้ว่าอย่างไรแล้วทางพรรคเพื่อไทยยังจะยอมลุยไฟส่งไพ่ใบสุดท้าย ด้วยการส่งนายชัยเกษมไปต่ออย่างแน่นอน หากศาล รธน.วินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ตกเก้าอี้ ส่วนความเหนียวแน่นของพรรคร่วมนั้น เชื่อว่าทุกคนยังไม่อยากเลือกตั้ง จึงเห็นภาพว่าพรรคร่วมมีการเกาะกันอยู่ในขณะนี้ เพราะว่าทุกพรรคยังไม่พร้อมที่จะเลือกตั้งในสถานการณ์เช่นนี้
จึงขอขีดเส้นใต้เอาไว้ว่า “เขายังไม่พร้อมที่จะเลือกตั้ง” อย่างไรแล้วเขาก็จะกอดกันเพื่อโหวตให้นายชัยเกษม ไพ่ใบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และถ้าหาก น.ส.แพทองธารรอดจากคำวินิจฉัยของศาล หากจะมีการปรับ ครม.ก็จะต้องรอ รมว.กลาโหมตัวจริงก่อน
โดยถือเป็นเรื่องตลกที่เป็นจังหวะพอดีกันกับที่เกิดภาวะการสู้รบกัน ระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่ประเทศเรากลับไม่มี รมว.กลาโหมตัวจริง แต่ใช้ “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม มารักษาราชการแทน รมว.กลาโหม จากเหตุผลเพื่อรอให้ใครบางคนได้พ้นจากสภาวะเกี่ยวกับคุณสมบัติ มาเป็น รมว.กลาโหม ซึ่งถ้าหาก น.ส.แพทองธารรอด ก็คงจะมาปรับแต่เฉพาะที่จุดกระทรวงกลาโหมเท่านั้น
จากนั้นจะมีการขับเคลื่อนนโยบายที่ยังพอทำได้ง่าย พร้อมกับการผลักดันการใช้เงินงบประมาณปี 2569 เพื่อรองรับการเลือกตั้ง จนไปสู่สุดท้ายปลายทางคือการยุบสภา แต่ว่าในเวลาขณะนี้ยังไม่เหมาะ และยังจะมีการรอการใช้เงินงบประมาณ ที่สามารถจับสัญญาณได้จากการที่มีการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณจะมีการเลือกตั้ง จึงมองว่าเพื่อไทยคงจะดันต่อ เพื่อที่จะได้มีเวลาในการสร้างผลงานที่พอจะนำไปใช้หาเสียงได้บ้าง
เช่น “นโยบาย 20 บาทตลอดสาย” ส่วนเรื่องเศรษฐกิจนั้นแก้ยาก จึงได้หันมาปราบปรามยาเสพติดแทน จัดระเบียบมหาดไทยตามที่มีการโยกย้ายข้าราชการเพื่อที่จะรอวันเลือกตั้ง และเชื่อว่าจะยุบสภาในปี 2569 จึงทำให้มองได้ว่าจะมีการลุยไฟเพื่อให้ไปได้ไกลที่สุด
ส่วนการตัดสินคดี ม.112 และคดีชั้น 14 ในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนนั้น หากนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง ที่ต้องพูดอย่างไม่อ้อมค้อมว่าเป็นผู้นำและมีอำนาจในการตัดสินใจ หากมีอันเป็นไปแล้วนั้น จะส่งผลกระทบต่อด้านจิตใจและทางจิตวิญญาณสำหรับคนเพื่อไทยอย่างมาก และยังมีผลต่อรัฐบาลชุดนี้ด้วย หากต่อให้รัฐบาลอยู่ได้ แต่ทักษิณไม่อยู่ โดยมีอันเป็นไปมองว่าจะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลแน่นอน
สำหรับปัญหาด้านภาษีทรัมป์และปัญหาด้านเศรษฐกิจภายในประเทศนั้น หัวหน้าทีมไทยแลนด์ ผู้นำประเทศและผู้มีอำนาจต่างๆ คงรู้แล้วว่าควรจะเดินไปอย่างไร ควรจะใช้นโยบายการต่างประเทศอย่างไรที่จะทำให้บ้านเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงนักธุรกิจภาคประชาชนไม่เสียหาย ที่ผ่านมามองว่ารัฐบาลสอบตกในเรื่องของการสื่อสารมาก เพราะทุกวันนี้โลกมันเร็วในทางออนไลน์ หากจะให้ตัดเกรดให้ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วนั้น จะให้สอบตก โดยจะตัดเกรดให้คะแนนติด F ไปเลย สำหรับทีมสื่อสารของรัฐบาลชุดนี้
เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างรัฐบาลกับประชาชนมาก แม้จะรู้ว่ารัฐบาลนั้นทำงานหนัก จึงอยากฝากด้านการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนที่เร็วขึ้นมากกว่านี้

