ชำแหละผลโพลนิด้า เมื่อปชช.สิ้นหวังพรรคการเมือง

20.08.25 | 11:30 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีผลการสำรวจนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เรื่อง มีความหวังหรือหมดหวังกับพรรคการเมืองŽ ปชช.กว่า 41% หมดหวังกับส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในการแก้ปัญหาประเทศ ถ้ามีเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่เลือกกลับมาอีก เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม

พรอัมรินทร์ พรหมเกิด
อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สิ่ งที่ประชาชนสะท้อนออกมาผ่านผลสำรวจนิด้าโพล เห็นว่าประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงนักการเมืองที่มีอำนาจ ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน เพราะมองว่านักการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้านที่มีขณะที่มีการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พึ่งไม่ได้ แต่น้ำหนักความต้องการให้เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่า เปรียบเสมือนปรากฏการณ์บนภูเขาน้ำแข็ง สาเหตุสำคัญ 1.ในสังคมไทยเริ่มมีสัญญาณเดินไปสู่ รัฐใกล้ล่มสลายŽ เนื่องมาจากทุกสถาบันทางการเมืองเริ่มเสื่อมความนิยม ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันตุลาการ องค์กรอิสระ เช่น ส.ว. ที่มีประเด็นฮั้วกัน กกต.ทำงานไร้ประสิทธิภาพ กรณีตึก สตง. ถล่มลงมา สูญเสียงบประมาณมหาศาล มองภาพภายนอกดูดี แต่ไส้ในทำให้ประชาชนเอือมระอากับองค์กร หน่วยงานเหล่านี้ซึ่งมีปัญหาไม่มีการปฏิรูปหรือแก้ไข

รัฐบาลเองก็เหมือนกัน การเข้าสู่อำนาจ ผู้นำปัจจุบันชัดเจนตามที่ได้รับรู้แล้วว่าได้นายกฯขาดประสบการณ์ทางการเมือง ขาดความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศ พอเกิดสถานการณ์ที่ค่อนข้างวิกฤตก็ทำอะไรไม่ได้ คนก็อยากจะเปลี่ยน สะท้อนผ่านคะแนนนิยมที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน คนมองว่ายังทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ ไม่เข้าใจอารมณ์สังคมคนไทย โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

2.ความอ่อนแอรัฐบาล เมื่อเกิดสถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชา สะท้อนให้เห็นความสามารถแก้ไขปัญหาฝ่ายการเมืองที่เป็นที่พึ่งไม่ได้ สมเด็จฯฮุน เซน คงมองเห็นจุดอ่อนแอผู้นำรัฐบาลไทย จึงกล้าเหิมเกริม
สั่งทหารบุกรุกเข้ามา รัฐบาลเราไม่มีประสิทธิภาพพอแก้ปัญหา แม้กระทั่งกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่ได้ส่งคนลงมาดูหน้างาน เช่น ศูนย์อพยพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าชาวบ้านเดือดร้อนอย่างไร ไม่สามารถแก้เกมรุกกัมพูชาได้ ทางตรงข้ามประชาชนกลับเห็นว่ากองทัพทำหน้าที่ได้ดี เสียงประชาชนจึงโน้มเอียงสนับสนุนกองทัพมากกว่า จึงนำมาสู่ผลโพลที่ชี้ให้เห็นความเสื่อมถอยรัฐบาลและประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงนักการเมืองที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน

Advertisement

ถ้านักการเมือง รัฐบาล และฝ่ายค้าน ยังทำงานเช่นนี้อยู่โดยไม่ปฏิรูปเปลี่ยนแปลง เกิดผล 2 ทาง คือ ความนิยมฝ่ายรัฐบาลจะกลับมาได้ยาก ขณะที่ฝ่ายค้านอย่าเพิ่งชะล่าใจว่าจะได้คะแนนนิยม เพราะถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ฝ่ายค้านคงได้คะแนนนิยมไม่มากกว่าเดิมนัก จากที่เมื่อก่อนคาดหวังว่าเลือกตั้งครั้งหน้าฝ่ายค้านจะได้ที่นั่งเกิน 200 หรือแตะ 250 แต่เข้าทำนอง เหยียบเปลือกกล้วยถลาลื่นลงมา เพราะฉะนั้นฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลก็จะได้คะแนนไม่มาก หากมีการเลือกตั้งในครั้งหน้าŽ

หากมีการเลือกตั้งครั้งหน้า น่าห่วงคือประชาชนอาจจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่จะลงคะแนนไม่เลือกใคร เพราะคนเริ่มเบื่อการเมือง น่าเป็นห่วง เพราะเท่ากับว่าเราปล่อยให้บ้านเมืองผุกร่อนโดยที่เราไม่เข้าไปปัดกวาดดูแล ระบบการเมืองเป็นระบบชี้นำสังคม เป็นตัวนำประเทศชาติว่าจะไปในทิศทางใด ถ้าคนนิ่งเฉยกับการเมือง ท้ายที่สุดอำนาจจะตกไปอยู่กับคนบางกลุ่มที่มีอำนาจมากและอาจใช้อำนาจในทางที่มิชอบได้ง่าย สังคมไทยมีพื้นฐานมาจากระบบอำนาจที่มีอำนาจนิยม มีคนกลุ่มน้อยที่กุมอำนาจอยู่ ถ้าคนไม่สนใจการเมืองก็จะนำไปสู่ความเป็นเผด็จการได้ง่ายในอนาคต

ทั้งนี้ พรรคการเมืองที่ฉลาด นักการเมืองที่ฉลาดจะต้องฟังเสียงโพล คือเสียงประชาชน และต้องปรับตัว แม้จะเป็นโพลกลุ่มตัวอย่างแต่สะท้อนความรู้สึกประชาชน พรรคใดที่ไม่รับฟังก็จะอยู่ต่อได้ยาก เหมือนพรรคแนวอนุรักษนิยมหลายพรรคที่กำลังใกล้ล่มสลาย

อนาคตหากรัฐบาลและผู้มีอำนาจทางการเมืองอยากเรียกความศรัทธาประชาชนกลับมา ต้องเริ่มจากการยอมรับก่อนว่าการได้มารัฐบาลชุดนี้ มาจากผลรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ปกติเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย เป็นผลพวงมาจากการทำรัฐประหารที่ทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถเติบโตไปโดยธรรมชาติได้ และยังขัดขวางวิถีทางประชาธิปไตย ดังนั้น พรรคการเมืองที่มีความเข้าใจในปัญหานี้จะต้องกล้าลุกขึ้นมาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดขวางวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่ยอมรับอย่างมากในทางวิชาการ พรรคการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านต้องร่วมมือกันแก้ไข ประการต่อมาคือถึงเวลาแล้วที่สังคมไทย ประชาชนต้องลุกขึ้นมาช่วยกันเรียกร้องให้สถาบันทางการเมืองต่างๆ มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะเดินทางไปสู่สิ่งที่เรียกว่า รัฐใกล้ล่มสลาย ได้

 

ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์
คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประชาชนกว่า 41% หมดหวังรัฐบาลและฝ่ายค้านแก้ปัญหาประเทศ ถ้ามีเลือกตั้งจะไม่เลือกกลับมาอีก ถือเป็นหนึ่งในโมเมนตัมทางการเมืองที่เกิดขึ้นเวลานี้ เพราะคนส่วนใหญ่กำลังโฟกัสความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชากันมาก จึงเป็นโมเมนตัมที่สะวิงไปสู่ประเด็นของพรรคการเมือง

เนื่องจากต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งรัฐบาลยังแก้ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาได้ไม่เฉียบคม ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการสื่อสารรัฐบาลและพรรคการเมืองที่มีปัญหาเยอะมาก ทั้งการสื่อสารของรัฐบาลและพรรคร่วม จึงทำให้เห็นภาพไม่ชัดเจน ขณะที่ความขัดแย้ง 2 ประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นที่พรมแดนเท่านั้น แต่ในระบบรัฐสภาก็เกิดขึ้นเยอะเช่นกัน

ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารตลอดเวลาว่ามีปัญหาค่อนข้างมาก และส่วนใหญ่ไม่ได้รับการแก้ไข แต่ความคาดหวังประชาชนหลังการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 มีสูง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหารัฐบาลและพรรคการเมือง เมื่อมาเจอว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข และมีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้นค่อนข้างมากประชาชนจึงผิดหวัง

ขณะเดียวกันทหารเข้ามามีบทบาทช่วงเวลาที่มีช่องโหว่พอดี ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่รับรู้กันมาตลอด จะเห็นสถาบันที่มีอิทธิพลสูงทางการเมืองในไทย ทั้งพรรคการเมือง และทหาร เข้ามามีบทบาทในช่วงนี้พอดี เมื่อความคาดหวังต่อพรรคการเมืองน้อยลงหรือมีปัญหา ประชาชนจึงคาดหวังกับสถาบันอื่นแทน ฉะนั้น จึงเป็นโมเมนตัมที่ประชาชนรู้สึกว่าความคาดหวังในช่วงเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้ และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้รับการแก้ไข

ส่วนการสื่อสารของพรรคการเมือง และรัฐบาลก็ไม่ชัดเจน ขณะที่กลไกระบบรัฐสภาก็ไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนเช่นกัน ประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่เข้าใจกลไกระบบรัฐสภามากนัก ขณะที่ ส.ส.ทำหน้าที่ตามกลไกรัฐสภา แต่คนส่วนใหญ่ต้องการการสื่อสารที่มากกว่านี้ และต้องการข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจน แต่ปรากฏว่ากลับไม่ได้รับการตอบสนองได้ดีเท่าที่ควร

ไม่แปลกใจเสียงประชาชนสะท้อนออกมาเช่นนี้ แน่นอนว่าผลโพลนิด้ายังไม่ครอบคลุมสัดส่วนประชาชนกลุ่มใหญ่ในประเทศ แต่ก็ได้ยินเสียงสะท้อนจากประชาชนหลายกลุ่ม เช่น นักศึกษา ถึงเป็นสัดส่วนที่เล็ก แต่เสียงที่ได้รับฟังก็รู้สึกถึงความผิดหวังต่อ ส.ส.ของตัวเองไม่ต่างกัน และสิ่งที่ผู้คนตระหนักรู้มากตอนนี้คือความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ทำให้คนส่วนใหญ่ผิดหวังต่อการแก้ปัญหารัฐบาลค่อนข้างมาก มีผลกระทบต่อทุกพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองต้องจับเรดาร์ว่าแต่ละช่วงเวลามีปัจจัย หรือกระแสส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองหรือไม่ และจะต้องบริหารจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไร เมื่อเป็นกระแสจึงเป็นเหมือนคลื่นที่มาไม่นานแล้วหายไป แต่สิ่งสำคัญมากกว่า คือบทบาทพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่ในฐานะรัฐบาลและฝ่ายค้าน หรือบทบาทของพรรคการเมืองที่ต้องทำให้ชัดเจนในเชิงนโยบาย และต้องทำให้เห็นเด่นชัดสื่อสารให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน แต่ยอมรับว่าช่วงนี้อาจยากเพราะคนส่วนใหญ่โฟกัสไปที่ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ตามปกติแล้วคิดว่า ความรู้สึกประชาชนที่ชื่นชมนักการเมืองไม่ค่อยเกิดขึ้นมานานแล้ว ปกติผลจากการสำรวจอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก จำได้ว่าไม่ค่อยได้เห็นตัวเลขแสดงความพอใจต่อบทบาทนักการเมืองมากนัก จะเห็นช่วงยุคนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในยุคสมัยแรก

ส่วนผลการสำรวจเรื่อง ความไม่พอใจž สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขตเลือกตั้งในพื้นที่ตัวเองถึงร้อยละ 32.9 และ ไม่ค่อยพอใจž ร้อยละ 28.24 นั้น คิดว่าในพื้นที่กรุงเทพฯก็แทบจะไม่ได้ข้องเกี่ยวกับ ส.ส. แต่คนต่างจังหวัดนั้นเขาก็ยังเชื่อมั่นและเห็นประโยชน์ของ ส.ส.อยู่ ยังมองว่า ส.ส.เป็นที่พึ่งพาอย่างหนึ่งอยู่เหมือนเดิม

เท่าที่ติดตามมา รู้สึกว่าเวลาชาวบ้านเขามีปัญหาร้องเรียน ส.ส.ให้ดำเนินการให้นั้น เป็นหนึ่งในทางออกของพวกเขาอยู่เหมือนกัน แต่คนกรุงเทพฯก็อาจจะรู้สึกว่าไม่สนใจที่จะใช้บริการนักการเมือง

ต่อมา ผลสำรวจพบว่า หากวันนี้เป็นการเลือกตั้ง เกินครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง ตอบว่า ไม่เลือกž สะท้อนภาพว่า หากเราไม่ได้ผูกพันนักการเมือง หรือไม่ได้มีความยึดโยงกันเป็นพิเศษแล้วนั้น ก็ทำให้บางทีคนเขาอาจจะอยากลองเลือกพรรคนั้นพรรคนี้ดูบ้าง ก็เป็นแนวทางการปฏิบัติของคนอยู่เหมือนกัน

ครั้งก่อนเขาอาจจะลองเลือกพรรคนี้แล้วรู้สึกว่าโอเค ครั้งหน้าต้องเลือกเปลี่ยนพรรคใหม่ เพราะไม่ได้รู้สึกผูกพันกับพรรคใดเลย ตรงนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่านักการเมืองจะสามารถเรียกร้องความสนใจในช่วงตอนใกล้เลือกตั้งได้หรือเปล่า ก็มีผลอยู่เหมือนกัน

ส่วนผลงาน ฝ่ายค้านž กับ ฝ่ายรัฐบาลž ประชาชนมองว่า หมดความหวังอย่างมากนั้น คิดว่าผลงานไม่ตอบโจทย์นัก ฝ่ายค้านอาจจะดูโชว์ผลงานมากกว่า ส่วนฝ่ายรัฐบาลเหมือนกำลังมุ่งที่จะประคองอำนาจตน คือ ทุกวันนี้เราฟังนักการเมืองพูดว่า จะทำอย่างไรจะได้อยู่ต่อเป็นหลัก แต่ไม่ได้โฆษณาว่าเขากำลังจะทำอะไรให้บ้านเมืองอยู่

ส่วนผลกระทบของการปะทะกันในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น มันไม่เป็นเรื่องที่ทางกัมพูชาจงใจให้เกิด เพราะว่าเขาคงจะพยายามแก้ปัญหาการเมืองภายในเขา แต่กลายเป็นว่าเราต้องเล่นเกมกับเขาด้วย เราตอบโต้ได้ช้ากว่าก้าวหนึ่ง และเป็นฝ่ายแก้เกมมาตลอด

จนเกิดกระแสที่ คนบางกลุ่มž เรียกร้องให้ทหารให้เข้ามามีบทบาทการเมืองนั้น เดี๋ยวความนิยมตรงนี้ก็ลดลง เพราะว่าคนเข็ดหลาบกันพอสมควรกับรัฐประหาร เพราะว่านานไม่มีอะไรดีขึ้น

ความหมดหวังข้างต้นที่กล่าวมา อาจจะเกิดจากนักการเมืองเขาไม่มีเสียงเด็ดขาด จากที่เขาจะมุ่งทำงานการเมือง ก็กลายเป็นพยายามประคองตนเอง เราก็ต้องดูต่อไปว่าจะมีพรรคใดโดดเด่นขึ้นมาหรือเปล่า ซึ่งก็ยังพอมีเวลาในการทำงานเหลืออยู่

แต่สิ่งที่น่าห่วงตอนนี้คือ จะเหลือแค่พรรคขนาดกลางแข่งกัน แต่พรรคขนาดใหญ่ก็คงไม่มีแล้ว ซึ่งเราอยากเห็นพรรคการเมืองมันใหญ่ขึ้น จนกระทั่งเป็นการแข่งขันของสองด้านใหญ่ๆ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่า เป็นการแย่งชิงกันของ 3-4 กลุ่มกลายเป็นรัฐบาลผสมที่ต้องเล่นเกมกันตลอด

อย่างไรก็ตาม รู้สึกพอใจตื่นตัวลงคะแนนเลือกตั้งกันมากกว่าเก่า เพราะถูกสกัดด้วยรัฐประหารจึงเป็นการต่อสู้กันเป็นวัฏจักรอยู่แบบนี้

หากเข็ดหลาบจากรัฐบาลเลือกตั้ง เข้ามาอยู่แล้วทำอะไรไม่ได้ก็แค่เปลี่ยนพรรค เลือกพรรคใหม่ ไม่ใช่เรียกร้องให้ใครมายึดอำนาจ