ในวันที่สังคมไทยเต็มไปด้วยเสียงแตกแยกและการปะทะกันของคำพูด
“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กลับเลือกเส้นทางที่ไม่ได้วัดกันด้วยเวทีสภาหรือแถลงข่าว แต่เดินเข้าไปในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เผชิญหน้ากับบาดแผลที่แท้จริงของประเทศ เลือดและเหงื่อของทหารชายแดนที่ยังนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงคนไข้ เขาไม่ได้มาในฐานะหัวหน้าพรรคการเมือง ไม่ได้มาในฐานะอดีตผู้มีอำนาจ
หากแต่ก้าวเข้ามาในฐานะพี่ชายของทหารทุกคน คนที่รู้จักความหนาวเย็นยามค่ายนอนกลางป่า รู้จักเสียงปืนที่ไม่ได้มีในสภาฯ
และรู้ว่าความเจ็บปวดของร่างกายทหารหนึ่งนาย มันสะเทือนถึงเกียรติภูมิของกองทัพทั้งแผ่นดิน
ประโยคที่ว่า “น้องเจ็บ พี่ก็เจ็บด้วย” ไม่ใช่คำพูดที่หรูหรา แต่เป็นถ้อยคำที่เรียบตรงและหนักแน่นพอจะกลายเป็นหลักฐานทางใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับทหารนั้นเกินกว่าหน้าที่ราชการ
มันคือสายใยของคนที่เคยยืนหลังชนกันในสนามรบ
สิ่งนี้เองที่ทำให้ภาพลุงป้อมจับมือทหารบาดเจ็บ ไม่ใช่ภาพการเมือง แต่เป็นภาพของสายเลือดร่วมแผ่นดิน ทุกหยดเลือดไม่ใช่เพียงของคนในเครื่องแบบ
แต่เป็นของคนไทยทั้งชาติที่ยังได้ยืนอยู่ภายใต้ธงไตรรงค์
ในห้วงเวลาที่นักการเมืองบางคนใช้เวทีสาธารณะเพื่อชิงคะแนน เสียงของลุงป้อมกลับยืนยันว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องหัวใจ” และนั่นคือคำประกาศที่ทำให้เขาต่างจากคนอื่น เพราะแทนที่จะตีความการเสียสละเป็นเพียงสถิติ
เขากลับทำให้มันเป็นคำมั่นว่าไม่มีทหารคนไหนถูกลืม ความหมายเช่นนี้จึงสะท้อนว่าอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง
แต่อยู่ที่การเลือกจะเดินเข้าไปยืนข้างคนที่เจ็บแทนเรา
การไปเยี่ยมทหารบาดเจ็บในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการมอบกระเช้าหรือเงินช่วยเหลือ
แต่คือการยืนยันถึงคำสัญญาที่ผู้นำพึงมีต่อชาติและทหาร
การเมืองอาจพลิกไปมา แต่ความผูกพันระหว่างเลือดเนื้อและแผ่นดินนั้นมั่นคง และในวันที่ความเชื่อมั่นสั่นคลอน ลุงป้อมได้เลือกจะทำให้เราเห็นว่าการนำประเทศ ไม่ได้เริ่มที่เวทีสภา
หากเริ่มที่เตียงของทหารที่กำลังสละเลือดเพื่อรักษาอธิปไตยของคนทั้งชาติ
#ลุงป้อมพี่ทหาร #น้องเจ็บพี่ก็เจ็บ #หัวใจเพื่อชาติ #เลือดทุกหยดคือเกียรติ #ประวิตรวงษ์สุวรรณ #ลุงป้อม #พรรรคพลังประชารัฐ #ThePower

