ฉากทัศน์ ‘รบ.เพื่อไทย’ หลัง ‘คดีคลิปเสียง’ ฮุนเซน

29.08.25 | 09:05 น.

คดีคลิปเสียง – หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการมองฉากทัศน์รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 กรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา

วันวิชิต บุญโปร่ง
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ฉากทัศน์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องยอมรับว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อยู่ในสถานะที่แปรปรวนพอสมควร ทุกคนก็พยายามที่จะทำให้ทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติและนิ่งที่สุดในกรณีที่ น.ส.แพทองธารไม่ได้ไปต่อ แน่นอนว่าอาจจะต้องปรับกระบวนทัพให้ไวขึ้น ต้องมีการแต่งตั้ง หรือหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเหลือ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ปิดเกมให้เร็วที่สุด

หากมัวแต่เงื้อง่าราคาแพง อำนาจต่อรองจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล จะมีอำนาจการต่อรองสูงมาก ในขณะเดียวกันอาจจะมีการจัดตั้งรัฐบาลแข่ง เพราะเสียงที่มีเกินกึ่งหนึ่งไม่มาก หรือเสียงปริ่มน้ำ ดังนั้น น.ส.แพทองธาร หากสมมุติว่าไม่ได้ไปต่อ ก็จะมีผลต่อสถานะทางเสถียรภาพทางรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยอย่างมาก อีกทั้งส่งผลต่อขวัญและกำลังใจ

ในทางตรงกันข้าม หาก น.ส.แพทองธารได้ไปต่อ การทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีก็เดินหน้าต่อไป แต่ก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและศรัทธา โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และความเชื่อมั่นในทางการเมือง ณ ขณะนี้ น.ส.แพทองธารเปรียบเสมือนคนตายทั้งเป็น

Advertisement

บนพื้นที่ความไว้วางใจของสาธารณชนตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา มันไม่ได้ส่งผลไปในทาง “บวก” เมื่อผลโพลสำรวจจากสำนักต่างๆ ออกมาคะแนนความนิยมของ น.ส.แพทองธาร หรือพรรคเพื่อไทย ตกต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งน้อยกว่าแคนดิเดตคนอื่นๆ

หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่เคยอยู่ในสายตาการสำรวจเลยอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มีคะแนนความนิยมสูงกว่า น.ส.แพทองธาร และพรรคเพื่อไทยได้ สิ่งเช่นนี้เป็นการสะท้อนถึงสถานการณ์ที่ไม่ปกติแล้วสำหรับพรรคเพื่อไทย อีกทั้งการได้ไปต่อ ก็ยังส่งผลถึงแรงกระตุ้นของกลุ่มคนที่ไม่พอใจ กลุ่มคนคิดต่าง จะมารวมตัวชุมนุม อาจจะกลายเป็นม็อบรอบใหม่ เงื่อนไขการกลับมาในครั้งนี้ไม่มั่นใจว่าจะเป็นการเริ่มต้นการชุมนุมกันไปต่อยาวๆ หรือไม่ บรรยากาศไม่สู้ดีในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

ก่อนจะถึงวันที่ 29 สิงหาคม ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย ทางรัฐบาลพรรคเพื่อไทยพยายามจะทิ้งทวนหรือการคาดการณ์ไม่ได้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี การบรรจุญัตติต่างๆ โดยเฉพาะคำสั่งการแต่งตั้ง
โยกย้ายข้าราชการ ไม่สามารถคาดการณ์หรือประเมินได้ว่า ทิศทางหรืออนาคตของ น.ส.แพทองธาร จะเป็นอย่างไรต่อไป ดังนั้นทิ้งทวนการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้าย มันจึงมีนัยที่รีบเร่งออกมาเป็นพิเศษ

การได้ไปต่อหรือถอดถอนของ น.ส.แพทองธาร สิ่งไหนจะหนักกว่ากันนั้น การไปต่อคือสิ่งที่หนักกว่า เพราะวิกฤตศรัทธา และประชาชนก็เชื่อว่า วิกฤตปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้หาก น.ส.แพทองธารและรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยังอยู่ “กุมบังเหียน” ความเชื่อมั่นต่างๆ มันไม่เกิดขึ้น เป็นหลักฐานประจักษ์พยานว่า ตั้งแต่เกิดการปะทะ การสู้รบ ระหว่างกองทัพไทย-กัมพูชา ยังไม่เห็นคณะรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยไปเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บจากปัญหาชายแดน เพียงแค่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าที่อยู่ใกล้ๆ ในกรุงเทพฯ ก็ไม่มี มีในช่วงที่ น.ส.แพทองธารปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ไปเยี่ยมทหารที่เหยียบกับระเบิดที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ มณฑลทหารที่ 22 อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นานมาแล้ว ไม่มีภาพตรงนั้นอีกเลย

เป็นสิ่งที่ขยายความได้ว่า ที่รัฐบาลฝ่ายการเมืองจะอ้างว่า กองทัพเป็นเนื้อเดียวกับฝ่ายการเมือง นั้นไม่น่าจะเป็นความจริงสักเท่าไหร่ ในสายตาที่ประชาชนจับตามองมาตลอด

ยิ่งไปกว่านั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแท้ๆ ก็ยังไม่แสดงให้เห็นว่าเป็นเนื้อเดียว หรือในฐานะอดีตผู้บังคับบัญชาที่ไปเยี่ยมทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ ที่มารักษาตัวที่กรุงเทพฯ สิ่งนี้ก็เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า สังคมเคลือบแคลงไม่ไว้วางใจ หรือไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเสร็จสมบูรณ์ได้

ภาพในสภาแน่นอนว่า ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย จะมองเป็นคู่ความขัดแย้งใหม่ การเอาคืน ประกอบกับปัจจัยนอกสภา กลุ่มผู้ชุมนุม ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ น.ส.แพทองธารและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง เป็นโจทย์ที่ว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยเจอโจทย์ทั้งในสภาและนอกสภา ดังนั้น ประชาชนก็จะมองว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะไปต่อได้อีกกี่ระยะ

ในช่องทางที่ น.ส.แพทองธารและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอยู่รอดจนครบเทอม “ไม่มีทางเลย” ในแง่ของกลไกและวิธีการต้องตามใจข้าราชการ ตามใจพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อซื้อเวลา ซื้ออำนาจ ก็ต้องอยู่แบบนี้ แต่ตนเองจะไม่มีผลผลิตหรือในเชิงนโยบายคลอดเป็นผลงานออกไปประจักษ์สู่สายตาประชาชน ซึ่งมันจะยากในขั้นต่อไปที่ว่า จะมีอะไรมาชูความสำเร็จในการแก้ปัญหาในช่วงที่ผ่านมา

 

พรอัมรินทร์ พรหมเกิด
อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ฐานผิดจริยธรรมร้ายแรง ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ มีแนวโน้มสูงที่จะไม่รอดจากความผิด เพราะคำว่าจริยธรรมมีความหมายที่กว้าง ตีความได้หลายอย่าง จริยธรรมเป็นการพูดถึงพฤติกรรม การกระทำของคนว่าสมควรหรือไม่สมควรในสถานการณ์หนึ่ง กรณีของ น.ส.แพทองธาร แตกต่างจากคดีของนายทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ในฐานความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท ตามมาตรา 112 ต้องมีหลักฐานชัดเจนจึงจะมีความผิด

หากหลักฐานไม่ชัดเจนศาลจะยกฟ้อง แต่กรณีของ น.ส.แพทองธาร ต่างกัน อย่างน้อย 2 ประเด็นที่คำพูดของ น.ส.แพทองธารพูดกับฮุน เซน ในคลิปที่ถูกปล่อยออกมา มีความล่อแหลมที่จะเป็นการละเมิดจริยธรรมร้ายแรง ประเด็นที่ 1 น.ส.แพทองธารพูดทำนองว่า ตอนนี้คะแนนนิยมของตนเองตกต่ำมาก และถูกคนไทยมองว่าเป็นรัฐบาลที่เข้าข้างฝ่ายกัมพูชา การพูดทำนองนี้เป็นการชี้ให้เห็นการมองผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง ไม่ได้มองผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง เป็นการพูดขอความเห็นใจจากฮุน เซน ไม่ใช่เรื่องเทคนิคการเจรจาต่อรอง

ประการที่ 2 คือ การที่ น.ส.แพทองธารพูดถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าไม่ใช่ฝ่ายเรา เรื่องนี้มองว่าแก้ตัวได้ยาก ซึ่งคำพูดนี้ไม่ใช่การเจรจาต่อรองเช่นกัน เพราะการเจรจาต่อรองต้องพูดในสถานะที่เท่าเทียมกันกับคู่เจรจา เป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสมในฐานะผู้นำประเทศ

ถ้า น.ส.แพทองธารไม่รอดในครั้งนี้ เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว ด้วยการดัน
นายชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นมารับช่วงต่อ แต่จะสร้างความลำบากใจให้กับพรรคเพื่อไทยพอสมควร เพราะอำนาจในการต่อรองของพรรคเพื่อไทยจะต่ำลง ต้องขอความร่วมมือจากพรรคร่วมต่างๆ

ตอนนี้พรรคร่วมมีโอกาสขี่คอได้สูง และคิดว่าตัวพรรคร่วมเองก็ยังต้องการเป็นรัฐบาล เพราะถ้าร่วมในแนวอนุรักษนิยมก็ไม่มีทางไป เนื่องจากพรรคร่วมบางพรรครู้ว่าคะแนนนิยมของพรรคตนเองมาถึงจุดต่ำแล้วเหมือนกัน จึงต้องร่วมมือกันไว้ ขณะที่นายทุนเคยสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาล เริ่มถอยห่างเพราะมองว่า พรรคร่วมรัฐบาลคงไปต่อไม่ไหวแล้ว ดังนั้นในภาพรวมพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังคงจับมือกันอยู่ แต่อำนาจต่อรองจะลดลง

แต่หากวันที่ 29 สิงหาคมนี้ น.ส.แพทองธารรอดจากคำตัดสิน แต่คะแนนนิยมก็ไม่มีโอกาสกลับคืนมาได้ มันเหมือนรถยางแตกที่ไปต่อได้ยาก เพราะหมดความชอบธรรมทางการเมืองแล้ว แม้จะพยายามยื้อแต่มองว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของตระกูลชินวัตรที่จะดิ้นให้สุด

หากรอด ก็จะมีกลุ่มคนที่ไม่พอใจผลงานของรัฐบาลโดยเฉพาะวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา คะแนนนิยมไปอยู่ที่กองทัพ ในอนาคตจะเกิดแรงต้าน และคดีต่างๆ ตามมามากมาย เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบเทอม การฟื้นความศรัทธาของ น.ส.แพทองธารและพรรคเพื่อไทย เป็นเรื่องยากแล้วในตอนนี้ จะเห็นว่านับตั้งแต่ที่เรามีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ยุคของ น.ส.แพทองธาร เป็นยุคที่ตกต่ำมากที่สุดแล้ว

ตอนเกิดประเด็นคลิปเสียงในช่วงแรกๆ ถ้า น.ส.แพทองธารรับผิดชอบด้วยการลาออก สังคมจะให้อภัย แต่ตอนนี้เลือกที่จะลุยไฟ จึงมีแต่เสียกับเสีย หากยุบสภาก็ยากหวนคืนกลับมาได้ จึงเลือกที่จะเสี่ยง สิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องนำมาใช้เพื่อให้รัฐบาลนี้อยู่ได้นาน ยื้ออำนาจไว้ให้ได้นานเพื่อหาโอกาสฟื้นตัว คือ การประเคนนโยบายประชานิยมแบบเต็มที่ไปยังคนรากหญ้า ในรูปแบบลดแลกแจกแถม แผนการตลาดจะถูกนำมาใช้กับแผนทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง เพื่อกอบกู้คะแนนคืนมา

เพราะตอนนี้คะแนนนิยมจากชนชั้นกลางลดลงไปมาก ซึ่งนโยบายประชานิยมเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยเชี่ยวชาญ แต่การนำงบประมาณมาใช้จ่ายเพื่อทำประชานิยม ก็จะมีวินัยการเงินการคลังเข้ามาตรวจสอบ กำกับ การใช้จ่ายเงินงบประมาณ หากนำเงินมาใช้จ่ายผิดประเภทก็จะถูกดำเนินคดีอีก งานนี้จึงไปต่อค่อนข้างลำบาก