เปิดมุมมอง ‘แก้รธน.’ ประชามติ 3 ครั้ง-ปิดทางเลือกตั้ง สสร.

12.09.25 | 11:30 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ กรณีศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่ารัฐสภามีอำนาจริเริ่มแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ระบุว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ดังนั้นจะมีแนวทางให้มีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยประชาชนหรือมีกลไกอื่นๆ เชื่อมโยงกับประชาชนได้อย่างไร

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มี 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.เป็นคำวินิจฉัยตอบประเด็นซักถามว่า รัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ และ 2.ตอบข้อซักถามจำนวนครั้งการทำประชามติ ส่วนที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญได้ตอบคำอธิบายว่ารัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ ต้องไปถามประชามติจากประชาชนก่อน แต่ไม่สามารถให้ประชาชนเลือกตัวแทนเข้ามาแก้ไขได้โดยตรง ปัจจุบัน มาตรา 256 ในรัฐธรรมนูญ 2560 ยังไม่ได้บัญญัติเรื่อง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. แต่กลไกในมาตรา 256 ได้บัญญัติไว้ให้ ส.ส.และ ส.ว.ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ยังไม่สามารถแก้ไข ทำให้เกิดการเลือกบุคคลเข้ามาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงจากประชาชนได้

ถามว่าปิดทางมี ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่ เพียงแต่ขั้นตอนเกี่ยวพันกับการตอบของศาลรัฐธรรมนูญ หรือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่ 2 เพราะส่วนที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าให้ทำประชามติ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ให้ถามประชาชนว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ครั้งที่ 2 ถามว่าจะใช้วิธีแก้ไขอย่างไร สาระสำคัญการแก้ไขเป็นอย่างไร และครั้งที่ 3 ถามประชาชนว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

ถ้าหากจะให้มี ส.ส.ร.ยังสามารถทำได้อยู่ โดยทำประชามติ 3 ครั้ง การทำครั้งที่ 2 ให้ถามประชาชนว่าจะใช้วิธีแก้ไขอย่างไร จะแก้โดยมี ส.ส.ร.หรือไม่ ใช้กลไกในการถามประชามติ 3 ครั้ง เพื่อแก้มาตรา 256 ก่อน

Advertisement

สอดคล้องความเห็นหรือข้อสรุปของคณะกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2566 ตนอยู่ในคณะนี้ มีความเห็นให้ทำประชามติ 3 ครั้ง กำหนดการถามประชาชน 3 ครั้งดังกล่าว

หากเป็นเรื่องการใช้ประชามติ 3 ครั้ง สามารถดำเนินการให้มี ส.ส.ร.เลือกตั้งมาจากประชาชนได้ ตนไม่ได้ปิดทาง เพียงแต่ขั้นตอนยุ่งยากมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อภาคประชาชนมองว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจมาจากการไม่ชอบธรรม จำกัดอยู่บางกลุ่ม หรือการเมืองบางฝ่าย ย่อมทำให้ร่างดังกล่าวขาดความชอบธรรมและการยอมรับนั้น ส่วนตัวมองว่าต้องดูให้ละเอียดรอบคอบ ไม่ได้เป็นการปิดทางไม่ให้มี ส.ส.ร.จากการเลือกตั้ง เพียงแต่ต้องมีขั้นตอนแก้ในมาตรา 256 เพื่อปลดล็อกก่อน เพราะถ้ายังไม่ปลดล็อก จะไปเข้าประเด็นแรกศาลรัฐธรรมนูญตอบคือยังไม่สามารถทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เพราะมาตรา 256 ยังไม่มีเรื่องเช่นนี้

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ทำรวมกันได้ ทำให้เกิดการย่นระยะเวลาพอควร แต่ต้องระวังการทำประชามติ เรามักได้ยินว่าวันนี้ประชามติเป็น 2 รอบ คือเขาไปรวมเอาเองครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 ส่วนครั้งที่ 3 เป็นอีกรอบหนึ่ง ไม่ควรใช้คำเช่นนั้น เพราะท้ายสุดจะสับสน เพราะศาลรัฐธรรมนูญบอกทำ 3 ครั้ง 3 ครั้งก็คือ 3 ครั้ง

แต่ประเด็นคือถ้าเราไปบอกว่า ครั้งที่ 1 คือทำรวมครั้งที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญก็เขียนว่าทำได้ ต้องพิจารณาว่า ท้ายสุดแล้วต้องเป็นประชามติไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่น บัตรออกเสียงประชามติต้องแยกกันหรือไม่ ระหว่างครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 แม้จะทำรวมกัน การนับคะแนนต้องแยกกันหรือไม่ คำถามต้องแยกกันหรือไม่

สิ่งนี้คือประเด็นต้องระวังเชิงเทคนิคในภาคปฏิบัติ จะไม่ทำให้ประชามติรวมครั้งที่ 1 และ 2 เกิดปัญหาขึ้นมา วันนี้เราไม่ควรใช้คำว่าประชามติ 2 รอบ จะสร้างความสับสน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกประชามติ 3 ครั้ง ก็คือ 3 ครั้ง เพื่อไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

กลไกผ่าทางตันวันนี้ ถ้าไปเทียบกับเอ็มโอเอ 4 เดือน ข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ใน 4 เดือน ถ้าได้ประชามติครั้งที่ 1 + 2 เกิดขึ้นได้ในภาคปฏิบัติแล้ว ส่วนการได้ร่างรัฐธรรมนูญไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วใน 4 เดือน แต่ถ้าเราเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ แล้ว 4 เดือนยุบสภา ร่างก็ตกไปอยู่ดี ต้องรอสภาชุดหน้า

ตนมองว่าทำประชามติครั้งที่ 1 + 2 ให้สำเร็จก่อน จะเป็นประตูบานแรก ผลประชามติเก็บไว้ได้ แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรจะถูกยุบ แต่ถ้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาถูกยุบก็ตกไปเลย จะเสียมากกว่า

ผลเสียในอนาคต หาก 4 เดือนเป็นไปไม่ได้ คำถามนี้จะกลับมาสู่พรรคประชาชนว่า
เอ็มโอเอ เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนทราบดีอยู่แล้วหรือไม่ว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หรือเรื่องของการตีเช็คเปล่า ให้ภูมิใจไทยไปจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนต้องตอบให้เคลียร์ ส่วนภูมิใจไทยมีจุดยืนมานานแล้วว่าไม่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่มีข้อวินิจฉัยสำคัญว่า รัฐสภาไม่อาจจัดให้ประชาชนลงคะแนนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ทำให้บรรยากาศการเมืองจากความหวัง ส.ส.ร. เลือกตั้งโดยตรงต้องสะดุด ทำให้คำถามว่าคำวินิจฉัยนี้เป็นการปิดตายช่องทางเลือก ส.ส.ร. หรือยังเปิดพื้นที่ให้มีกลไกเชื่อมประชาชนอยู่บ้าง จะมีผลผูกพันต่ออนาคตอย่างไรในสังคมไทย

ต้องตั้งหลักข้อเท็จจริงก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่ต้องผ่านกระบวนการประชามติ ศาลกำหนดให้ลงประชามติ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1-2 อาจจัดพร้อมกันได้ ระบุข้อจำกัดโดยปิดประตูบานใหญ่คือการให้ประชาชนเลือกคนร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงทำไม่ได้ เป็นประเด็นสังคมวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวางทันที

ศาลรัฐธรรมนูญตีความบทบัญญัติอำนาจอธิปไตยและอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญตามบัญญัติว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด ไม่ได้หมายความว่าทุกกระบวนการต้องเป็นการเลือกตั้งโดยตรงเสมอไป ศาลรัฐธรรมนูญอาจเห็นว่าการเปิดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง อาจเป็นการให้สิทธิหรือย้ายสิทธิการก่อรูปรัฐธรรมนูญ เป็นการเกินขอบเขตอำนาจกฎหมายมอบให้รัฐสภาเป็นการเฉพาะ อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้บังคับ จึงกำหนดข้อจำกัดเชิงกระบวนการในคำวินิจฉัย

ดังนั้น คำวินิจฉัยไม่ได้ห้ามการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กำหนดกรอบทางกฎหมาย (legal boundary) รัฐสภาต้องเคารพ หากรัฐสภาเลือกจัดกระบวนการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง อาจถูกศาลทบทวนหรือตีความว่าขัด ข้อจำกัดที่กำหนดไว้ ดูเสมือนว่าเป็นคำวินิจฉัยไม่ค่อยไว้วางใจประชาชน

แต่เมื่อถามว่านี่เป็นการปิดตายช่องทางเลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยประชาชนหรือไม่ แน่นอนว่าไม่ใช่คำตอบแบบใช่หรือไม่ใช่ทั้งหมด แต่เป็นการตั้งข้อจำกัดเชิงกฎหมาย ทำให้การจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยตรงต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญ

หากคำวินิจฉัยของศาลถูกอ่าน ใช้ หรือตีความโดยฝ่ายปฏิบัติผ่านหลักนิติวิธี อันอาจได้แก่ รัฐสภา หรือคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นในความหมายเคร่งครัด ก็จะยากที่รัฐสภาจะจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ให้ประชาชนลงคะแนนเลือกรายบุคคลเพื่อเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แบบเต็มรูปแบบ เพราะอาจถูกศาลทบทวนหรือตีความว่าขัดกับข้อจำกัดที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้บรรทัดฐานไว้

อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยไม่ได้กล่าวอย่างเป็นสูตรสำเร็จทุกรูปแบบของการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะยังมีช่องทางแบบผสม (hybrid) รัฐสภาอาจออกแบบให้มีการเชื่อมประชาชนกับกระบวนการ โดยไม่ถือว่าเป็นการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง เช่น แต่งตั้งคณะร่างมาจากทั้ง ส.ส. ส.ว. ผู้แทนชุมชน ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ มีวิธีคัดสรรที่รัฐสภากำหนด แต่กระบวนการออกแบบเกณฑ์หรือการให้ประชาชนให้ความเห็นเชิงนโยบายผ่านประชามติ หรือการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (public consultation) ยังดำเนินการได้

อีกแนวทางคือ ใช้ตัวแทนได้รับเลือกจากระดับท้องถิ่น ไม่ใช่การเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเฉพาะราย เช่น ให้ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสมัชชาท้องถิ่น มาร่วมเป็นองค์ประกอบ
ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ วิธีผสมเลือกรวมแต่งตั้ง บางส่วนมาจากการเลือกตั้ง บางส่วนจากการแต่งตั้ง ขึ้นอยู่กับรายละเอียดกฎหมายและการออกแบบกระบวนการ ว่าจะสอดคล้องกับคำวินิจฉัยหรือไม่

ช่องทางแบบผสม หรือไฮบริด นี้ สะท้อนแนวคิดชัดเจนว่า แม้ศาลจะจำกัดการเลือกตั้งโดยตรง แต่ยังอนุญาตให้ประชาชนมีส่วนร่วมเชิงอ้อมและเชิงนโยบาย ทำให้การออกแบบกระบวนการต้องรอบคอบ คำนึงทั้งข้อจำกัดทางกฎหมาย และความคาดหวังของสังคมไทย

การมีส่วนร่วมแบบไฮบริด มีเกิดขึ้นหลายประเทศ เช่น ไอร์แลนด์ ใช้ประชามติสองขั้นตอน (citizens assembly + referendum) ก่อนนำร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การลงประชามติเต็มรูปแบบ โดยสมัชชาประชาชน (Citizens Assembly) เป็นตัวแทนของประชาชนสัดส่วนต่างๆ ร่วมอภิปรายข้อเสนอ ก่อนส่งต่อให้รัฐสภาและลงประชามติเต็มรูปแบบ

หรือในเยอรมนีใช้คณะกรรมาธิการสภาผสม (mixed parliamentary committee) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก กำหนดกรอบกฎหมายและหลักการสำคัญ ข้อเสนอจะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในรูปแบบสาธารณะหรือการประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือในไอซ์แลนด์ ปี 2008 จัดสภาร่างรัฐธรรมนูญมีตัวแทนประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมผ่านโซเชียลมีเดียและให้ความเห็นออนไลน์

โมเดลเหล่านี้สะท้อนการสร้างสมดุลระหว่างตัวแทนทางการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นไปได้ สามารถปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทไทย

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยครั้งนี้มีผลกระทบเชิงลึกทั้งด้านกฎหมายและการเมือง ในด้านกฎหมายจะกลายเป็นบรรทัดฐาน (precedent) สำหรับรัฐสภาหรือศาลในอนาคต การจำกัดความเป็นไปได้ของโมเดล ส.ส.ร.เลือกตั้งโดยตรงเต็มรูปแบบ เว้นแต่รัฐสภาจะปรับแก้รัฐธรรมนูญ หรือมีกระบวนการทางกฎหมาย หรือการเมืองอื่นเปลี่ยนกรอบ เป็นพิมพ์เขียวทางกฎหมาย (legal blueprint) ฝ่ายนิติบัญญัติและผู้ร่างกฎหมายต้องอ้างอิง

ด้านการเมือง การจำกัดการเลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยตรง อาจก่อให้เกิดความไม่พอใจในสังคม แต่ช่องทางไฮบริด หรือการมีส่วนร่วมทางอ้อม เช่น ประชามติ การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ หรือการให้สิทธิอนุมัติขั้นตอนหลัก ยังเปิดโอกาสให้รัฐสภาใช้เจตจำนงทางการเมือง (political will) ออกแบบกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเชื่อมประชาชนโดยไม่ละเมิดกรอบศาล ถือเป็นรูระบายลดความอัดอั้นตันใจของประชาชนต่อความไม่พอใจได้บ้าง

วรรณภา ติระสังขะ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

หากน้อมรับและพิจารณาคำวินิจฉัยในประเด็นที่กำหนดให้มีการทำประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 จะเห็นถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของประชาชนอย่างมาก ตั้งแต่การต้องขอมติประชาชนว่าเห็นควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ต้องขอมติประชาชนต่อวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไปว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ดูคล้ายกับว่าเหตุผลนั้นมีความย้อนแย้งกันอยู่มิใช่น้อยต่อนัยในการให้ความสำคัญกับเสียงประชาชน จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้วางและกำหนดเงื่อนไขในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสียเองใช่หรือไม่

หากมองย้อนกลับไปถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้แล้ว เมื่อปี 2564 ในคำวินิจฉัยที่ 4/2564 จะพบข้อแตกต่างว่า ครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เพิ่มเติมเนื้อหากำหนดให้ทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งที่ 2 ระบุว่า ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร ไม่ปรากฏรายละเอียดดังกล่าวอยู่ในคำวินิจฉัยที่ 4/2564

ดังนั้น แม้ว่าคำวินิจฉัยล่าสุดจะระบุ ให้การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้ ทว่าการกำหนดเงื่อนไขให้ทำประชามติถึง 3 ครั้ง อาจทำให้เกิดข้อจำกัดและการทอดเวลาของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกไป เพราะตามหลักการแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ส่งมอบอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญจากประชาชนไปสู่รัฐสภาอยู่แล้ว เพื่อกำหนดกรอบกติกา กระบวนการ ในจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นอกจากนี้ยังมีคำถามอีกว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุผลใดในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว รายละเอียดตรงนี้คงต้องรออ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มประกอบ

เพื่อให้เกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ พรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงรัฐบาล จำเป็นต้องเร่งผลักดันให้
เปิดประชุมสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ในวาระที่ 1 ภายในเดือนกันยายน โดยไม่ต้องรอรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้สอดคล้องกับการหาเสียง หรือการให้คำมั่นกับประชาชนตั้งแต่รณรงค์การเลือกตั้ง หรือการตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ กระบวนการทำงานรัฐสภายังจำเป็นต้องควบคู่กับการขับเคลื่อนนอกสภาด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และให้เกิดเสียงของการผลักดัน ขับเคลื่อนด้วยเช่นเดียวกันภายใต้กรอบเวลาจำกัด

สิ่งสำคัญของการออกเสียงประชามติ รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผลคือการได้มีพื้นที่สาธารณะของการถกเถียงกันในประเด็นโครงสร้างของสถาบันการเมือง ประเด็นผลประโยชน์สาธารณะ สิทธิเสรีภาพของประชาชน

ดังนั้น กระบวนการก่อนการลงประชามติ จึงมีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อน ไม่น้อยกว่าการได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะจะเป็นโอกาสในการสร้างให้ผู้คนได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของความเป็นกฎหมายสูงสุด ตลอดจนข้อผิดพลาด ปัญหาและบทเรียนที่เกิดขึ้นของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เกิดขึ้น โดยต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนตลอดกระบวนการ การสร้างดุลยภาพทางการเมืองของสถาบันทางการเมือง เพื่อให้เกิดฉันทมติทุกภาคส่วนในการออกแบบประเทศใหม่ร่วมกัน

กฤษณ์พชร โสมณวัตร
รองคณบดีด้านพัฒนาคุณภาพนักศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จริงๆ สภาร่างรัฐธรรมนูญเคยเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งโดยตรงในปี 2540 ฉะนั้นคำวินิจฉัยของศาล รธน.ที่มีขึ้นก็เป็นข้อยุติ ทำให้เห็นว่าตอนนี้รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกใช้อย่างถาวร มีความพยายามให้แก้ไขยากที่สุดโดยกลไกของตัวรัฐธรรมนูญเอง

ถามว่าจะเลือกตั้งโดยตรงได้หรือไม่ ก็คงไม่ได้แล้ว ยกเว้นจะยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญไปก่อน

เมื่อถามว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป นอกจากศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่าห้ามก็ยังไม่บอกว่าจะต้องทำอย่างไร ดังนั้นสิ่งที่อาจทำได้คือ ทำประชามติก่อน เมื่อจะร่างรัฐธรรมนูญก็ตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญอีกรอบ องค์กรดังกล่าวขอให้ไม่เลือกตั้งโดยตรงมาก็พอ อาจสรรหาหรือเสนอชื่อมา แต่หลักการสำคัญคือรัฐธรรมนูญต้องยึดโยงกับประชาชน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ส่งผลต่อการตีความในอนาคตแน่นอน เพราะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าตราบเท่าที่ศาลรัฐธรรมนูญยังอยู่ และไม่มีการกลับคำวินิจฉัย ส.ส.ร.จะต้องไม่มาจากการเลือกตั้ง วิธีการหนึ่งสามารถทำได้คือ ร้องเข้าไปที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งในประเด็นเดิม เพื่อให้ทบทวนใหม่ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น กรณีนี้เป็นไปได้แค่ทางทฤษฎีเท่านั้น