ส่องเกมแก้รธน. รับร่าง‘ปชน.-ภท.’-ตีตก‘พท.’

18.10.25 | 12:26 น.

ส่องเกมแก้รธน.
รับร่าง‘ปชน.-ภท.’-ตีตก‘พท.’

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีที่ประชุมรัฐสภามีการอภิปรายก่อนลงมติร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระแรก ทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ในวาระที่ 1 ผลปรากฏว่า ที่ประชุมรับหลักการร่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ส่วนร่างของพรรคเพื่อไทย พบว่ามีเสียง ส.ว.ร่วมรับหลักการไม่ถึง 1 ใน 3 หรือ 66 เสียง ทำให้ร่างพรรคเพื่อไทยไม่ผ่านความเห็นชอบ

ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

จากการโหวตในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระแรกแม้ว่าจะมี 3 ร่างหลัก คือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ผลโหวตก็ชัดเจนแล้วว่าร่างของพรรคเพื่อไทยตกออกไป จะเหลือแค่ร่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าร่างไหนจะเป็นร่างหลักก็จะสามารถเข้าไปเพื่อแก้ไขในวาระ 2 โดยนำจุดเด่นของทั้ง 2 ร่างมารวมกัน

อย่างร่างของพรรคประชาชนจะมีประเด็นของการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่า แต่ร่างหลักของพรรคภูมิใจไทยอาจจะเอาเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน การเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทางอ้อมของพรรคประชาชนนำมาใช้ในร่างของตัวเองก็ได้

Advertisement

แต่ประเด็นหลัก เราต้องมองหลังจากการโหวตมีอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ 1 ทำไมผลร่างของพรรคเพื่อไทยจึงตกลงไปเป็นร่างแรก ถ้าดูร่างของพรรคเพื่อไทย ระยะเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญของ ส.ส.ร.นับตั้งแต่วันประชุมวันแรกสั้นที่สุด คือ 180 วัน หมายความว่าเราจะมีโอกาสได้รัฐธรรมนูญเร็วที่สุด ถ้าใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยจะแตกต่างจากร่างของพรรคประชาชนและร่างของพรรคภูมิใจไทย ที่ใช้ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า เพราะฉะนั้น ร่างของพรรคเพื่อไทยตกไปเป็นอันดับแรกสะท้อนให้เห็นว่า ทิศทางการโหวตของวุฒิสภาที่โหวตให้ร่างของพรรคเพื่อไทยตกคงเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องใช้เวลานาน ไม่ว่าจะเป็น 270 วัน หรือ 360 วัน ตามระยะเวลาของพรรคประชาชนและของพรรคภูมิใจไทย

เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย การร่างรัฐธรรมนูญจริงๆ ไม่จำเป็นจะต้องใช้เวลานานเลย เพราะว่าเราได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 มาแล้ว และมีงานวิจัย มีงานศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญเต็มไปหมดเลย เราไม่จำเป็นจะต้องไปศึกษาใหม่ แต่สามารถหยิบองค์ความรู้ หยิบงานวิจัย หยิบผลการศึกษากรรมาธิการชุดต่างๆ มาใช้ในการแก้รัฐธรรมนูญได้เลย เพราะฉะนั้น น่าเสียดายที่ร่างของพรรคเพื่อไทยตกออกไป ทำให้ระยะเวลาการแก้รัฐธรรมนูญจะยิ่งยาวนานยิ่งขึ้น

เรื่องที่ 2 คือการมีส่วนร่วมของประชาชน เราก็พบว่าร่างที่เขาเรียกว่าอยู่ตรงกลางของทั้ง 3 ร่างนี้ เวลาพูดถึงที่มาของ ส.ส.ร.ประชาชนจะมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน ร่างของพรรคประชาชนให้ประชาชนเลือกทางอ้อมผ่านการตั้งทีมมาเลือก คล้ายๆ กับบัญชีรายชื่อ แล้วก็ให้เลือกทั้งตัว ส.ส.ร.และก็ตัวสภาที่ปรึกษา โดยให้สภาที่ปรึกษามาจากการเลือกโดยตรง แม้ว่าร่างของพรรคประชาชนจะให้คนมีส่วนร่วมมากที่สุด แต่ก็เป็นร่างที่มีความเสี่ยงมากที่สุดว่าอาจจะมีคนร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วางหลักไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า คนที่อยู่ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนได้ ก็จะมีความเสี่ยงสูง

ขณะที่ของพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอีกด้านหนึ่งเลย คือให้ตัวแทนจังหวัดละคนเหมือน ส.ว. ก็จะกลายเป็นว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมอะไรเลย ปัญหาคือทั้ง 2 ร่างนี้ดันเป็นเรื่องที่ผ่าน แต่ร่างที่อยู่ตรงกลางคือร่างของพรรคเพื่อไทย ที่พยายามบอกว่า ถ้าต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชนสามารถมามีส่วนร่วมทางอ้อมได้ และให้มีคณะกรรมาธิการชุด 1 อยู่ใน ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกทางอ้อม แล้วคัดเลือกโดยสภาอีกครั้งหนึ่ง ร่างของพรรคเพื่อไทยพยายามประนีประนอม คือปิดช่องว่างคำวินิจฉัยว่าจะโดนขัดต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ และก็พยายามเปิดให้อย่างน้อยที่สุดประชาชนมีส่วนเลือกทางอ้อมได้ว่าจะมีบุคคลเข้าไปมีส่วนประมาณ 300 คนแล้ว สภาคัดเลือกให้เหลือ 100 คน ประมาณนี้

ทำให้เห็นว่าร่างที่อยู่ตรงกลางเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีความเสี่ยงน้อยในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อคำวินิจฉัยหรือเปล่า กลายเป็นร่างที่ตกไป เหลือแต่ร่างของพรรคประชาชนและพรรค
ภูมิใจไทย ถ้าเราเห็นแบบนี้ก็ชัดว่าร่างที่จะใช้จริงๆ คือร่างของพรรคภูมิใจไทย เพราะของพรรคประชาชนโอกาสที่จะเอามาเป็นร่างหลักจัดให้มีการแก้ไขลำบาก เสี่ยงต่อการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ถ้ามีคนร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการลงประชามติรัฐธรรมนูญ จะไม่ตรงกับเงื่อนเวลาในการเลือกตั้ง ถ้าจะมีการยุบสภาภายใน 4 เดือน ไทม์ไลน์ก็ไม่สอดคล้องกัน เท่านี้ก็เป็นปัญหาแล้ว

กลายเป็นว่า แม้ว่า 2 ร่างผ่าน แต่ร่างของพรรคประชาชนเสี่ยงสูงเกิน ฝ่ายการเมืองที่ถือครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันคือฝ่ายสีน้ำเงิน ทั้งพรรคภูมิใจไทยและ ส.ว.ก็คงไม่เลือกร่างของพรรคประชาชนอยู่แล้ว

ปัญหาข้อที่ 3 คือ จากการอภิปราย ถ้าเราดูเนื้อหาเราจะเห็นเจตนาที่ค่อนข้างชัดเจนเลยของกลุ่ม ส.ว. ถ้าเราดูบทบาทของการอภิปรายร่างแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ส.ส.แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายอภิปรายได้ดี แม้ว่าจะมาจากพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย หรือพรรคภูมิใจไทย แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์อย่างคุณจุรินทร์
ลักษณวิศิษฏ์ ยังอภิปรายเรื่องแก้รัฐธรรมนูญได้ดี กลับกลายเป็นว่ากลุ่มคนที่มีค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วต้องการเบี่ยงเบนปัญหาเป็นเรื่องอื่น หรือแม้กระทั่งมีการตีรวม หรือใช้คำค่อนข้างรุนแรงว่าเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เรียกว่าทำให้การปกครองเปลี่ยนแปลงไป อะไรประมาณนี้

ตรงนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าในเชิง agenda ส.ว.ก็จะให้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก และในการโหวตครั้งสุดท้ายถ้ามีลักษณะทิศทางอื่น ส.ว.ก็จะสามารถไปล้มการแก้รัฐธรรมนูญในการโหวตวาระ 3 ก็ได้ ถ้า ส.ว.โหวตได้ไม่ถึง 66 คน คือความอันตรายที่เราเห็นจากการอภิปรายว่า กลุ่มสภาสูงของประเทศเไม่ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กำหนดเรื่อง ส.ว.ไว้นิดเดียว แล้วคนไปขยายความเรื่อง ส.ว.กลุ่มอาชีพในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. เพราะฉะนั้นการดำรงอยู่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือได้ ส.ว.แบบนี้มา ก็คงไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญที่ทำให้เขามีอำนาจจริงไหม

แม้ว่าเราดูเหมือนจะเริ่มนับหนึ่งในการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นการนับหนึ่งที่ไม่เห็นความหวังมากนัก ไม่ต้องมองไปไกลขนาดว่า ส.ส.ร.จะมาจากไหน จะทำประชามติในรูปแบบใด ตั้งคำถามแบบไหน ประชามติที่บอกว่าครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ทำพร้อมกัน ตามบัญญัติรัฐธรรมนูญจะตั้งคำถามอย่างไร ผมกังวลว่าจะไม่มีวันนั้น จากการฟังอภิปรายทำให้เกิดความกังวลว่า ส.ว.จะล้มการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ในวาระที่ 3 เลย ผลก็คืออะไร ไม่สามารถมีรัฐธรรมนูญที่ยกร่างใหม่ทั้งฉบับได้ แย่กว่านั้นคือ ถ้าไม่สามารถยกร่างทั้งฉบับได้ นักการเมืองจะไปพลิกลิ้นแก้รายมาตราแทน การแก้ไขก็หนีไม่พ้นไปแก้รายมาตราที่ไปส่งผลต่อชีวิตนักการเมืองเท่านั้น เช่น มาตรา 160 ที่เกี่ยวกับเรื่องซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรม ว่ามาตราตรงนี้มีปัญหาทำให้มีการเปลี่ยนนายกฯไป 2 คน เพราะฉะนั้นแก้ไม่ต้องมีเรื่องจริยธรรม ไม่ต้องซื่อสัตย์ก็ได้ หรือไปแก้เรื่องระบบเลือกตั้ง ผมว่าพรรคการเมืองหนึ่งอาจจะไม่ได้เปรียบในเรื่องของเชิงบัญชีรายชื่อ งั้นแก้ให้มี ส.ส.เขตมากขึ้น ก็สามารถทำได้ กลายเป็นว่าไปแก้รายมาตราแทน ไม่ได้พูดถึงสิทธิเสรีภาพ สวัสดิการ หรือทิศทางทางการเมือง หรือการตรวจสอบถ่วงดุล ที่เราต้องการจากระบบการเมือง ต้องร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะฉะนั้น ถ้าสิ่งสุดท้ายจริงๆ แล้วธรรมนูญเกิดขึ้นเพราะ ส.ว. และนักการเมืองไปแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยกับประชาชนคนธรรมดา

ตรงนี้นี่แหละที่คนบอกว่าทำไมมัวแต่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่แก้ปากท้อง เพราะการแก้รายมาตรา การแก้รัฐธรรมนูญให้กระทบต่อปากท้องของประชาชนต้องแก้ไขทั้งฉบับ อันนี้คือความน่ากังวลที่เกิดขึ้น คงคาดหวังว่าในอนาคต ทางฝั่ง ส.ว.จะปฏิบัติตาม MOA ของพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ต้องยอมรับตรงๆ ว่า ประชาชนไปโหวตให้พรรคภูมิใจไทย เขาต้องการเสียงของ ส.ว. ไม่ต้องการอะไรจากพรรคภูมิใจไทยหรอก พรรคประชาชนก็ต้องการเสียงของ ส.ว.ให้เปิดประตู ให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญให้ผ่านวาระ 3 ไปให้ได้

ผมว่าถ้ามองแบบโลกสวยก็คิดว่า ส.ว.จะร่วมรักษาตรงนั้น แต่ก็อย่างว่า MOA ส.ว.ไม่ได้เป็นคนเซ็น คนเซ็นคือพรรคภูมิใจไทย เพราะฉะนั้น ส.ว.ก็ถือว่ามีเอกสิทธิ์ในการที่จะโหวตล้มในวาระ 3 ได้อยู่ ทำให้เราเห็นว่านี่คือตัวอย่างของประเทศที่มีปัญหาในเรื่องของระบบ ไม่ว่าเราจะได้นายกฯที่เก่งขนาดไหน หรือเป็นคนดีขนาดไหนมาก็ตาม ถ้าระบบของประเทศไม่ดี ก็คือตัวรัฐธรรมนูญ บางทีคนมีความสามารถก็อยู่ในตำแหน่งได้เพียงปีเดียว ก็จะต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นนายกฯคนอื่น พรรคที่เปลี่ยนมาได้นายกฯอาจจะไม่จำเป็นต้องมีเสียงข้างมากเลยก็ได้ นี่ก็คือรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ทำให้การเมืองไทยเป็นแบบนี้

ถ้าเราดูอภิปรายจาก ส.ว.ที่ใช้คำค่อนข้างรุนแรง ชัดเจนแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ อันนี้มองในแง่ที่วาระ 3 ผ่าน แต่ในส่วนตัวของผม ถ้าดูจากการอธิบายแบบนี้วาระ 3 คงไม่ผ่าน ประเทศไทยเราพอพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญก็ถูกเบี่ยงเบนความเห็นไปเยอะ ไม่ว่าเรื่องชายแดน ปัญหาเศรษฐกิจ จนคนหลงลืมไปแล้วว่าทั้งปัญหาชายแดนและเศรษฐกิจต้นทางมาจากรัฐธรรมนูญที่ทำให้เรามีปัญหาจนถึงทุกวันนี้ อย่าให้คนมองประเทศในลักษณะดังกล่าว ถ้าไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญปัญหาที่เราประสบพบเจอตลอด 2 ปีก็จะยังอยู่ แม้จะมีการเลือกตั้งในครั้งหน้า

ส่วนโอกาสพลิก เราคาดหวังว่าสิ่งที่พรรคประชาชนไปสร้าง Grand compromise กับสีน้ำเงิน จะมีการดำเนินการตามสัญญาจริงๆ ไม่งั้นก็จะเป็นการ compromise ที่ได้ไม่คุ้มเสียของพรรคประชาชน

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

บรรยากาศการโหวตแก้รัฐธรรมนูญหากประเมินภาพรวมจะเห็นว่ามีความพยายามชิงไหวชิงพริบกันทางการเมืองระหว่าง ส.ส.ในปีกของพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และ ส.ว.สีน้ำเงิน หากสังเกต ส.ว.จะมีลักษณะเปิดการอภิปรายในร่างของพรรคประชาชนค่อนข้างมาก แต่ลงมติไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย เท่ากับว่าเกมการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยเล่นกันหนักจริงๆ ต้องการโดดเดี่ยวพรรคเพื่อไทย และต้องการให้มวลชนของพรรคเพื่อไทยเกิดการทะเลาะกัน ระหว่างมวลชนของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน เมื่อร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยไม่ผ่าน ทำให้เห็นว่าเป็นเกมการเมือง แต่พรรคเพื่อไทยก็แก้เกมไว กลัวว่ามวลชนของพรรคเพื่อไทยจะขัดแย้งกันเอง จึงรีบชิงประกาศเลยว่า ถึงแม้ว่าร่างของพรรคเพื่อไทยไม่ผ่าน แต่พร้อมจะสนับสนุนร่างของพรรคประชาชน

หากสังเกตการอภิปรายของ ส.ว.เหมือนกันจะอ้างว่าร่างของพรรคประชาชนมีปัญหา แต่พอลงมติกลับรับร่างของพรรคประชาชน แต่ไม่รับร่างของพรรคเพื่อไทย ทำให้ผมประเมินเครือข่ายอำนาจเก่าต้องการโดดเดี่ยวพรรคเพื่อไทยจริงๆ และทำให้เกิดรอยร้าวกับพรรคประชาชน

หากให้มองร่างพรรคภูมิใจไทยเห็นว่าเป็นการช่วงชิงกันอยู่ ผมประเมินว่ากลุ่มอำนาจเก่าต้องการร่างนี้ เพราะสามารถวางเกมเพื่อควบคุมกลไกได้ง่ายกว่าร่างของพรรคประชาชน จึงไม่แปลกผลการลงมติจึงออกมาว่าให้รับร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก เพราะในชั้นกรรมาธิการ วาระ 2 หากมามองร่างของพรรคประชาชนอาจจะถูกโจมตีในเรื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเอาไว้ว่า ประชาชนไม่สามารถเลือกตั้ง ส.ส.ร.ได้โดยตรง จึงจะต้องออกมาสนับสนุนร่างของพรรคภูมิใจไทย

สาเหตุเช่นนี้เพราะการยื่นร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยเสนอเป็นเรื่องล่าสุด อาจจะมีการเอาร่างของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยมาศึกษาแล้ว ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะออกมาจะต้องเสี่ยงน้อยที่สุด หรือให้เป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเอาไว้ เพราะมีจุดที่อ่อนไหวได้ง่าย เนื่องจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร อาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ หากไม่เชื่อจะต้องไปดูว่าจะมีการร้องเรียนเกี่ยวกับพรรคประชาชนอีกหรือไม่ เกี่ยวกับการเสนอร่างเลือก ส.ส.ร.โดยตรง ถึงแม้ว่าจะอ้างว่าจะเป็นการเลือกโดยอ้อมก็ตาม แต่คิดว่าคงจะมีการยื่นร้องเรียนให้มีการตีความกันอีก

การตั้ง ส.ส.ร.ของร่างที่พรรคภูมิใจเสนอจะเป็นไปตามศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชัดเจน โดยให้ประชาชนผู้ที่ประสงค์อยากจะเป็น ส.ส.ร.ไปสมัคร สภาเป็นคนเลือก ตัวแทนที่เป็น ส.ส.ร.มีโอกาสจะได้เป็น ส.ส.ร.สีน้ำเงิน ซึ่งจะทำให้สามารถคุมการเมืองได้ ถ้าร่างในการคัดเลือก ส.ส.ร.ก็จะออกมาใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจและ ส.ว.

การให้ กกต.ร่างระเบียบที่ของ ส.ส.ร.ผมมองว่ามีปัญหาแน่นอน เพราะ กกต.ขาดความน่าเชื่อถือทางสังคมไปแล้ว ร่างอะไรออกมาก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ หากผ่านประชามติไปแล้วทุกอย่างก็เลี่ยงอะไรไม่ได้ ก็ต้องเดินไปอย่างนี้ เพราะถือว่าเป็นเสียงข้างมากที่ดีไซน์ออกมาหมดแล้ว

หากให้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การออกแบบ หรือดีไซน์ที่ออกมา กลุ่มอำนาจไม่สามารถคุมอำนาจได้ เพราะเจอมาแล้วในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ประมาทปล่อยให้มีการร่างรัฐธรรมนูญออกมา ทำให้เกิดกลุ่มการเมืองแบบนายทักษิณ ชินวัตร กว่าจะจัดการได้ต้องใช้เวลาเกือบ 20 ปี หลายคนกลัวกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว ประกอบกับท่าทีของร่างของพรรคประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่อยากให้เข้ามามีอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญ เข้ามามีส่วนในการร่าง อาทิ ธนาธร ปิยบุตร เมื่อไม่สบายใจจึงตัดสินใจเอาร่างของพรรคภูมิใจไทยดีกว่า ที่สามารถคุมกลไกของ ส.ส.และ ส.ว.ที่มีอยู่ได้

การลงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง ส.ส. ผมมองว่าสุ่มเสี่ยงมากๆ เพราะอาจจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ได้ หากดูจะพบว่าการร่างรัฐธรรมนูญมีปัญหาจริงๆ ที่ต้องร่าง ต้องแก้กันใหม่ ไม่สัมพันธ์กับชีวิตปากท้องและปัญหาเศรษฐกิจ บวกกับการไม่รณรงค์ของพรรคการเมือง ทั้งที่ประชาชนมักจะถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชนเลย ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องเดียวกัน หากการเมืองจงใจไม่อธิบายขยายความ ประชาชนมีสิทธิไม่รับร่างรัฐธรรมนูญสูง

ที่สำคัญการเลือกตั้งสมัยหน้าจะมีการซื้อเสียงกันหนัก จะเกิดปรากฏการณ์ “ซื้อเหล้าแถมเบียร์” อาทิ เลือกเบอร์นี้และไปลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูง มองได้ว่ามีการวางเกมไว้ซับซ้อนมาก เพราะหากประชามติก็ต้องไปเจอ ส.ส.ร.ของสีน้ำเงิน ถ้าไม่ผ่านประชามติก็ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญก็อยู่กันไปแบบนี้

ส่วนร่างรัฐธรรมนูญคาดการณ์กันว่าจะต้องแล้วเสร็จประมาณ 6 เดือน พร้อมกับการเลือกตั้ง ส.ส.ต้องเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ ไม่เช่นนั้นจะกระทบอีกหลายเรื่อง เพราะหากรัฐธรรมนูญไม่ได้แก้ไขก็ต้องอยู่กันไปแบบที่ผ่านมา หากยุบสภาก่อนแก้รัฐธรรมนูญ พรรคที่เสียเปรียบคือพรรคภูมิใจไทย จึงไม่สามารถละทิ้งโอกาสนี้ไปได้ หากมีการยุบสภาก่อนแก้รัฐธรรมนูญเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยเสียหายแน่นอน เพราะพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนพยายามผนึกกันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ปฏิบัติตาม ที่สำคัญให้สัญญากับประชาชนไว้แล้ว