การเมืองสู่โหมดเลือกตั้ง ‘ปชน.’วางเป้า 250 ส.ส. วัดพลัง‘ปชช.’ผู้ชี้ขาด

19.10.25 | 13:27 น.

การเมืองสู่โหมดเลือกตั้ง
‘ปชน.’วางเป้า 250 ส.ส.
วัดพลัง‘ปชช.’ผู้ชี้ขาด

การเมืองเดินหน้าเข้าสู่โหมดเตรียมความพร้อมรับการเลือกตั้งทั่วไป ที่หลายฝ่ายเริ่มประเมินตามปัจจัยทางการเมืองในขณะนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าอาจจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเร็วกว่าที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศว่าจะยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 31 มกราคม 2569 ตามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอเอ) กับพรรคประชาชน ที่จะบริหารประเทศเพียง 4 เดือน พร้อมกับมีไทม์ไลน์การเลือกตั้งทั่วไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญในห้วง 45-60 วัน ซึ่งจะเป็นวันที่ 29 มีนาคม 2569

ขณะที่การเดินหน้าขับเคลื่อนงานทั้งฝ่ายบริหารผ่านนายกรัฐมนตรี ทั้งนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส อยู่ในขั้นตอนลงทะเบียนของกลุ่มร้านค้า ระหว่างวันที่ 15-19 ตุลาคม ส่วนกลุ่มประชาชนจะเริ่มลงทะเบียนยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ ระหว่างวันที่ 20-26 ตุลาคมนี้

ส่วนงานด้านนิติบัญญัติ ในสภาผู้แทนราษฎรมีความชัดเจน เมื่อที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างวันที่ 14-15 ตุลาคมที่ผ่านมา มีมติรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อเปิดทางให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพียง 2 ฉบับ คือ 1.ฉบับของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีเสียงเห็นชอบ 629 เสียง (ส.ส. 462 เสียง ส.ว. 167 เสียง) ไม่เห็นชอบ 7 เสียง
งดออกเสียง 15 เสียง

2.ฉบับพรรคประชาชน (ปชน.) มีเสียงเห็นชอบ 568 เสียง (ส.ส. 460 เสียง ส.ว. 108 เสียง) ไม่เห็นชอบ 10 เสียง งดออกเสียง 74 เสียง ส่วนฉบับที่ 3 ของพรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ได้เป็นต่อ แม้จะมีเสียงเห็นชอบ โดยมีคะแนน 521 เสียง (ส.ส. 461 เสียง ส.ว. 60 เสียง) ไม่เห็นชอบ 16 เสียง งดออกเสียง 115 เสียง แต่เนื่องจากได้เสียงเห็นชอบของ ส.ว.ไม่ถึง 1 ใน 3 หรือ 66 เสียง (จำนวนที่ ส.ว.ปฏิบัติหน้าที่ได้ 198 คน) จึงไม่ผ่านความเห็นชอบในวาระรับหลักการ

Advertisement

การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะผ่านความเห็นชอบทั้ง 2 ฉบับ คือ ฉบับของพรรค ภท. และพรรค ปชน. แต่มีการชิงเหลี่ยมกันในทางการเมือง เมื่อที่ประชุมรัฐสภามีมติ 300 ต่อ 287 เสียง ใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรค ปชน. เอาชนะฉบับพรรค ภท. เพื่อใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณาชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ที่มี กมธ.วิสามัญฯ ทั้งจาก ส.ส.และ ส.ว. รวม 43 คน ร่วมพิจารณา

โดยมีวาระที่ต้องติดตามคือ การเลือกผู้มาทำหน้าที่ประธาน กมธ.เพื่อมากำกับทิศทางการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ใช้ฉบับพรรค ปชน.เป็นร่างหลัก ในชั้นการพิจารณาของ กมธ.วิสามัญฯ ก่อนจะเสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาวาระ 2-3 ในช่วงเปิดสมัยประชุมสภา สมัยสามัญประจำปีที่ 3 ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคมเป็นต้นไป ซึ่งยังต้องติดตามว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ใช้ฉบับพรรค ปชน.เป็นร่างหลักจะผ่านความเห็นชอบในวาระ 3 หรือไม่

หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมผ่านความเห็นชอบวาระ 3 ก็จะเดินหน้านำไปจัดทำประชามติถามประชาชนใน 2 คำถาม พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปตามไทม์ไลน์วันที่ 29 มีนาคม 2569

อย่างไรก็ตาม นับจากนี้ไปถึงวันยุบสภา วันที่ 31 มกราคม 2569 ตามประกาศของนายกฯ แต่ละพรรคในสารบบการเมืองจึงต้องเตรียมความพร้อมทั้งผู้สมัคร ส.ส. นโยบาย และยุทธศาสตร์พรรค ต่อการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นทั้งแบบตามเอ็มโอเอ คือวันที่ 29 มีนาคม 2569 หรืออาจจะเร็วกว่านั้นหากมีการยุบสภาเร็วกว่า 4 เดือน

พรรค พท.ในฐานะอดีตแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้จัดกิจกรรม ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย พร้อมกับเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 185 คน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา และเปิดตัว ส.ส.ล็อตที่ 2 อีก 22 คน แม้จะต้องเผชิญกับสภาวะ ส.ส.และแกนนำพรรคไหลออกไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่น พร้อมกับมีกระแสข่าวว่าอาจมีการทาบทาม “วราวุธ ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) มาเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ขณะที่พรรค ภท. แกนนำรัฐบาลปัจจุบันที่มีเรตติ้งและเนื้อหอมในทางการเมืองขณะนี้ มีกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ ส.ส.และอดีต ส.ส.ในหลายจังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทยอยเปิดตัวร่วมงานกับพรรค ภท. โดยมีเป้าหมายคือ การได้รับเลือกตั้งมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศต่ออีก 4 ปี

ส่วนพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่ผนึกความร่วมมือกับพรรค ภท. จะใช้ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งแบบการเมืองบ้านใหญ่สู้ศึกเลือกตั้ง ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่าอาจจะเป็นอีกหนึ่งพรรคตัวแปรที่ชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ ในวันที่ 18 ตุลาคม มีวาระสำคัญคือ การเลือกหัวหน้าพรรค ปชป.คนใหม่ ที่มีชื่อของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. คัมแบ๊กกลับมานำทัพพรรคสีฟ้าสู้ศึกเลือกตั้งอีกครั้ง

ส่วนพรรค ปชน. แชมป์เก่าที่ชนะเลือกตั้งมาเมื่อครั้งอดีตพรรคก้าวไกล เมื่อปี 2566 ที่ได้ ส.ส.มา 151 เสียง ได้เปิดโครงการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกของพรรค ปชน.กว่า 600 คน ซึ่งพรรค ปชน.จะคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. พร้อมลงสมัครรับเลือกตั้งทั้ง 400 เขต หากมีการประกาศยุบสภา

โดยพรรคประชาชนจะเปิดแคมเปญการเลือกตั้งครั้งต่อไป ภายใต้ชื่อ “รัฐบาลของประชาชน” โดยวางเป้าหมายชนะเลือกตั้ง 20 ล้านเสียง ได้ ส.ส. 250 ที่นั่ง พร้อมจะเปิดตัวทีมผู้บริหาร หรือว่าที่คณะรัฐมนตรีก่อนการเลือกตั้ง พร้อมกับคัดเลือก ส.ส.และรัฐมนตรีที่มีคุณภาพให้ประชาชนรับทราบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อบรรลุเป้าหมายให้ได้ฉันทมติจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง ป้องกันไม่ให้พลังอื่นสามารถมาขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลได้อีก

นอกจากนี้ พรรค ปชน.ได้วางวาระการขับเคลื่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะชูเป็นวาระสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย โดยจะยึด 2 หลักการคือ การมีส่วนร่วมสูงสุดของประชาชน และการป้องกันการผูกขาดอำนาจโดยกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง

ปัจจัยชี้ขาดว่าพรรค ปชน.จะบรรลุเป้าหมาย คว้าชัยเลือกตั้ง 20 ล้านเสียง ได้ ส.ส. 250 คนหรือไม่นั้น คือศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่จะกาบัตรมอบฉันทมติผ่านผลการเลือกตั้งให้เข้ามาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายบริหารหรือไม่