หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการในการแก้ปัญหา กรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อเช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ 4 นาย 1 ในนั้นบาดเจ็บสาหัสสูญเสียขา 1 นาย นับเป็นรายที่ 7
ธนเชษฐ วิสัยจร
หัวหน้าสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
นับตั้งแต่มีการปะทะกันเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจ ตอกย้ำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในเชิงความมั่นคงยังคงเต็มไปด้วยความเปราะบาง แม้ทางการทูตทั้งสองประเทศจะพยายามแสดงท่าทีสงบและร่วมมือ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีความไม่ไว้วางใจฝังอยู่ลึกในทุกมิติของชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภูมะเขือ เคยเป็นจุดปะทะสำคัญและยังคงเป็นพื้นที่อ่อนไหวทางยุทธศาสตร์
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศเพิ่งเกิดการปะทะกันในพื้นที่เดียวกัน และฝ่ายไทยได้ตั้งข้อสงสัยว่าทุ่นระเบิดบางส่วนที่ระเบิดขึ้นนั้นเป็นชนิด PMN-2 ตามอนุสัญญาออตตาวามีคำสั่งให้เก็บกู้และทำลายไปนานแล้ว การพบเห็นทุ่นชนิดนี้อีกครั้งจึงไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำว่าของเก่า แต่กลับสร้างข้อสงสัยว่าอาจวางใหม่ หากเป็นจริง ย่อมเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
แม้กัมพูชาจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินและเทคนิคจากองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานเอกชนมานานหลายทศวรรษ เพื่อดำเนินโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ของตนเอง แต่ปัญหากลับยังคงอยู่เรื้อรัง ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใสของการดำเนินงานของรัฐบาลกัมพูชา หากกัมพูชามีงบประมาณและการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศมากมาย แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจัง ย่อมทำให้เกิดความสงสัยว่าทุ่นระเบิดอาจไม่ได้เป็นเพียงภัยแฝงทางกายภาพ แต่ยังสะท้อนโครงสร้างของอำนาจและผลประโยชน์ฝังแน่นในสังคมการเมืองของประเทศนั้น ซ้ำร้ายกว่านั้น เมื่อทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา มีมาเลเซียและสหรัฐอเมริการ่วมอำนวยความสะดวก มีข้อผูกมัดชัดเจนว่าทั้งไทยและกัมพูชาต้องร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด แต่เมื่อไม่ได้เก็บกู้อย่างจริงใจ กลับมีแนวโน้มว่ากัมพูชามาวางของใหม่ซ้ำ ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีก
ภายหลังเหตุการณ์ สมช.ไทยมีมติสำคัญเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนไทย ระบุให้ระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วมกับกัมพูชาทันที รวมถึงระงับการส่งคณะสำรวจร่วมยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลกัมพูชา ขณะเดียวกัน ไทยจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเขตของตนเองแบบฝ่ายเดียว โดยให้เหตุผลว่าการดำเนินการดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของคนไทยและกองกำลังประจำการในพื้นที่ สมช.ยังมีมติให้ส่งหนังสือถึงสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย ประเทศผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อชี้แจงจุดยืนของไทย เปิดทางให้ฝ่ายทหารปฏิบัติการตามกฎการใช้กำลังอย่างระมัดระวัง
แม้มติดังกล่าวจะสะท้อนความเด็ดขาดของรัฐบาลไทย แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าสันติภาพชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชายังไม่เกิดขึ้นจริง สันติภาพในที่นี้เป็นเพียงการหยุดยิงชั่วคราว ไม่ใช่ความสงบแท้จริง เพราะขณะที่ผู้นำทั้งสองประเทศอาจพูดถึงมิตรภาพและความร่วมมือในกรอบอาเซียน ทหารในพื้นที่กลับต้องใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางที่อาจมีทุ่นระเบิดซ่อนอยู่ทุกย่างก้าว ประชาชนชายแดนเองต้องหวาดระแวงอยู่ทุกขณะลมหายใจ
รัฐบาลไทยจึงควรมองปัญหานี้ให้ลึกกว่ามิติการทูตระหว่างประเทศ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ของรัฐในเวทีอาเซียน แต่คือชีวิตของทหารชั้นผู้น้อยของไทยทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยในแนวหน้า ไทยควรมีมาตรการเร่งด่วนปกป้องกำลังพล โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาช่วยลาดตระเวนชายแดน เช่น อุปกรณ์ป้องกันขา (protective leg gear) เครื่องตรวจจับโลหะความไวสูง หรือโดรนลาดตระเวน หุ่นยนต์ลาดตระเวนสแกนพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า การเพิ่มศักยภาพด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ปฏิบัติการ
ในอีกด้านหนึ่ง ไทยควรเดินหน้าทางการทูตควบคู่กับการรักษาความมั่นคง โดยเรียกร้องให้กัมพูชาเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น ศูนย์ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแห่งอาเซียน (ASEAN Mine Action Centre) หรือองค์การสหประชาชาติ เข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและติดตามความคืบหน้า เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นที่ยอมรับของประชาคมระหว่างประเทศ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หากแต่ควรเป็นพันธกิจร่วมกันบน
พื้นฐานของมนุษยธรรมและความไว้วางใจ
น่าสังเกตว่าหลังเหตุระเบิดมีเสียงวิพากษ์จากนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางกลุ่มเสนอแนวคิดเรื่อง การโจมตีก่อน (pre-emptive strike) หากมีแนวโน้มกัมพูชามีท่าทีเป็นภัยคุกคาม การใช้ทุ่นระเบิดก็คือการใช้อาวุธเช่นกัน แนวคิดเช่นนี้สะท้อนความกังวลและความไม่มั่นใจในความตั้งใจของกัมพูชา แต่รัฐบาลไทยยังคงยึดแนวทางระมัดระวังและเน้นการแก้ปัญหาด้วยการทูตอยู่ ณ เวลานี้
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียหลังการปะทะเมื่อกลางปีที่ผ่านมา แม้จะดูเหมือนจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่สามารถคลี่คลายความตึงเครียดได้ ตรงกันข้าม การระเบิดครั้งล่าสุดกลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ข้อตกลงบนกระดาษไม่อาจแทนการลงมือจริงในภาคสนามได้ หากไม่มีการตรวจสอบและการรับผิดชอบร่วมกัน
ความไว้วางใจจะไม่เกิดขึ้น และสันติภาพก็จะยังเป็นเพียงคำสัญญาไม่เป็นจริง
ตราบใดทหารไทยยังคงต้องเสี่ยงชีวิตกับทุ่นระเบิด ตราบใดประชาชนยังไม่สามารถใช้ชีวิตในพื้นที่ชายแดนได้ปลอดภัย ตราบใดรัฐบาลกัมพูชายังไม่เปิดเผยอย่างโปร่งใสต่อประชาคมโลก สันติภาพชายแดนก็ยังเป็นเพียงภาพลวงตา บทเรียนจากเหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เตือนให้ทั้งสองประเทศต้องกลับมาทบทวนว่า เราต้องการสันติภาพจริงๆ หรือเพียงต้องการหยุดเสียงปืนชั่วคราวเท่านั้น
วันวิชิต บุญโปร่ง
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
กรณีการเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนแนวชายแดน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 4 นาย หนึ่งในนั้นมีอาการรุนแรงถึงขั้นข้อเท้าขาด เหตุการณ์นี้นับเป็นรายที่ 7 ของกำลังพลไทยต้องสูญเสียขาหรือเท้า จากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
จากสถานการณ์เรามีการตอบโต้ มีโอกาสแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดมากกว่าครั้งที่เป็นอยู่ในการโต้ตอบคือ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ทำงานเชิงรุกทันที ไม่ใช่ประณามอย่างเดียว ก็จะยังรุดหน้าทำหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวาถึงการที่ทหารไทยไปเหยียบทุ่นระเบิด กระทุ้งโดยตรงไปยังรองนายกรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาและแจ้งไปยังทางประเทศมาเลเซียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
การระงับปฏิญญาทั้ง 4 ข้อ เป็นท่าทีดุดันที่สุดอย่างที่รัฐมนตรีแจ้งแล้ว ไม่ต้องไปรายงานสหรัฐอเมริกา เพราะข่าวกระเพื่อมออกไป จนประเทศต่างๆ เขารับรู้เบื้องต้นแล้ว
ในแง่หนึ่งทำให้ถึงเรามีอำนาจในการรุกคืบ ให้สังคมฟังประเทศไทยมากขึ้น ตอนนี้สหรัฐอเมริกาเอง หรือแม้กระทั่งประเทศมาเลเซีย จะเข้ามาไกล่เกลี่ย หรือเข้ามาหาข้อมูลจากเราว่าเกิดอะไรขึ้น หรือหาท่าทีโอนอ่อนของประเทศไทย ตอนนี้ประเทศไทยประกาศอย่างชัดเจนอย่างแข็งกร้าวว่า จะไม่มีการพูดคุยอีกแล้ว ทางประเทศกัมพูชาเองก็พยายามติดต่อทุกระดับ เพื่อยุติ แต่เราเองก็ไม่รับสายพูดคุยใดๆ เพราะต้องการให้กัมพูชาแสดงถึงการรับผิดชอบต่อการกระทำ ดังนั้นข้อแก้ตัวหรือข้อแก้ต่างในเพจของสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์อ้างหลักฐานเอกสารกระทรวงการต่างประเทศว่า ประเทศกัมพูชาไม่ได้ทำ ทุ่นระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นในยุค 1970 เรื่องทุ่นระเบิดคนในแวดวงก็จะรู้ว่าเพิ่งผลิตมาไม่กี่ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นระเบิดสมัยใหม่ ฝังไว้ไม่กี่วันโดยฝั่งทหารไทยลาดตระเวนทุกวัน แสดงว่ากัมพูชาแอบลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด
แต่คราวนี้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา นอกจากตัดรั้วแล้ว ก็แสดงว่าไม่สนใจรักษาการดำเนินปฏิญญา 4 ข้อ ดังนั้นเราไม่มีอะไรต้องพูดคุย ทางการทหาร การฟื้นฟู แผนจักรพงษ์ภูวนารถ ของผู้บัญชาการ แสดงว่าการเตรียมความพร้อมการรับมือ หรือการแจ้งข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนเตรียมความพร้อมหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรือเหตุการณ์ไม่ปกติ สามารถอพยพเคลื่อนย้ายไปสู่ที่ปลอดภัยได้ รอบนี้จะมีความพร้อมมากกว่าแนวเดิม
ส่วนการโต้ตอบกลับเองนั้น หลายคนเราไม่สามารถทำตามเอาใจกระเเส ดำเนินการโจมตีก่อนไม่ได้ถ้ากัมพูชายิงผ่านเข้ามา เราก็จะโต้ตอบกลับไปทันที รอบนี้จะไม่มีคำว่าการให้อำนาจ การตัดสินใจฝ่ายกองทัพโดยเฉพาะกองทัพบก กองทัพภาคที่ 2 ทำหน้าที่ผู้บัญชาการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง
การระงับปฏิญญาเหมาะสมที่สุด ระงับไม่ได้ยกเลิก เพราะปฏิญญาทั้ง 4 ข้อ เราสามารถกำหนดได้ ได้ประโยชน์สูงสุด เราจะไม่เสียเวลามายกเลิกหรือร่างใหม่ เป็นการได้เปรียบในฝั่งไทยมากกว่านี้แล้ว เพียงแต่ระงับชั่วคราว เป็นการแสดงความกดดันต่อประเทศกัมพูชา แสดงให้เห็นจุดยืนต่อชาติอื่นต้องเคารพในสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
อย่างไรก็ดีการใช้มาตรการทางการต่างประเทศและมาตรการทางการทหารควบคู่ให้เกิดความสมดุล ก็เหมาะสมแล้ว กระทรวงการต่างประเทศก็แสดงความพร้อมมากกว่าที่เป็นอยู่

