‘ศึกนอก-ศึกใน’ กระหน่ำ ท้าทาย ‘อนุทิน’ พูดแล้วทำ เคพีไอชี้วัด รบ. 4 เดือน

16.11.25 | 13:13 น.

รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าบริหารประเทศได้กว่า 45 วัน หากเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ตามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอเอ) กับพรรคประชาชน

ทั้ง 5 ข้อ ครอบคลุมทั้ง ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน ต้องมีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป รวมทั้งรัฐบาลอนุทิน ต้องไม่ดำเนินการใดๆ ที่ทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

แม้ช่วงเริ่มต้นตั้งแต่การฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะได้รับเสียงชื่นชมเนื่องจากมีการดึงคนนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” มาเป็นรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” มานั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” มานั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ที่ดูจะตอบโจทย์กับการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ อย่างการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มีการเดินหน้านโยบายตามโครงการคนละครึ่งพลัส อัดฉีดงบประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนมากขึ้น

Advertisement

ส่วนปัญหาความมั่นคงของประเทศ อย่างปัญหาชายแดนไทยกับกัมพูชา แม้จะมีความคลี่คลาย ผ่านการลงนามปฏิญญา “Joint declaration” ทั้ง 4 ข้อ ระหว่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ กับ “พล.อ.ฮุน มาเนต” นายกฯกัมพูชา

แต่เมื่อผ่านการบริหารประเทศมากว่า 1 เดือน รัฐบาลอนุทิน กลับต้องเผชิญกับปัญหาร้อนทั้ง
ศึกใน และศึกนอก ท้าทายฝีมือบริหารจัดการของรัฐบาล ศึกในที่อยู่ในกระแสการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยมีพรรคประชาชน (ปชน.) ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง คือ ปัญหาสแกมเมอร์ ที่นายกฯสวมหมวกอีกหนึ่งใบ คือ ประธานคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

พร้อมกับตั้งคณะอนุกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ขึ้นมาอีก 3 คณะ ได้แก่ ด้านปราบปราม ด้านป้องกัน และด้านประชาสัมพันธ์ เพื่อให้การทำงานคล่องตัวยิ่งขึ้น

รวมทั้งนายกฯ นั่งหัวโต๊ะให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ของ 15 หน่วยงานหลัก เพื่อปิดช่องโหว่ทางการเงิน ตัดเส้นทางบัญชีม้าและทรัพย์สินของขบวนการสแกมเมอร์ พร้อมประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ”

โดยมีการเปิดเผยตัวเลข และสถิติการกวาดล้างสแกมเมอร์ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม-8 พฤศจิกายน ว่า มีผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวม 7,044 คดี ผู้ต้องหา 7,174 คน จับกุมคดีองค์กรเครือข่ายใหญ่ 90 คดี ผู้ต้องหา 315 คน คดีหลอกลวงออนไลน์ 14 ประเภท รวม 2,580 คดี ผู้ต้องหา 2,432 คน

แม้จะเป็นความคืบหน้าในเชิงสถิติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กำกับของนายกฯอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สังคมอยากเห็น คือ การกวาดล้าง ดำเนินการเอาผิดทั้งทางแพ่งและอาญากับเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่อาจมีความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมือง อย่างจริงจัง จับต้องได้ ไม่มีการละเว้น

ขณะที่ศึกนอกอย่างปัญหาชายแดนไทยกับกัมพูชา เริ่มมีความตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อทหารกองพันทหารราบที่ 162 เหยียบทุ่นระเบิดที่บริเวณห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ ตรงข้ามปราสาทพระวิหาร ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง ทำให้ทหารไทยขาขวาขาด เป็นรายที่ 7 นับตั้งแต่มีเหตุการณ์ปะทะกันของกองทัพไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา

จนรัฐบาลอนุทิน ต้องมีมติระงับการปฏิบัติตามปฏิญญา “Joint declaration” ไว้ก่อนทั้งหมด 4 ข้อ ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ลงนามกันที่ประเทศมาเลเซีย มี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

พร้อมกับ ยุติการส่งเชลยศึก 18 คน ให้กับกัมพูชา เพื่อเป็นการตอบโต้กัมพูชา ที่ไม่ปฏิบัติตามปฏิญญา

แม้รัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้ามาตรการเชิงรุก พร้อมกับให้สิทธิกองทัพเตรียมพร้อมป้องกันอธิปไตยตามกรอบการใช้กำลัง จนได้รับเสียงสนับสนุนของมวลชนตามแนวทางของชาตินิยม

แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลอนุทิน ต้องเตรียมทุกมาตรการทางการเมือง และทางการทูตให้รัดกุม ไม่ให้เป็นไปตามเกมของกัมพูชา ที่หวังดิสเครดิตประเทศไทย ทั้งปฏิบัติการบิดเบือนข่าวสาร (เฟคนิวส์) การยื่นเรียกร้องต่อองค์กรนานาชาติ

ส่วนอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ท้าทายการบริหารจัดการของรัฐบาลอนุทิน คือ การแก้ปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งเป็นหนึ่ง 1 ใน 5 วาระสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่ได้แถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา ประกอบด้วย 1.เศรษฐกิจ 2.ความมั่นคง 3.สังคม 4.สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ และ 5.รัฐบาลทันสมัย

โดยเฉพาะการบริการจัดการน้ำท่วม ที่ต้องยกเครื่องแผนบริหารจัดการน้ำของภาครัฐทั้งระบบ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชนไม่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และน้ำท่วมนานกว่า 4 เดือน จนสร้างความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

นับจากนี้วาระร้อนที่ท้าทายฝีมือบริหารจัดการของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีอีกหนึ่งสถานะ คือ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในห้วง 2 เดือนสุดท้าย ที่จะครบ 4 เดือน ในวันที่ 31 มกราคม 2569 ตามเอ็มโอเอที่ไว้ให้กับพรรค ปชน. ทั้งการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ การแก้ปัญหาชายแดนไทยกับกัมพูชา การแก้ปัญหาน้ำท่วม รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กรอบเวลาบังคับตามเอ็มโอเอของพรรคประชาชน ที่รัฐสภาต้องพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระ 3 ให้เสร็จภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ โดยมีเงื่อนไขการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรค ปชน. หากรัฐบาลไม่ดำเนินการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้

เรื่องร้อนทั้งศึกในและศึกนอก หลายเรื่องข้างต้นที่ถาโถมใส่รัฐบาลอนุทิน หากรัฐบาลอนุทินสามารถคลี่คลาย มีผลงานจับต้องได้ ตามสโลแกนของพรรค ภท.ว่า “พูดแล้วทำ” แน่นอนว่าย่อมจะส่งผลถึงคะแนนนิยม และเรตติ้งที่่มีต่อพรรค ภท.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

แต่ถ้าผลการแก้ปัญหาดังกล่าวออกมาในทางตรงข้าม ก็จะมีคำถามที่ย้อนกลับมาเขย่าพรรค ภท.ได้เช่นกันว่า สโลแกน “พูดแล้วทำ” ในแต่ละเรื่องจะทำได้จริงหรือไม่