เลือกตั้งชลบุรี – “ผมเป็นเด็ก เป็นผู้น้อยกว่า เป็นแค่สมาชิกพรรค ไม่ได้มีตำแหน่งในพรรคภูมิใจไทย หรือได้รับแต่งตั้งให้บริหาร หรือดูแลพื้นที่โซนไหน ต้องให้หัวหน้า หรือผู้บริหารพรรคเป็นหลัก”
คำให้สัมภาษณ์ของ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น แกนนำกลุ่มพลังใหม่ ถือว่ายอมรับกลายๆแล้ว ถึงข่าวสะพัด แกนนำพรรคภูมิใจไทย พยายามดีล “บ้านใหญ่คุณปลื้ม” ที่สำคัญ ยังเป็นท่าทีที่ยอมรับได้ด้วย ถ้าคู่แข่งที่เคยต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่กัน จะมาร่วมอยู่ชายคาเดียวกัน
อย่างที่สังคมรับรู้ ความสัมพันธ์ ระหว่าง “กลุ่มพลังใหม่” กับ “บ้านใหญ่คุณปลื้ม” ที่มี “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม เป็นแกนนำ หลังจาก “เสี่ยเฮ้ง” แยกตัวเอง ออกมาจากบ้านใหญ่ ก็พยายามสร้างฐาน อำนาจ สถาปนาตัวเองในฐานะขั้วอำนาจหนึ่งในจังหวัดชลบุรี
การต่อสู้กันระหว่างของ 2 ขั้วนี้ สะท้อนชัดเจนในศึกเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อปี’66 สู้กันจนดุเดือด แต่พ่ายแพ้ทั้งคู่ พรรคก้าวไกล สามารถชิงนำ คว้าชัยได้ถึง 7 เก้าอี้ จาก 10 เขตเลือกตั้ง
แน่นอน ในรอบนี้ “เสี่ยเฮ้ง” อาจจะยกก๊วน 16 ส.ส.รวมไทยสร้างชาติ มาก่อน และเป็นหัวหอกพลิกขั้วรัฐบาลจากเพื่อไทย มาเป็นภูมิใจไทย คั่ว 4 เก้าอี้ใหญ่ในรัฐบาลอนุทิน แต่อีกด้านหนึ่งก็แน่นอน ด้วยความสัมพันธ์ จากกลุ่ม 16 เดิมระหว่าง นายเนวิน ชิดชอบ กับ “ตระกูลคุณปลื้ม” ที่มีมาอย่างยาวนาน
แน่นอน ในจังหวะที่ “เสี่ยแป๊ะ” ยังไม่แสดงตัวชัดเจนว่า จะไปต่อกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ หรือจะกลับมาทำพรรคของตัวเอง “พรรคพลังบูรพา” พรรคของคนภาคตะวันออก ที่เปลี่ยนชื่อ มาจาก “พรรคพลังชล” ที่บ้านใหญ่เคยปั่นพรรคท้องถิ่น ฝ่ากระแสเสื้อเหลือง-แดง กวาดส.ส.เกือบยกจังหวัดในการเลือกตั้งปี’54
นี่จึงทำให้มี “สูตรคนละครึ่ง” ออกมา เพื่อยื่นดีลกับบ้านใหญ่คุณปลื้ม ในการแบ่งการจัดตัวผู้สมัครในพื้นที่กันคนละครึ่ง เพื่อรับมือกับสภาพการแข่งขันในสนามเลือกตั้งชลบุรี ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
กล่าวคือ “แป๊ะครึ่ง – เฮ้งครึ่ง” จากสนามเลือกตั้งชลบุรีที่มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 10 เขต
โดยเป้าหมายในการผนึกกำลังกันภายใต้แบรนด์สีน้ำเงินนี้ ก็แน่นอนเพื่อต่อสู้กับ “พรรคส้ม” โดยเฉพาะ
เพราะผลการเลือกตั้ง 2 ครั้ง โดยเฉพาะครั้งหลังสุด ถูกมองว่า เหตุที่พรรคก้าวไกลชนะ ก็เพราะคะแนนจากการต่อสู้กันเอง ระหว่าง “บ้านใหญ่เมืองชล” กับ “กลุ่มพลังใหม่” นี่เอง จึงมีความพยายามที่ใช้พื้นที่ทางการเมืองมาเป็นตัวแบ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้กันเอง
หรืออย่างที่ อาจารย์โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก โดยมองว่า นี่คือสภาวะจำยอม ของทั้ง 2 กลุ่ม
ยอมที่จะเป็นพันธมิตรชั่วคราว ร่วมพรรคเดียวกัน แต่แยกจัดการฐานอำนาจของตนเอง ในสถานการณ์ที่ภัยคุกคามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ พรรคประชาชน ที่วันนี้มีกระแสจากการเปิดโปงขบวนการสีเทา และในฐานะการเมืองใหม่ ที่กำลังขยายฐานเสียงในจังหวัดชลบุรีอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าความท้าทายก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะ “ความเป็นบ้านใหญ่” กับการเลือกตั้งใหญ่
อย่างที่สังคมรับทราบอยู่แล้วว่า ชลบุรี ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ มีความเป็นเมืองสูง เป็นเขตอุตสาหกรรม และเป็นจังหวัดท่องเที่ยว จึงมีการขยายตัวของ ชนชั้นกลางและการเติบโตขึ้นของสังคมผู้ประกอบการ
เมื่อชนชั้นกลางมากขึ้น เป็นสังคมเมือง การพึ่งพิงการอุปถัมภ์แบบเดิมๆที่บ้านใหญ่เคยใช้เป็นเครื่องมือยึดโยงกับพื้นที่ในอดีตก็มีผลกับผู้คนน้อยลงไปเรื่อยๆ
มากไปกว่านั้น “ยี่ห้อภูมิใจไทย” กับสนามเลือกตั้งนี้ ก็เป็นอีกความท้าทายที่น่าสนใจไม่น้อย อาจจะด้วยต้นทุนภาพลักษณ์ทางการเมืองเดิมๆ ส่งผลให้ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทย จึงยังไม่สามารถแจ้งเกิดในสนามเลือกตั้งในเขตเมือง แบบจังหวัดชลบุรีได้เลย
ซึ่งเรื่องนี้ ถือเป็นเหตุผลในทำนอง เดียวกันกับเหตุผลที่ทำไม “บ้านใหญ่ในเมืองชล” จึงมักไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย
นี่จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของ “แบรนด์สีน้ำเงิน” ว่าหลังการประกาศตัวเป็นทางเลือกให้กับ “ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” แล้ว จะได้รับการยอมรับมากขึ้นแค่ไหน ?

