‘หาดใหญ่’ วิปโยคตัดเกรด ‘รบ.’ เขย่าศึกเลือกตั้งปี’69

2.12.25 | 10:30 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีอุทุกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดภาคใต้โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลาที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล่าช้าในการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติ จะส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างไรบ้างโดยเฉพาะการเลือกตั้งส.ส.ในปี2569

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

มหาอุทกภัยที่หาดใหญ่ส่งผลต่อความผู้สูญเสียหลายชีวิต ภาพความเสียหายแสดงให้เห็นชัดว่านี่คือไม่ใช่แค่น้ำท่วมเมือง แต่คือความล้มเหลวของรัฐบาลและกลไกรัฐ คือสนามสอบรัฐบาลอนุทิน ที่ผลสอบตก เป็นการสอบตกก่อนประเทศจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอีกครั้ง นี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่สุดของรัฐบาลชุดใดก็ตามในระบอบประชาธิปไตยที่ยังยืนบนการประเมินคะแนนนิยมเป็นเครื่องหายใจหลัก

แน่นอนว่าภาพการสอบตกยังฉายภาพไปทั้งประเทศในเชิงการตั้งคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ผู้นำแบบนี้หรือไม่ เพราะน้ำท่วม หรือภัยพิบัติในวันที่โลกแปรปรวนจะต้องเกิดขึ้นอีก

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนน้ำท่วม พรรคภูมิใจไทยคึกคัก ดึงดูดบ้านใหญ่เข้าสังกัดอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนพรรคที่กำลังเข้าสู่ภาวะเนื้อหอมที่สุดการเมืองไทยยุคนี้

Advertisement

แต่ขณะเดียวกันความเนื้อหอมนั้นก็กลายเป็นความคาดหวังอันหนักหน่วงของสังคมว่าพรรคที่ถือครองกระทรวงหลักด้านสาธารณสุข อุตสาหกรรม มหาดไทย และมีแกนนำขยับตัวเป็นรองนายกรัฐมนตรี ต้องแสดงสมรรถนะบริหารประเทศเหนือกว่าพรรคอื่น

แต่เพียงข้ามคืนภาพหาดใหญ่จมบาดาล ประชาชนติดอยู่ในบ้านโดยไม่มีสัญญาณเตือนภัย

ได้เปลี่ยนพื้นที่จากหวังว่าจะเป็น “ฐานเสียงใหม่ทางใต้” ให้กลายเป็น “จุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์” ที่ยากจะแก้ไขในชั่วเวลาอันสั้น

สิ่งที่ควรเกิดขึ้นแต่กลับไม่เกิด คือระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ รัฐไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำจำนวนมาก ตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน สทนช. จนถึงระบบเตือนภัยจังหวัด แต่ประชาชนชาวหาดใหญ่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าจะเกิดน้ำท่วมในระดับที่ทำให้ต้องอพยพ มิหนำซ้ำผู้นำท้องถิ่นยังแถลงว่าระบายน้ำได้ทัน สะท้อนว่าพูดโดยไม่มีข้อมูลสารสนเทศด้านน้ำในมือเลย

หากยึดหลักการจัดการอุทกภัยของสากล เช่น IFRM ประเทศไทยหรือเมืองเศรษฐกิจอย่างหาดใหญ่ควรมีการประเมินระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง ใช้เซ็นเซอร์ระดับน้ำต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ

ประมวลโมเดลการเดินทางของน้ำ เพื่อคาดการณ์ว่าเวลาใดควรอพยพพื้นที่ใด และควรเตรียมศูนย์พักพิงในระดับใด

แต่กลับกลายเป็นว่า ประชาชนจำนวนมากต้องปีนขึ้นหลังคาเพื่อหนีน้ำยามค่ำคืน

นี่ไม่ใช่โชคชะตาของชาวหาดใหญ่ แต่คือหลักฐานทางการเมืองว่า “รัฐล้มเหลว” ในการบริหารภัยพิบัติ

ในเชิงรัฐศาสตร์ถือเป็นความผิดพลาดที่หนักหนาที่สุด เพราะหมายถึงรัฐไม่สามารถปกป้องชีวิตพลเมืองของตนได้

หรือแม้แต่ภาพการบูรณาการของหน่วยงานกลไกรัฐระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานน้ำ กระทรวงมหาดไทย และรัฐบาลกลาง “ใครกันแน่เป็นคนสั่ง?”

เหตุการณ์หาดใหญ่สะท้อนว่า ประเทศไม่มีระบบเชื่อมโยงข้อมูลอย่างจริงจัง ต่างคนต่างทำงาน

ขณะที่อุตุนิยมวิทยาหรือหน่วยงานด้านการจัดการน้ำให้ข้อมูลกับ ท้องถิ่นหรือจัดหวัดหรืออำเภอ แต่ไม่มีวอร์รูมบูรณาการ ไม่มีการเฝ้า ระวังแบบเรียลไทม์ ให้ข้อมูลแล้วแต่ละฝ่ายก็หมดหน้าที่ ไม่ได้ทำโมเดล
คาดการณ์น้ำเดินทาง (flood-flow forecasting) ต่อ

จึงไม่มีการแจ้งเตือนที่สอดคล้อง และไม่มีการกำหนด “พื้นที่เสี่ยงชัดเจน” ที่ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างทั่วถึง แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่
ชาวหาดใหญ่จึงจมน้ำในขณะที่หลับอยู่!!!

แม้แต่ในวอร์รูมแถลงข่าวพื้นที่ที่ควรเป็นเวทีแสดงภาวะผู้นำแต่แทบเอาตัวไม่รอด ภาพผู้แถลงของผู้อำนวยการ ศป.กฉ.ที่เป็นถึงรัฐมนตรีลุกหนีนักข่าว

สะท้อนชัดว่ายังรับมือกับแรงกดดันภาวะวิกฤตไม่ได้ และเมื่อเลือกทำเช่นนั้นท่ามกลางวิกฤตที่ใหญ่กว่าเดิม ภาพการเดินออกจากห้องซ้ำเติมวิกฤตศรัทธา

สิ่งที่ประชาชนเห็นชัดที่สุดคือ ขณะที่คนหาดใหญ่หลายหมื่นชีวิตกำลังหนีน้ำ นายกรัฐมนตรีกลับกำลังยืนผัดข้าวบนเตาอย่างสบายใจ หรือรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯกำลังลุยน้ำ ถ่ายภาพใส่รองเท้าบู๊ตพับแขนเสื้อในแบบที่คนไทยเคยเห็นตั้งแต่ยุคการเมือง 30 ปีก่อน
เป็นภาพแอ๊กชั่นเชิงสัญลักษณ์ ที่สังคมสมัยใหม่มองว่าเป็นเพียงการหาเสียง หรือหาแสง ในวันที่บ้านเมืองกำลังจมน้ำ

แน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้ภายใต้ทฤษฎีโครงสร้างโอกาสทางการเมือง (Political Opportunity Structure) วิกฤตเช่นนี้คือหน้าต่างแห่งโอกาสให้คู่แข่งเก็บคะแนนได้ง่ายที่สุด ในเชิงการเมือง ความเสียหายร้ายแรงที่สุดของรัฐบาลอนุทินไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ผู้นำที่ไม่อยู่ในจุดบัญชาการ

แต่คือความผิดหวังที่สะสมในใจชาวใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคภูมิใจไทยกำลังวางยุทธศาสตร์

การเมืองไทยในยุคนี้ไม่ได้แข่งขันกันด้วยนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันด้วย “ความรู้สึกของประชาชนต่อผู้นำ”

ครั้งนี้ความรู้สึกนั้นกำลังเคลื่อนจากความคาดหวังไปสู่ความผิดหวังอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลัง
การเลือกตั้งครั้งหน้า ในพื้นที่ที่เคยหวังไว้ กลับอาจกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกฝ่ายตรงข้ามยึดคืนได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

เพราะคะแนนที่ควรเติบโตกลับ “ลอยไปกับน้ำ” จนไม่เหลือให้เก็บเกี่ยวอีกต่อไป

การเมืองหลังมหาอุทกภัยที่หาดใหญ่ได้ผลักพรรคภูมิใจไทยเข้าสู่จุดหักเหที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ก้าวขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล

โอกาสทางการเมืองพรรคภูมิใจไทย ถูกกระทบอย่างรุนแรงจาก 2 ปัจจัย

1.คือภาพลักษณ์ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการวิกฤต เป็นตัวชี้วัดภาวะผู้นำโดยตรง และทำให้พื้นที่ภาคใต้ที่เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของพรรคเกิดช่องว่างทางความเชื่อมั่นขึ้นทันที

2.การที่คู่แข่งทางการเมืองสามารถใช้ความผิดพลาดนี้เป็น “ทุนทางการเมือง” เพื่อรุกช่วงชิงพื้นที่คะแนนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะพรรคที่มีฐานในภาคใต้เดิม เช่น ประชาธิปัตย์ และเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น
พรรคประชาธิปัตย์แม้จะทรุดตัวมาหลายปี แต่การกลับมาของการเมืองน้ำท่วม มักทำให้พรรคที่มีรากฐานท้องถิ่นและระบบอาสาสมัครเข้มแข็งสามารถฟื้นตัวได้

หากประชาชนรู้สึกว่าพรรคใหญ่อย่างภูมิไจไทยสอบตกในการพิสูจน์ตัวเอง

ขณะเดียวกันพรรคกประชาชนและเพื่อไทยก็มีโอกาสได้คะแนนเพิ่มจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางในเมืองที่ติดตามข่าวสารและตัดสินใจจากภาพลักษณ์ผู้นำในยามวิกฤต ไม่ใช่เพียงเครือข่ายบ้านใหญ่แบบเก่า

อย่างไรก็ดี แต้มต่อพรรคภูมิใจไทยยังไม่หายไปทั้งหมด พรรคยังมีจุดแข็งด้านเครือข่ายระดับพื้นที่ งบประมาณรัฐ และการเข้าไปดูแลปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะสั้น

แต่ข้อเท็จจริงคือคะแนนที่เสียไปในภาคใต้ เริ่มถูกจับจองโดยพรรคคู่แข่งแล้ว หากพรรคไม่สามารถฟื้นความ

เชื่อมั่นผ่านการปฏิรูปกลไกบริหารวิกฤตและการแสดงภาวะผู้นำที่จริงจัง

โอกาสทางการเมืองครั้งนี้อาจกลายเป็นหน้าต่างแห่งความเสี่ยงที่ผลักให้พรรคสูญเสียพื้นที่อย่างถาวร

ด้วยระยะเวลาก่อนการเลือกตั้งที่สั้น รวมถึงเงื่อนไขทางการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยขู่ว่าจะยุบสภาหาก

อภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเห็นน้ำท่วมทำให้อำนาจการต่อรองทางการเมืองบิดเบี้ยวไปหมด

ต้องชั่งน้ำหนักกันใหม่ว่าจะทิ้งระยะเพื่อมีเวลาหายใจหายคอหาเสียง หรือจะชิงยุบสภาหนีการอภิปรายเรื่อง

น้ำท่วม ในขณะที่เงื่อนไขในข้อตกลงกับพรรคประชาชนก็ยังคงอยู่

น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ แต่เป็นสงครามทางการเมืองที่รัฐบาลไม่ทันตั้งตัว

การไม่มีระบบเตือนภัย การไม่มีแผนรับมือ การขาดวอร์รูม การสับสนของคำสั่ง การแอ๊กชั่นหน้ากล้อง และ

ความล้มเหลวในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ได้กลายเป็นหลักฐานเชิงการเมืองที่อาจติดตัวรัฐบาลอนุทินไปนานกว่าที่คิด

อาจเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนภูมิศาสตร์การเมืองภาคใต้ในยุคถัดไป

เพราะในโลกการเมือง ไม่มีอาวุธใดร้ายแรงเท่าความรู้สึกของประชาชนที่รู้สึกว่าตนถูกทอดทิ้งในวันที่ลำบากที่สุด

สิ่งที่นายอนุทินต้องจดจำคือ ผู้นำจะถูกจดจำไม่ใช่ในวันที่ฟ้าใส แต่ในวันที่พายุเข้า และความโชคร้ายของนายกฯอนุทิน คือ พายุเข้าก่อนวันเลือกตั้ง

 

พรอัมรินทร์ พรหมเกิด
อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Screenshot

นํ้าท่วมหาดใหญ่ คนทั้งประเทศมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ครั้งนี้ มีผลกระทบความนิยมรัฐบาลค่อนข้างชัดเจน

ก่อนหน้านั้นก็มีผลโพลบางสำนักชี้ว่า ดัชนีการเมืองไทย เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาลดลง ความเชื่อมั่นรัฐบาลถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ

ตอนหลังแม้นายกฯอนุทินจะเอ่ยปากขอโทษถึงความผิดพลาดการบริหารจัดการภัยพิบัติ ได้ลงไปในพื้นที่หลายครั้ง

แต่ไม่ฉุดคะแนนนิยมรัฐบาลที่ตกต่ำ

นอกจากนั้นก็มีข้อวิจารณ์จากคนในพื้นที่ว่า รัฐบาลและระบบราชการมีโครงสร้างที่ล้าหลัง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤต หรือช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยได้ทันที

ถ้าเราดูจากกระแสโซเชียลสอดคล้องเหมือนกันหมด ความนิยมในตัวผู้นำรัฐบาลน่าจะลดลง เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่า พรรคภูมิใจไทยเนื้อหอม สามารถดึงดูดบ้านใหญ่เข้ามาสังกัดได้หลายกลุ่ม แต่พอมีสถานการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ ไม่ได้ส่งผลบวกให้กับพรรคภูมิใจไทยเลย

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านมีโอกาสเก็บคะแนนจากความไม่พอใจในการทำงานของรัฐบาล

ที่น่าสนใจคือ การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งการลงพื้นที่ภาคใต้ของนายอภิสิทธิ์

น่าจะมีส่วนช่วยยกระดับคะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ให้ฟื้นขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งคะแนนจาก ส.ส.เขตพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่เดิม  ภาคใต้เคยเป็นที่ยึดครองของพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน

ส่วนพรรคได้คะแนนเพิ่มขึ้นมาแต่อาจจะไม่มากนักจะเป็นพรรคประชาชน

สรุปแล้วตอนนี้พรรคภูมิใจไทยอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากและความเสี่ยงไปพร้อมกัน โอกาสภูมิใจไทยเป็นเรื่องของความได้เปรียบกว่าพรรคอื่น เช่น การมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ การมีทรัพยากรทางการเมือง เช่น เงินทุน คน เครือข่ายของหัวคะแนน แล้วมีบ้านใหญ่ให้การสนับสนุน นอกจากนั้นพรรคภูมิใจไทยก็ยังมีโอกาสอยู่ในการประกาศมาตรการเยียวยา อย่างเช่น การแจกเงินผู้ประสบภัยหลังละ 9,000 บาท หรือว่าการให้สินเชื่อ

โดยไม่คิดดอกเบี้ย มาตรการเหล่านี้ถ้าทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยชะลอการร่วงของพรรคภูมิใจไทย