หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอแนะของนักวิชาการกรณีสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด หลังฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงก่อนเมื่อวันที่ 7ธันวาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยควรมีแนวทางและยุทธศาสตร์อย่างไร
ธนเชษฐ วิสัยจร
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
เหตุการณ์ที่กัมพูชาเปิดฉากใช้กำลังกับไทย ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน หากแต่เป็นผลจากการสะสมความตึงเครียดเชิงประวัติศาสตร์ โครงสร้างอำนาจของรัฐสมัยใหม่ และปัจจัยการเมืองภายใน ทั้งของไทยและของกัมพูชาเอง
ความขัดแย้งที่ชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่เพียงประเด็นทหาร หากเป็นประเด็นความมั่นคงประชาชนไทยในจังหวัดชายแดน อย่างอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ต่างได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยิงปะทะและการอพยพหนีภัย
ดังนั้นเพื่อให้ไทยกำหนดยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดต่อประเทศในระยะสั้นและระยะยาว
ประการแรก เข้าใจพฤติกรรมกัมพูชา จำเป็นต้องมองลึกเข้าไปในโครงสร้างทางการเมืองของประเทศนี้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองกัมพูชาถูกครอบงำโดยกลุ่มผู้นำที่สืบทอดอำนาจยาวนาน การสร้าง ศัตรูภายนอก จึงเป็นวิธีคลาสสิกที่ใช้เพื่อบรรเทาความไม่พอใจภายในประเทศ ทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ปัญหาคอร์รัปชั่น และการเรียกร้องเสรีภาพทางการเมือง การยกระดับความตึงเครียดที่ชายแดนกับไทยสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจ และเป็นเวทีสร้างความชอบธรรมว่ารัฐยังคงควบคุมสถานการณ์ได้ และยังมีความภักดีต่อประวัติศาสตร์กัมพูชาโดยแสดงให้เห็นถึงการต่อต้านศัตรูจากภายนอกที่รัฐบาลสร้างขึ้นเพื่อให้ได้ใจชาวกัมพูชา
เนื่องจากสังคมกัมพูชามีประวัติศาสตร์ของความกลัวต่อความไร้เสถียรภาพมานาน ตั้งแต่ยุคเขมรแดงจนถึงการเมืองหลังสงคราม ประชาชนจำนวนไม่น้อยมีแนวโน้มรวมกลุ่มภายใต้อำนาจรัฐ เมื่อถูกบอกว่ามีภัยจากภายนอก การปะทะชายแดนจึงสามารถทำงานเป็นทั้ง
เครื่องมือภายในและการทดสอบท่าทีของไทยในเวลาเดียวกัน
ประการที่สอง ทางออกของไทยไม่ควรจำกัดอยู่ในกรอบความคิดเรื่องตอบโต้ทางทหารเท่านั้น เพราะจุดแข็งของไทยอยู่ที่ความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศและประสบการณ์ทางการทูตอันยาวนาน ไทยควรเดินหน้าอย่างเป็นระบบในหลายมิติ เช่น ไทยควรเปิดเผยข้อมูลเชิงประจักษ์ต่อสาธารณะโลก เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม เส้นทางกระสุน แผนที่จุดยิง เพื่อยืนยันว่าไทยเป็นฝ่ายตั้งรับ ส่วนกัมพูชาเป็นผู้รุกราน และมีการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา โดยการแอบวางทุ่นระเบิด PMN-2 มาโดยตลอด การสื่อสารอย่างโปร่งใสจะทำให้กัมพูชาสูญเสียพื้นที่ทางการทูต และไม่สามารถสร้างเรื่องราวกลับหัวกลับหางได้ง่าย
เรื่องนี้ไม่ควรประมาทได้เลย เพราะเช้าวันที่ 8 ธันวาคม ที่มีการปะทะ สื่อระดับโลกหลายสำนักใช้ถ้อยคำไปในทางเดียวกันเสมือนว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานกัมพูชา สื่อมวลชนไทยจึงควรทำความเข้าใจกับสื่อนานาชาติว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายรุกราน
นอกจากนี้แล้ว ไทยควรสร้างพันธมิตรบนฐานหลักสิทธิมนุษยชน ของไทยทั้งผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องลี้ภัย เด็กที่ต้องหยุดเรียน และต้องแสดงให้เห็นถึงการเคารพเขตแดนสากลที่กัมพูชามักจะละเมิด
ประเทศประชาธิปไตยตะวันตกมักตอบรับประเด็นเหล่านี้ได้ดี และจะทำให้ไทยได้รับการสนับสนุนมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้อาวุธเพื่อมาสร้างความชอบธรรม หากต้องใช้กำลังทางทหารป้องกันตนเองที่เป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติ และแนวต่อสู้แนวสุดท้าย ไทยควรตีไปยังกล่องดวงใจระบบสแกมเมอร์ที่เชื่อมโยงชายแดนกัมพูชา เครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ เป็นปัญหาที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศกังวล หากไทยสามารถเปิดเผยข้อมูลและผลักดันความร่วมมือในระดับสากลเพื่อตัดเส้นทางเงินของกลุ่มเหล่านี้จะเป็นแรงกดดันต่อกัมพูชาที่มีประสิทธิภาพ แต่ไม่ต้องยิงปืนแม้แต่นัดเดียว
ประเด็นที่สาม ประชาชนอาจต้องทำใจว่าอาจยืดเยื้อ เพราะจากที่สังเกตมาในประวัติศาสตร์การถืออำนาจของรัฐบาลที่ควบคุมโดย
สมเด็จฯฮุน เซน แม้จะถ่ายอำนาจมาให้พลเอก ฮุน มาเนต ความขัดแย้งก็มีมาตลอดหลายสิบปีนับตั้งแต่ปี 2554-2568 ด้วยรัฐบาลกัมพูชายังได้ประโยชน์ทางการเมืองจากการรักษาบรรยากาศความตึงเครียด เพราะช่วยลดแรงกดดันจากภายในประเทศที่พร้อมจะฉวยใช้ เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาในหลายพื้นที่ยังเป็นรอยต่อยุคอาณานิคมที่ไม่เคยถูกจัดการให้ชัดเจน ความไม่เสถียรนี้ทำให้การปะทุเกิดได้เสมอ
นอกจากนี้ มหาอำนาจในภูมิภาคต่างจับตาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างใกล้ชิด ความขัดแย้งเล็กๆ สามารถขยายเป็นประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้างได้ หากถูกตีความว่าเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของพวกเขา
ดังนั้น ความตึงเครียดครั้งนี้อาจไม่จบภายในเวลาอันสั้น แต่มีแนวโน้ม
ดำรงอยู่ในรูปแบบความขัดแย้งระดับต่ำ หรืออาจทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ยืดเยื้อพร้อมปะทุ ดังที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ปี 2554 ที่ไม่เคยมีเหตุปะทะเลย แต่ก็ปะทุขึ้นเมื่อกัมพูชารู้สึกว่าเขาถอดบทเรียนจากการรบที่เสียเปรียบไทย พวกเขาแก้ไขตนเอง เพิ่มพูนศักยภาพทางการทหาร และเมื่อในจุดที่เขาเชื่อว่าเขาพร้อม การปะทะก็อาจเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ซึ่งไทยต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
สรุปไทยต้องมั่นคง สุขุม และใช้ความได้เปรียบทางการทูตให้เต็มที่ ไทยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเกินจำเป็นเพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่ง ตรงกันข้าม ความสุขุม การยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และการคุ้มครองชีวิตประชาชนคืออาวุธสำคัญที่ทำให้ไทยได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ หากไทยสามารถรักษาความปลอดภัยประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณจังหวัดชายแดน ผลักดันกลไกนานาชาติ เปิดโปงเครือข่ายผิดกฎหมาย และหลีกเลี่ยงการใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องมือทางการเมืองภายใน ไทยจะสามารถรักษาเกียรติภูมิของชาติ และพลิกสถานการณ์นี้ให้เป็นจุดแข็งในสายตาโลกได้อย่างแท้จริง
ประจวบ จันทร์หมื่น
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การเปิดฉากยิงของกัมพูชา มิได้เป็นเพียงเหตุปะทะทางทหารที่เกิดขึ้นตามปัจจัยความตึงเครียดบริเวณชายแดนเท่านั้น
แต่ยังเป็นผลพวงจากกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในกัมพูชา ที่กำลังดำเนินอยู่และส่งผลโดยตรงต่อท่าทีของกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ชายแดน
โดยกัมพูชากำลังเผชิญภาวะความแตกแยกทางอำนาจอย่างรุนแรง มีทั้งกลุ่มที่ต้องการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และฝ่ายอำนาจเดิมที่ต้องการสืบต่ออำนาจและปรับโครงสร้างทางการเมืองใหม่ ความขัดแย้งดังกล่าวไม่เพียงสั่นคลอนเสถียรภาพในประเทศเท่านั้น แต่ยังถูกฉายภาพออกมายังต่างประเทศโดยเฉพาะตามแนวชายแดน
เราต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การปะทะที่เกิดขึ้นโดยเหตุผลทางทหารล้วนๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองภายในกัมพูชาที่ต้องการส่งสัญญาณบางอย่างออกสู่ภายนอก และการเร่งจังหวะให้เกิดสถานการณ์ปะทะก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง โดยคำว่า สันติภาพ เป็นคีย์เวิร์ดที่สหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย ทำหน้าที่เป็นประเทศคนกลาง เคยเสนอไว้ในการเจรจาระหว่างสองประเทศ กำลังถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการของกัมพูชา หากปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไป ความรู้สึกถึงความเป็นไปได้ของสันติภาพระหว่างสองประเทศอาจค่อยๆ จางหายไปจากสายตาประชาคมโลก ดังนั้น การปะทะครั้งนี้อาจถูกกัมพูชามองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะช่วงชิงพื้นที่ทางความรู้สึกบนเวทีโลก ด้วยการสื่อสารว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายที่ทำลายโอกาสสันติภาพที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกัมพูชาน่าจะทราบดีว่า การรบในสนามจริงไม่สามารถเอาชนะไทยได้อย่างเด็ดขาด
แต่ในเวทีโลก นี่คือเกมการสร้างภาพลักษณ์ว่าไทยเป็นฝ่ายละเมิดสันติภาพ และหากโลกรับรู้เช่นนั้น ก็จะเป็นปัจจัยกดดันไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการทูตและเศรษฐกิจ
ไทยจำเป็นต้องจัดทำหลักฐานการปฏิบัติการทุกอย่างให้โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และดำเนินการทุกขั้นตอนให้อยู่ภายใต้กรอบของข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกกล่าวหาว่าล้ำเส้นหรือใช้ความรุนแรงเกินจำเป็น
ไทยควรยึดเงื่อนไขแห่งสันติภาพเป็นหลัก ไม่ตอบโต้เกินกว่าเหตุ แต่พร้อมปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญคือ ความชัดเจนของหลักฐานและการสื่อสารกับนานาประเทศ เพื่อให้เห็นว่าไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นเหตุ และไม่ได้ทำเกินเลย
การปะทะครั้งใหม่ยังไม่ชัดเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ แต่ยอมรับว่ารัฐบาลจัดการสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบทเรียนการปะทะครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม มีการประเมิน ปรับยุทธศาสตร์ และออกมาตรการรับมือได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การรักษาอธิปไตยในครั้งนี้ถือว่าทำได้อย่างสมดุล ไม่ให้ความขัดแย้งระดับชายแดนขยายตัวเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค
สำหรับผู้นำทั้งสองประเทศยังไม่ยอมถอย และยังไม่เกิดสัญญาณแทรกแซงจากประเทศที่สาม การปะทะจึงดำเนินต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง การเจรจาอาจยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน
นอกจากนี้ การที่ทั้งสองประเทศตัดสินใจจะไม่เปิดทางให้นานาชาติเข้ามาแทรกแซงในช่วงแรก ย่อมทำให้การเผชิญหน้าอาจถูกรักษาระดับไว้และยืดเยื้อไปอีกหลายวัน หรือเป็นสัปดาห์ แม้ไทยจะมีความพร้อมในด้านยุทธการและอาวุธยุทโธปกรณ์
การประเมินศักยภาพของฝ่ายตรงข้ามเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ควรประมาทความทันสมัยและยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ ของกัมพูชา โดยเฉพาะในยุคที่หลายประเทศสามารถจัดหาอาวุธทันสมัยจากผู้ผลิตหลากหลายกลุ่มได้รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย หรือแม้แต่ผู้ผลิตรายย่อยจากประเทศที่กำลังเติบโต
เหตุปะทะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยาให้ทันต่อสถานการณ์
ทั้งด้านสาธารณสุข ความปลอดภัย อาชีพ และสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบ เพราะความรู้สึกไม่ปลอดภัยของประชาชนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในระยะยาว ความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนก็ต้องรับมืออย่างรอบด้านเช่นกัน
แม้การปะทะครั้งนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดมากขึ้น แต่ไทยและกัมพูชาไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เนื่องจากเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเกี่ยวพันกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และประชากรในพื้นที่ชายแดนมีความสัมพันธ์กัน
นอกจากนี้ท่ามกลางสงครามข้อมูลที่เกิดขึ้นคู่ขนานกับการปะทะทางทหาร ไทยต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาคมโลกสามารถตัดสินได้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ถ้ากัมพูชาสร้างข้อมูลที่บิดเบือน โลกก็จะเห็นเองว่าข้อมูลใดคือข้อเท็จจริง ไทยต้องใช้ข้อเท็จจริงเป็นอาวุธสำคัญควบคู่กับยุทธการทางทหาร
สรุปว่า การปะทะครั้งนี้เกิดจากผลรวมของปัจจัยหลายด้าน ตั้งแต่การเมืองภายในกัมพูชา สถานการณ์ระหว่างประเทศ สงครามข้อมูล และยุทธศาสตร์ทางทหารของทั้งสองประเทศ สิ่งที่ไทยต้องทำคือปกป้องอธิปไตยอย่างมีเงื่อนไข ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ พร้อมทั้งรักษาความน่าเชื่อถือในสายตาโลก และฟื้นฟูผลกระทบต่อประชาชนอย่างเร่งด่วน สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังไม่ปรากฏท่าทีว่าจะยุติลงในเร็ววัน แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอน การตัดสินใจที่รอบคอบและความโปร่งใสในการสื่อสาร จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในอนาคต

