‘วิทัย’โชว์วิชั่น แก้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ

29.01.26 | 12:00 น.

‘วิทัย’โชว์วิชั่น แก้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ

หมายเหตุ – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 มกราคม

ปัญหาโครงสร้างฉุดจีดีพี

ปี 2569 ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ หากตัดช่วงโควิด-19 ออก จีดีพีไทยที่คาดการณ์จะโต 1.5-1.7% น่าจะโตต่ำที่สุดรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านมากมาย และปัญหาภายใน ต้องช่วยกันทำ ช่วยกันแก้ ไม่นับปัญหาต่อเนื่องนอกประเทศ อาทิ ภาษีที่ยังไม่จบ ระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป สงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ทั้งหลาย ทั้งหมดกระทบกับเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น ทำให้ตอนนี้เราอยู่ท่ามกลางปัญหาจริงๆ ต้องยอมรับ ประเทศไทยจะไปต่อได้ ผลิบานได้ ต้องร่วมกันทำ อย่าเป็นคนวิจารณ์ หรือวิเคราะห์อย่างเดียว คนที่มีกำลังสามารถทำได้ ต้องลงมือทำ

ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมีหลายเรื่องมาก อาทิ หนี้ครัวเรือน 87% ถือว่าสูงสุดเทียบกับประเทศอื่นที่อยู่ประมาณ 40-60% สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส และไตรมาส 4-2568 จะต่อเนื่องเป็น 14 ไตรมาส ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัว เพราะสินเชื่อหดตัว เงินใหม่ไม่มี ผลิตภาพต่ำ ขีดความสามารถการแข่งขันไม่มี เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ ทุนเทา เงินเทา การคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำทั้งการเงิน รายได้ โอกาสและการศึกษา ที่ไม่ตอบโจทย์ตลาด หรือเศรษฐกิจในปัจจุบัน นวัตกรรมที่สูญหายไปของไทย มีเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่มาก หาไม่เจอว่าใหญ่ขนาดไหน แต่มีขนาดใหญ่และหลากหลายมาก มีตั้งแต่ระบุว่ามีขนาด 30-100% ของจีดีพีไทย

Advertisement

ขณะเดียวกันไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังการผลิต แรงงาน และการบริโภคมีจำกัด รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบกฎหมายล้าหลัง มีความน่าสงสัยถึงการบังคับใช้กฎหมายมากมายกิโยตีนกฎหมายทั้งหลายพูดกันมานานแต่ไม่เห็นทำอะไร ทั้งหมดคือปัญหาเชิงโครงสร้าง

รัฐ-เอกชนจับมือบรรเทา

เราเห็นคนพูดถึงเสือตัวที่ 5 การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงคนเข้าระบบ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เห็นคนพูดแบบนี้มาไม่รู้กี่สิบปี สิ่งที่ประเทศไทยขาดคือ ขาดคนทำ จริงๆ หน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งหลายต้องมาช่วยกันทำแล้วประเทศจะดีขึ้น ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถแก้หมดในวันเดียวได้ แต่แก้ได้ ต้องช่วยกันทำ ช่วยกันบรรเทา เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างกระทบกับทุกเรื่อง จีดีพีไทยปี 2569 น่าจะโต 1.5-1.6% เทียบกับปี 2568 ที่น่าจะโต 2.1-2.2% โดยหากส่งออกดีกว่าที่คาดไว้ ปีนี้อาจโตได้ 1.6-1.7% ซึ่งการส่งออกของไทยปี 2568 โต 12.7% แต่ปีนี้ โตต่ำกว่า 1% หรือติดลบได้ เพราะที่ผ่านมามีการเร่งส่งออกไปก่อนหน้า

โครงสร้างหลักในการประคองเศรษฐกิจไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ตอนนี้ตัวเลขยุบลงไป เนื่องจากมีเลือกตั้ง ทำให้อย่างน้อยเวลา 5-6 เดือนจากนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด อาทิ คนละครึ่งพลัส การลดภาษี มาตรการทางการคลังสูญหายไป เครื่องยนต์ส่วนนี้หายไป หากรัฐบาลใหม่เข้ามาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณที่จะเริ่มในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้

แม้เร่งอย่างไรแต่งบประมาณปี 2570 ที่จะเริ่มต้น 1 ตุลาคมนี้ ต้องล่าช้าออกไป ทำให้ต้นปีหายไป 5-6 เดือน ปลายปีหายไปอีก 2-3 เดือน ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงส่งที่เหลือน้อยมาก ดันจีดีพีได้เพียง 0-0.1% ประคองเศรษฐกิจได้ต่ำมาก ไม่นับความต่อเนื่องภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้ว อาทิ หาดใหญ่ รุนแรงกว่าคาด รวมถึงปีนี้ที่จะเกิดภัยพิบัติขึ้นอีกเหมือนทุกปี ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ซ้ำเติมเพิ่มเข้าไปแน่นอน

หวังปี’70กลับภาวะปกติ

ปี 2570 ยังคาดหวังว่าจะดีขึ้น กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เห็นการโตของจีดีพีประมาณ 2.2-2.3% แต่เป็นการเติบโตที่ต่ำลง รวมถึงการเติบโตเต็มศักยภาพ นำทรัพยากรทั้งหมดใส่เข้าไปด้วยเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่ คนและเงิน เพื่อให้ประเทศโตได้อย่างเต็มที่เต็มศักยภาพ ซึ่งคาดว่าจะโตประมาณ 2.7% แต่เดิมเคยโตที่ 3.5% และ 5% ในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ต้องทำให้โตที่ 2.7% หากต่ำกว่านี้ต้องประคองผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังจำเป็นหรือไม่ ต้องบอกว่ายังจำเป็น หลีกหนีความจริงไม่ได้เลย

หากอยู่บนทฤษฎีว่าระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ก็ลำบาก เพราะต้องดันให้จีดีพีเข้าใกล้ระดับ 2.7% ที่มีศักยภาพมากที่สุด และเลยระดับดังกล่าวไปด้วย ซึ่งต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม เพราะหากนับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา การลงทุนไทยอยู่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทั้งหมด จึงต้องช่วยกันทำให้เกิดการลงทุน หากวิเคราะห์กันอย่างเดียวก็จะอยู่อย่างนี้ ต้องหาคนทำและช่วยกันลงมือทำ

ปัญหาเชิงโครงสร้างนอกจากจะทำให้จีดีพีโตต่ำแล้ว ยังส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของประเทศที่ต่ำด้วย จากหนี้รัฐบาล เอกชน และครัวเรือนที่สูงมากๆ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่เป็นตัวกัดกร่อนการบริโภคที่หายไป คนไทยกู้เงินบริโภค ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งแบงก์ชาติจะเข้าไปดูมากขึ้น รวมถึงต้องปรับตัว จากการดูแลนโยบายการเงิน รัฐบาลดูแลการคลัง โดยมีเป้าหมายคือ 1.การทำให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ได้แก่ เงินเฟ้อต่ำ แต่ตอนนี้เงินเฟ้อติดลบจากซัพพลายที่ราคาปรับลดลงเร็วมาก ซึ่งคาดว่าปีนี้จะคลี่คลายตัวลงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก่อนกลับเข้ากรอบเงินเฟ้อในปี 2570 เวลาผ่อนคลายให้การเปลี่ยนแปลงราคาดีขึ้น 2.สถาบันการเงิน ระบบการเงินแข็งแรง ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ในสถานะที่สถาบันการเงิน ธนาคารมีความแข็งแรงมาก ประกาศกำไรออกมาหลัก 5 หมื่นล้านบาท สวนทางกับเศรษฐกิจ ธุรกิจ และประชาชนในภาพรวม ที่ปกติต้องกำไรไปด้วยกันหรือลดลงไปด้วยกัน

ดูแลแค่เสถียรภาพไม่ได้

แบงก์ชาติดูแลนโยบายการเงิน เป้าหมายคือเสถียรภาพ แต่หากดูเท่านี้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้ทำเลย สุดท้ายปัญหาเหล่านี้จะกลับมากระทบกับเสถียรภาพอยู่ดี เพราะเศรษฐกิจไปไหนไม่ได้ หากทุกคนมีปัญหา แต่แบงก์ชาติดูแลเสถียรภาพอย่างเดียวใช้นโยบายการเงินผ่านดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือเดียว สุดท้ายจะกระทบกับเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน แบงก์ชาติจึงต้องขยายบทบาทของตัวเองขึ้นมา แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อะไรที่เกี่ยวกับเรา เราจะลงมือทำ หวังว่าการเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจะประคับประคองเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิดแปลกจากปกติที่เคยทำ บางยุคแบงก์ชาติก็ขยายบทบาทการทำงาน เราต้องเดือดร้อนไปกับภาคธุรกิจเรียลเซ็กเตอร์ และประชาชน แก้ปัญหาเพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น

ปรับตัวแก้ปัญหา4เรื่อง

เศรษฐกิจมีปัญหา แบงก์ชาติต้องเข้าไปแก้ ซึ่งถือเป็นการปรับตัว ไม่ได้วิเคราะห์อย่างเดียว ปลายทางคือต้องทำให้เศรษฐกิจและประชาชนดีขึ้น ไม่เช่นนั้นแม้เราบรรลุเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค แต่เศรษฐกิจพัง ประชาชนไม่กินดีอยู่ดี มีปัญหาหมด ก็เท่ากับไม่บรรลุเป้าหมาย พูดแบบนี้ไม่ใช่แบงก์ชาติในอดีตทำไม่ดี ทำได้ดีมาก เพียงแต่บริบทแตกต่างกัน ตอนนี้มีปัญหาเชิงโครงสร้างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ช่วยบรรเทาหนี้ครัวเรือนได้บ้างแต่ไม่มาก

ตอนนี้โจทย์เปลี่ยน ความเสี่ยงเปลี่ยน ทำให้เราต้องปรับตัว กระตุ้นและประคองเศรษฐกิจ ออกมาตรการเฉพาะจุดแก้ไขปัญหา ในเดือนแรกพยายามทำ 4 เรื่อง ได้แก่ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โอนหนี้เอ็นพีแอลรายย่อยไม่เกิน 1 แสนบาทไปยังบริษัทเอเอ็มซี หรือแซม ที่เป็นบริษัทลูกของแบงก์ชาติประมาณ 1.1 ล้านบัญชี ช่วยได้ 3-5 แสนบัญชี ก็ดีใจมากแล้ว ถามว่าโครงการเดียวแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้หรือไม่ ตอบว่าไม่ได้ เพราะอย่างที่บอกโครงการเดียว หน่วยงานเดียวแก้ไขไม่ได้ ต้องช่วยกันทำ

โครงการที่ 2 เป็นเครดิตการันตีให้กับเอสเอ็มอี ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการตัวเล็กมากขึ้น เพื่อเพิ่มเม็ดเงินในระบบ หวังว่าจะปล่อยสินเชื่อได้มูลค่าแสนล้านบาท แก้ไขปัญหาสินเชื่อที่ติดลบกว่า 13 ไตรมาสต่อเนื่อง หรือ 39 เดือน นับเวลากว่า 3 ปีกว่าที่สินเชื่อติดลบ โดยหากสินเชื่อติดลบเท่ากับจะไม่ไปไหน ไม่มีทางไปได้ เอสเอ็มอีจ้างงานกว่า 70% ของแรงงานทั้งประเทศ จึงต้องช่วยกัน แต่ตัวเดียวแก้ไม่จบ ต้องช่วยกัน ลงมือทำ

ยันคิวอีไม่เหมาะกับไทย

คำถามถึงมาตรการคิวอี ประเทศไทยควรทำหรือไม่ อยากขออธิบายถึงการทำคิวอี หากทำในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐ ยุโรป จะซื้อพันธบัตรระยะยาวอายุ 20-30 ปี เพื่อให้เกิดผลระยะยาว ทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวจะลดลงทันที เพราะมีผลต่อเรียลเซ็กเตอร์ แต่ไทยไม่เหมือนกัน เราใช้เอ็มอาร์อาร์ แม้ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวลง สินเชื่อบ้านก็ไม่เปลี่ยน ผลของคิวอีจึงไม่มีผลต่อเรียลเซ็กเตอร์ของไทยมากนัก ส่วนการนำเงินเข้าระบบ อาทิ นำเงินแสนล้านทำคิวอีมีเงินเข้าระบบจริง แต่เย็นวันนั้นเงินแสนล้านก็จะวิ่งกลับเข้าแบงก์ชาติเหมือนเดิม เนื่องจากดอกเบี้ยที่กำหนดเท่ากับอัตราที่แบงก์ชาติกำหนด ดอกเบี้ยที่แบงก์ชาติกำหนดจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้การเพิ่มปริมาณเงินเข้าระบบมีผลต่อเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่การทำคิวอีตัวเดียวที่มีผลประคองได้เป็นสินเชื่อตรงๆ เพราะการที่สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจ

จ่อล้อมคอกซื้อขายทองคำ

ด้านการกำกับดูแลทองคำ ต้องยอมรับว่าเรื่องค่าเงินมีผลมาจากทองคำด้วย ตอนนี้เราไม่ได้พูดถึงทองที่ส่งออก เพราะไทยเป็นประเทศนำเข้าสุทธิ ซึ่งมีผลทำให้เงินบาทอ่อนค่า ไม่ใช่แข็งค่าเหมือนตอนนี้ จึงจะเข้าไปดูแลการซื้อขายทองแบบออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มในรูปสกุลเงินบาท ซึ่งจะมีการจำกัดวงเงินซื้อขายไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวัน แบงก์ชาติเตรียมออกมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ให้ร้านทองส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำออนไลน์ทั้งในรูปของสกุลเงินบาทและดอลลาร์ สำหรับผู้ที่ซื้อขายตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป โดยให้เริ่มมีการรายงานย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา และ 2.มาตรการในการจำกัดปริมาณซื้อขาย โดยจะมีการจำกัดวงเงินซื้อขายต่อวันต่อคน ไม่เกิน 50 ล้านบาท สำหรับการซื้อขายผ่านแอพพลิเคชั่นเทรดทองสกุลเงินบาทเท่านั้น ไม่รวมเทรดทองสกุลเงินดอลลาร์ และไม่นับการซื้อขายผ่านหน้าร้านทองปกติที่ส่วนนี้ไม่มีปัญหา เบื้องต้นคาดว่าประกาศดังกล่าวนี้จะลงในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 30 มกราคม และจะมีผลบังคับใช้ได้ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีการซื้อขายทองคำออนไลน์ในรูปสกุลเงินบาท 15 ราย มีเวลาในการเตรียมความพร้อมและปรับปรุงระบบ

อีกเรื่องเป็นการส่งออกทองไปประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องยอมรับว่ามีเยอะและน่าสงสัย อาจเป็นเรื่องของทุนเทาหรือไม่ต้องไปตรวจสอบดู แต่เรื่องทองนี้มีผลกดดันต่อค่าเงินมาก แบงก์ชาติก็หวังว่า 2 เรื่องที่ทำเกี่ยวกับทองขณะนี้ จะมีผลช่วยลดแรงกดดันของค่าเงิน และแก้เรื่องทุนเทาได้ด้วย เพราะนักการเมือง ข้าราชการสะสมเงินไม่ไหว ก็เอาไปแลกเป็นทองเก็บไว้ เป็นเรื่องจริง ที่เราจะต้องตามไปดู

พิรุธเบิกถอนเงินสด450ล.

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.ได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบการเบิกถอนเงินสดที่สูงผิดปกติ โดยจะต้องมีการชี้แจงให้ได้ว่าการเบิกเงินสดที่สูงผิดปกติในแต่ละกรณีที่ตรวจพบนั้นมีจุดประสงค์ หรือมีเป้าหมายเพื่ออะไร หากเป็นการดำเนินการทางธุรกิจก็ไม่มีปัญหาอะไร และหากมีการตรวจพบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ ธปท.จะดำเนินการส่งข้อมูลให้หน่วยงานเกี่ยวข้องที่มีอำนาจกำกับดูแล อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือหากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็จะเร่งส่งข้อมูลให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบต่อไป

โดยในช่วง 10 กว่าวันที่ผ่านมา พบว่ามีการเบิกถอนเงินสดที่น่าสงสัย 2 กรณี ได้แก่ การเบิกเงินสดสูงถึง 250 ล้านบาท และการเบิกเงินสด 200 ล้านบาท จาก 2 ธนาคาร แห่งละ 100 ล้านบาท และบางรายพบว่ามีการเบิกเงินสดที่เป็นธนบัตรชนิดราคา 100 บาท ยิ่งเป็นจุดที่น่าสงสัยมากขึ้น ซึ่ง ธปท.จะอาศัยอำนาจทางกฎหมายที่เคยมีในส่วนนี้ แต่ไม่เคยใช้มาตรการดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด และหลังจากนี้ในอีก 2-3 เดือน ธปท.จะมีการแก้กฎหมายหรือหลักเกณฑ์ในการเบิกถอนเงินสด หากมีการเบิกเกินจำนวนที่เหมาะสม อาทิ 3-5 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขตรงนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ธนาคารจะต้องเข้าไปตรวจ