ร้องนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ วิกฤตเชื่อมั่น กกต.

12.02.26 | 12:30 น.

ร้องนับคะแนนเลือกตั้งใหม่วิกฤตเชื่อมั่น กกต.

หมายเหตุความเห็นและข้อเสนอของนักวิชาการกรณีประชาชนออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ในหลายเขตเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์

ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การขอให้นับคะแนนใหม่ที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ จริงๆ มีทุกครั้ง แต่ผมมองว่าคราวนี้มันมีความไม่ปกติ ผมไม่อยากใช้คำว่าผิดปกติ
แต่มันมีความไม่ปกติค่อนข้างมาก ซึ่งมันก็เป็นสิทธิของผู้ร้องหรือประชาชน ผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอให้มีการนับคะแนนใหม่

Advertisement

ส่วนเรื่องการแก้ปัญหา อยู่ที่มุมมองตอนนี้ว่าเราต้องการทางออกแบบไหน จริงๆ แล้วการนับคะแนนใหม่ ผมมองว่ามันก็คงใช้เวลาไม่นานดีที่สุดก็อาจจะนับคะแนนในเขตที่มีปัญหา เช่นเขตที่คะแนนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งกับคะแนนรวม ผลออกมามันไม่ตรงกัน เหมือนตัวอย่าง จ.ปทุมธานี ที่สุดท้ายแล้วก็สามารถแก้ปัญหานั้นได้ มันมีวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งสุดท้ายผลออกมาก็โอเค คนก็รับกันได้

ถามว่าเรื่องนี้มันเป็นบทเรียนไหม คือต้องพูดตรงๆ ก่อนว่าในระบบการเลือกตั้งของเรา มีปัญหาทุกครั้งเกี่ยวกับการนับคะแนน ถ้าให้ดูจริงๆ ครั้งที่แล้วก็มีปัญหา ที่เขาเรียกกันว่า ‘บัตรเขย่ง’ และเรายังไม่เคยแก้ปัญหาหรือถอดบทเรียนเลยว่าจริงๆ แล้วข้อผิดพลาดมันเป็น Human error หรือว่าเกิดจากอะไร

ฉะนั้น ผมคิดว่าเราควรจะถอดบทเรียนกันก่อน ว่าจริงๆ แล้วตรงนี้มันเป็น Human error มันมีอะไรหรือเปล่า หรือว่าเป็นที่ระบบ ถ้าเป็นที่ระบบเขาจะได้แก้ปัญหา แต่ถ้าเป็นที่คน error เอง ก็อาจจะต้องมีการอบรมหรือซักซ้อมทำความเข้าใจ ในการเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ที่มากกว่านี้

กล่าวคือโดยหลักการเลือกตั้งแล้ว ต้องโปร่งใส แต่ทีนี้มันมีการร้องเรียนเกิดขึ้นหลายกรณี ว่าการเลือกตั้งตรงนี้อาจจะไม่โปร่งใส ซึ่งเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ พิสูจน์ว่าการเลือกตั้งนี้โปร่งใสหรือเปล่า ด้วยการนับใหม่ นับให้มันเป็น Open to the public ต่อสาธารณะและให้มีการตรวจสอบได้ ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ สามารถทำได้อยู่แล้ว ผมก็ยังสงสัยว่าทำไมในกรณีที่มีปัญหา อย่างใน จ.ชลบุรี เองถึงยังไม่มีการนับใหม่ เพราะอย่าง จ.ปทุมธานีเอง เมื่อนับใหม่แล้วก็คลาดเคลื่อนนิดเดียว ซึ่งก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้

ดังนั้น เราจะต้องถอดบทเรียนก่อนว่า สิ่งที่มัน error คือ System หรือว่า Human ซึ่งถ้ามันเป็นที่ระบบ ก็ต้องพิจารณาแล้วว่าระบบการจัดการเลือกตั้งเรามีปัญหาแน่ เช่น การจัดเลือกตั้งในวันเดียวกันทั้งประชามติ ทั้งแบบแบ่งเขต และปาร์ตี้ลิสต์ และมานับรวมกัน ถ้าเป็นที่บุคคล เราก็ต้องมาพิจารณาแล้วว่าเป็นระบบของเราที่เอาข้าราชการ ครู หรือว่าข้าราชการอื่นๆ มาเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือไม่

ในการจัดการอบรม ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของบัตรดี/เสีย ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งของคะแนนมันคือ ดุลพินิจของกรรมการประจำหน่วยที่พิจารณาว่าบัตรนั้นดีหรือเสียด้วย บางคนกากบาทไม่ตรงกลางช่อง กรรมการตีว่าบัตรเสียบ้าง ซึ่งตรงนี้เข้าใจว่า กกต.เอง ก็ได้ทำตัวอย่างให้ดูแล้ว แต่บางทีกรรมการประจำหน่วยอาจจะตีความไม่เหมือนกัน ดังนั้นต้องดูกันต่อไป สมมุติว่าตัวเลขมันห่างกันมากเกินไป เช่น จำนวนผู้มาใช้สิทธิประมาณ 50,000 คนแต่พอนับคะแนน พอสรุปคะแนนออกมาแล้วมันแตกต่างกันถึงประมาณหลักพัน หรือหลักร้อยปลายๆ ผมว่าอันนี้น่าจะมีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นตรงนี้เป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องสอบสวนต่อไป แต่ว่าตอนนี้ยังไม่เห็นบทบาทในการ Take action ตรงนี้

ถ้าถามว่าแล้วเราควรจะมีมาตรการอะไรอย่างไร ผมคิดว่าต้องมาดูกันก่อนว่า ตัวกลางในการจัดการเลือกตั้งของเรา ดำเนินการผิดพลาดมาทุกครั้ง ไม่ว่าจะบัตรเขย่ง เลขไม่ตรง มันเกิดจากอะไร เพราะคราวที่แล้วก็มี เราไม่เคยรู้เลยว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร เมื่อเรายังไม่รู้สาเหตุ จึงตอบไม่ได้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ดังนั้น สิ่งที่ กกต.ควรจะทำตอนนี้คือ หาเหตุก่อน

ส่วนประเด็น กกต.ที่ขอเลื่อนเวลาแถลงการณ์ออกไป 2 วันในหลายเขต ตรงส่วนนี้เราต้องมอง 2 ฝั่ง ต้องมองความพร้อมของตัว กกต.เองด้วย ถ้าเป็นกรณีเลื่อนไป 2 วัน แล้วให้ความเชื่อมั่นได้ว่ามีความโปร่งใส ว่าหีบเลือกตั้งนี้จะถูกซีลไว้ จะไม่ถูกขยับเคลื่อนที่หรือว่ามีการ Modify เปลี่ยนแปลง มันจะอยู่นิ่งแบบนี้ ผมก็คิดว่าประชาชนจะรับได้ และเข้าใจได้ แต่ถ้าเกิดว่ามันเป็นการทิ้งระยะเวลา 2 วัน เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง ผมคิดว่าประชาชนอาจจะไม่โอเค อย่างไรแล้วก็ต้องดูในระหว่าง 2 วันนี้ กกต.จะมีโซลูชั่น มีทางออกอย่างไรบ้าง

เพียงกมล มานะรัตน์
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ปรากฏการณ์ครั้งนี้จากนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ สะท้อนความไม่ไว้วางใจในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา จะไม่มีกรณีนี้ อีกอย่างคือความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นมาจากอะไร เพราะมีความไม่โปร่งใสในหลายเขต เช่น บางเขตคะแนนมากกว่าผู้ที่มาใช้สิทธิ อย่างภาคอีสาน สุรินทร์ เขต 8 คะแนนเมื่อเวลา 15.00 น. อยู่ที่ 51,000 คะแนน แต่ถัดมาอีกนาทีเดียว 49,000 คะแนน มันขึ้นลงขึ้นลงแบบแปลกๆ อย่างอุบลราชธานี เขต 6 คะแนนไม่ขึ้น แต่ว่าประกาศไปแล้ว เป็นต้น

เมื่อมีอะไรแบบนี้ กกต.กลับไม่ยอมให้ตรวจสอบอีก ที่ชัดเจนที่สุดคือ ชลบุรี เขต 1 ใบพบว่าที่นับคะแนนอยู่ในถังขยะ ทั้งที่ทุกอย่างควรจะเป็นความลับอยู่ตรงนั้น จนทำให้ประชาชนซึ่งเกิดความคลางแคลงใจอยู่แล้วในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. พอเกิดข้อสงสัย แทนที่จะยอมให้ประชาชนตรวจสอบหรือว่านับคะแนนใหม่ เหมือนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) นับคะแนนใหม่ ผลก็แทบไม่คลาดเคลื่อนต่างกัน 1-2 คะแนน แต่ความไว้วางใจมันกลับมา ดังนั้นถ้าบริสุทธิ์ใจจริง อยากให้ทำ ประชาชนพร้อมนับใหม่อยู่แล้ว

จากคำอธิบายของ กกต.ที่ออกมาแถลงนั้น ถ้ามองในมุมนักวิชาการ ก็ต้องบอกว่าฟังไม่ค่อยจะขึ้น เต็มไปด้วยข้อความทางกฎหมายระเบียบ เข้าใจว่า กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ซึ่งสำคัญที่สุดคือ จัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม เพราะฉะนั้นอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เมื่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ผู้เป็นเจ้าของคะแนน ขอให้ตรวจสอบ ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำไม่ใช่หรือ

ถามว่าควรนับใหม่ทั้งประเทศเกิดหรือไม่ ส่วนตัวมองว่า เอาเฉพาะเขตที่คลางแคลงใจดีกว่า ไม่ถึงขนาดว่าประชาชนไม่ไว้ใจ กกต. 100% แค่คลางแคลงใจบางเขตที่มันมีข้อสงสัย มีคำถามเกิดขึ้น แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ กกต.ไม่มีเครดิตในสายตาประชาชนมากขึ้น คือการไม่ยอมรับความผิดพลาด และไม่ยอมทำตามที่ประชาชนขอ ส่วนแอ๊กชั่นของผู้สมัคร อย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หรือพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาบอกว่า พร้อมนับใหม่ อันนี้ต้องยอมรับว่า ร.อ.ธรรมนัสกับบางท่านที่บอกว่า นับใหม่ก็นับใหม่ อันนี้ถือว่าถูกต้อง เพราะว่าการที่คุณจะเป็นผู้แทนอย่างสง่างาม มันมีเรื่องความชอบธรรมอยู่ ดังนั้น การจะได้มาซึ่งความชอบธรรม การได้รับเลือกตั้งมาอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม Free and Fair เป็นหนึ่งในเงื่อนไขความชอบธรรมอยู่แล้ว ถ้าคุณอยากจะเป็นผู้แทนอย่างมีความชอบธรรมจริงๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ถ้ามีการนับใหม่ ถ้าเกิดคุณกลัว คุณก็เอาตัวแทนสังเกตการณ์ไปด้วยก็ได้

คิดว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว กลายเป็นม็อบเหมือนปี 2563 เหมือนตอนนั้นที่อนาคตใหม่ถูกยุบ หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่า อาจจะเกิดเป็นม็อบ แต่ไม่ใหญ่ขนาดนั้น มันกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวไปแล้ว แต่ว่ามันอาจจะไม่ลุกลามเป็นม็อบทั้งประเทศ เพราะความไม่พอใจ ความไม่เชื่อใจ ความไม่ไว้วางใจกับพรรคการเมือง พรรคการเมืองที่ไม่รู้จะเป็นรัฐบาลหรือเปล่า ถ้าพรรคที่ไม่ยอมให้ตรวจสอบและเป็นส่วนหนึ่งในรัฐบาล ก็อาจจะเกิดความไม่เชื่อมั่นกับประชาชน เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งสะท้อนตอกย้ำจุดอ่อนขององค์กรอิสระไหม เป็นผลของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่พวกเรารณรงค์ว่าให้เห็นชอบในการแก้ไข เพราะหนึ่งในข้อเสียของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือการเอาความยึดโยงของประชาชนออกจากองค์กรอิสระ ผู้คุมกติกาในองค์กรอิสระทั้งหลายแทบไม่ได้มาจากประชาชน อีกทั้งยังไม่สามารถตรวจสอบได้ เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 ที่พอจะตรวจสอบได้ ดังนั้นแน่นอนว่าเมื่อกฎหมายไม่ยึดโยงกับประชาชน เขาอยากจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องแคร์ประชาชน อย่าลืมว่าคนตั้งคำถามในที่นี้ไม่ใช่
ผู้สมัคร แต่คือ ‘ประชาชนเจ้าของอำนาจ’ เจ้าของคะแนนเสียง ที่เขาเสียตังค์ค่ารถ ค่าเครื่องบิน
ค่าสารพัดไปเลือกตั้ง ดังนั้นเขามีสิทธิเต็มที่ที่จะเรียกร้อง แม้มีคนเรียกร้องเพียงคนเดียว ก็ควรจะต้องตอบสนอง

สำหรับปรากฏการณ์เรียกร้องให้นับใหม่ พลเมืองตื่นรู้ แอ๊กชั่นเต็มที่ในการรักษาสิทธิ ถึงขนาดไปนอนเฝ้านั้น ถ้าเป็นในมุมอาจารย์ทางรัฐศาสตร์ พวกเราน้ำตาไหล ตื้นตันกันมาก เพราะว่านั่นคือสิ่งที่เรากำลังสอนนักศึกษา พยายามจะให้ความรู้กับสังคม การเป็นพลเมืองไม่ใช่เลือกตั้งแล้วจบ แต่ก่อนหน้านั้น ระหว่างเลือกตั้ง หรือหลังเลือกตั้ง สำคัญกว่าช่วงเลือกตั้งอีก อันนี้เป็นเครื่องแสดงออกให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมแล้ว อาจจะไม่ได้เห็นคนลุกขึ้นมา มีม็อบทุกอาทิตย์เหมือนเกาหลีใต้ แต่ไม่ใช่ว่าคนจะไม่จับตามองผู้แทนของตัวเอง เพียงแต่เราจะพูดหรือไม่พูด และเมื่อไหร่ที่มีอะไรไปสะกิดสักนิด เขาก็พร้อมจะออกมา

ทั้งนี้ เหตุใดนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. จึงไม่ออกมารับหน้า แต่ปล่อยให้เลขาธิการออกมาแถลงข่าว รับแรงปะทะอยู่คนเดียว คนที่มีอำนาจจริงๆ ทำไมไม่ออกมาตอบคำถาม เพราะถึงแม้จะอ้างว่าไม่มีระเบียบ แต่ยังไม่หมดการเลือกตั้งแบบ 100% คนที่ทำงานราชการอยู่จะรู้ว่า ถึงแม้มีระเบียบ แต่ถ้าเราจะทำจริงๆ มันจะมีระเบียบที่ยกเว้นไว้เพื่อกรณีพิเศษ เพื่อการทำงานที่คล่องตัว ดังนั้น ในระยะเฉพาะหน้า ขอเพียงประชาชนเรียกร้องอะไรก็ทำตาม เท่านั้นเอง คือประชาชนไม่ได้เรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่หรือให้ไปทำอะไรที่มากมายเลย ถ้า กกต.บอกว่าไม่มีงบประมาณจ้างคนมานับ ก็มีอาสาสมัครมากมายที่พร้อมจะเข้ามาช่วยตรงนี้ ที่เป็นกลาง อย่างน้อยมหาวิทยาลัย คนจากในกระทรวง อว.ก็พร้อม ถ้าขอมากันจริงๆ ก็ได้อยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่ เหตุการณ์ครั้งนี้ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งสกปรก พ.ศ.2500 ถ้าถามว่าเป็นบทเรียนไหม ส่วนตัวมองว่า ตอนนี้ส่วนราชการหลายส่วนปรับตัวแล้ว อะไรที่ประชาชนเรียกร้อง เขาก็ตอบสนอง หลายๆ หน่วยก็เปลี่ยนไปแล้ว จึงไม่เข้าใจว่า กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ที่น่าจะปรับตนเองได้ง่ายด้วยความเป็นอิสระ มีกฎระเบียบเป็นของตนเอง แต่ก็ไม่เข้าใจเหตุผลเหมือนกันว่าทำไม และอยากรู้เหตุผลเช่นกัน อยากให้ท่านทั้ง 7 ท่านช่วยออกมาชี้แจงหน่อยว่า ทำไม เพราะอะไร ด้วยตัวท่านเอง ไม่ใช่ให้เราต้องมานั่งเดา