หมายเหตุ – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ขณะร่วมงานประชุมใหญ่สามัญของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ประจำปี 2568/2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว วันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
การดำเนินนโยบายการเงิน หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1% มองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการลดลงในระดับมากนัก โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ 1.เพื่อดึงอัตราเงินเฟ้อระยะกลางที่เริ่มต่ำลงให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายตามพันธสัญญาของ ธปท. และ 2.เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่แม้จะเริ่มฟื้นตัวแต่ยังมีความเสี่ยงล้อมด้านอยู่มากมาย โดยศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ประมาณ 2.7% ตอนนี้
แม้จะดีขึ้น แต่ก็ยังต่ำกว่านั้น จึงอยากช่วยประคองและดันจีดีพีให้เข้าใกล้ศักยภาพให้มากที่สุด และคาดหวังว่าการลดดอกเบี้ยรอบนี้จะช่วยให้จีดีพีขยายตัวจากเดิมที่คาดไว้ประมาณ 1.5-1.6% ขยับเข้าใกล้ระดับเกือบ 2% ได้มากขึ้น
ประเมินภาพปัจจุบันหากสถานการณ์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดอกเบี้ยในระดับ 1% ถือเป็นจุดที่สมดุลที่สุด ยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยมีทั้งข้อดีต่อผู้กู้และข้อเสียต่อผู้ฝากเงิน เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยต่ำมากเกินไปก็มีผลลบเหมือนกัน จึงต้องรักษาความสมดุลให้พอดีๆ โดยหากเปรียบเทียบระดับดอกเบี้ยของไทยกับตลาดโลก อัตราดอกเบี้ยของไทยถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับนานาประเทศ อยู่ในกลุ่มต่ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และต่ำที่สุดในเอเชียหากไม่นับประเทศญี่ปุ่น
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนต้องบอกว่า ตอนนี้ดอกเบี้ยของเราอยู่ที่ 1% หากนำประเทศสำคัญในโลก 42-43 ประเทศมาเรียง เราต่ำที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก เราต่ำมาก จะมีต่ำกว่าเราแค่สวิตเซอร์แลนด์กับญี่ปุ่นเท่านั้น ในอาเซียนเราต่ำที่สุด ในเอเชียถ้าไม่นับญี่ปุ่นเราก็ต่ำที่สุดอยู่แล้ว ถือว่าเป็นระดับที่ผ่อนคลายมากๆ
ส่วนความกังวลเรื่องขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) หรือกระสุนในมือ ที่อาจลดน้อยลงจากการลดดอกเบี้ย ยืนยันว่ายังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการดูแลเศรษฐกิจหากเกิดวิกฤตที่ไม่คาดคิด หรือภาวะช็อกขึ้นในอนาคต โดยระบุว่าในภาวะวิกฤตปกติจะใช้พื้นที่การปรับลดประมาณ 0.5% เป็นขั้นต้น ซึ่งหากจำเป็นจริงยังสามารถปรับลดลงไปได้ถึงระดับ 0.5% เช่นเดียวกับในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการปรับลดดอกเบี้ยก็เป็นการลดกระสุนของ ธปท.ลงแน่นอน แต่ก็ตรงไปตรงมา หากเกิดสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ ปกติเราจะใช้พื้นที่ (Space) การลดดอกเบี้ยลงก่อนประมาณ 0.5% เป็นลำดับแรก ดังนั้นที่ระดับ 1% จึงถือว่ายังมีพื้นที่เพียงพอในการประคับประคองเศรษฐกิจได้
ด้านความคืบหน้าในการจัดระเบียบภาคธนาคาร ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการทบทวน (Review) โครงสร้างค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าแต่ละแห่งมีการกำหนดอัตราที่แตกต่างกันมากและมีช่วงห่าง (Range) ของราคาที่กว้างเกินไป ซึ่งบางรายการอาจไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน ธปท.จึงเตรียมนำร่องปรับปรุงค่าธรรมเนียมประมาณ 10-15 ประเภทแรกที่ประชาชนใช้งานบ่อย เพื่อจัดทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (Standard) ซึ่งทิศทางหลักคือการปรับลดลงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและช่วยลดภาระของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มฐานรากที่ได้รับผลกระทบเท่าเทียมกับคนทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะรวยหรือจน ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมเท่ากัน
ยกตัวอย่างรายการค่าธรรมเนียมที่จะถูกนำมาพิจารณาประกอบด้วย การขอใบแสดงรายการเดินบัญชี (Statement) ที่ปัจจุบันบางธนาคารคิด 100 บาท บางแห่งคิดสูงถึง 200 บาทต่อบัญชี หรือบางแห่งคิดต่อประเภทรายการด้วย ซึ่ง ธปท.จะกำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวโดยอิงจากระดับราคาที่ต่ำ เพราะอย่างตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นว่า มีความแตกต่างกันมาก ก็เอามาดูให้เป็นมาตรฐาน มาตรฐานก็คือโดยหลักก็จะอยู่ในระดับที่ต่ำๆ ไม่ใช่ต่ำสุดทีเดียว ต้องดูต้นทุนด้วย
นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชี ค่าธรรมเนียมออกบัตร ATM และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมข้ามเขต อาทิ การโอนเงิน ฝากเงิน หรือเรียกเก็บเช็คข้ามเขต ซึ่งในอดีตอาจมีต้นทุนจากการขนส่งเงินสด แต่ปัจจุบันระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำให้ต้นทุนเหล่านี้หมดไปแล้วจึงควรปรับลดลงหรือยกเลิกไป ซึ่งจริงๆ มองว่าค่าธรรมเนียมบางส่วนอย่างเช่นส่วนนี้ (ข้ามเขต) ไม่ควรมีแล้วครับ เพราะสมัยก่อนการกดเงินข้ามเขตมันมีภาระในการขนเงินสด เดี๋ยวนี้อาจไม่มีแล้ว ส่วนนี้ถ้ามีก็ต้องต่ำมากหรือไม่มีเลย
รวมถึงจะมีการตรวจสอบค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อเอสเอ็มอี เช่น ค่าธรรมเนียมเขียนโครงการ (Front-end Fee) และค่าธรรมเนียมการชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) เพื่อส่งเสริมภาคธุรกิจ โดยคาดว่าจะเห็นข้อสรุปที่ชัดเจนภายใน 2 เดือนนับจากนี้ และคาดว่าจะเห็นผลที่เป็นรูปธรรมหรือจะเข้าสู่กระบวนการออกประกาศคุมเพดานค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการ และการหารือกับธนาคารพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ได้ในช่วงภายในปี 2569
โดยการกำกับดูแลค่าธรรมเนียมในระยะแรกจะอยู่ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติสถาบันการเงิน ซึ่งครอบคลุมธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก โดยต้องส่วนของธนาคารก่อน เพราะค่าธรรมเนียมที่ประชาชนใช้บริการส่วนใหญ่อยู่กับธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ ขณะที่สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) มีค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการโดยตรงไม่มากนัก ยอมรับว่า ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์มีอิสระในการกำหนดค่าธรรมเนียมเอง เพียงแต่ต้องประกาศให้ประชาชนทราบเท่านั้น โดยไม่มีการกำหนดเพดานหรือมาตรฐานกลาง ที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างแต่ละแห่งค่อนข้างมาก
เชื่อว่าเมื่อดำเนินการเป็นรูปธรรมแล้ว ผลกระทบของการดำเนินการครั้งนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าคนจะมีฐานะระดับไหน ค่าธรรมเนียมพวกนี้จ่ายเท่ากัน เพราะฉะนั้นแนวคิดนี้จะช่วยคนฐานล่างและประชาชนทั่วไปได้มาก

