เสียงสะท้อนธุรกิจภูธร
ผลกระทบสงคราม‘สหรัฐ-อิหร่าน’
หมายเหตุ – ความเห็นและข้อกังวลของภาคธุรกิจเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางซึ่งมีแนวโน้มยืดเยื้อออกไปหลังสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
จีระศักดิ์ คาระวิวัฒนา
ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดนครราชสีมา
และกรรมการที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา
ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ระหว่างสหรัฐอเมริกาที่ร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตอนนี้ที่เราทำได้ คือ ต้องเตรียมความพร้อมและระวังตัว เพราะสถานการณ์แบบนี้ ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและการใช้ชีวิตอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะน้ำมันเชื้อเพลิง แก๊สหุงต้ม พลังงานต่างๆ ที่จ่อขึ้นราคา ทำให้ค่าขนส่ง และสินค้าต่างๆ เตรียมปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหลายครั้งเมื่อเกิดสถานการณ์ในลักษณะนี้ มักจะมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคากันล่วงหน้าโดยอ้างมูลเหตุเหล่านี้ ทั้งๆ ที่สินค้าต้นทุน อย่างเช่น ผลผลิตเกษตร ผัก หรือเนื้อสัตว์ที่รับซื้อจากเกษตรกรหรือจากฟาร์ม จะมีต้นทุนไม่สูง เช่น ราคามะพร้าวหน้าสวน อยู่ที่ลูกละ 2 บาท แต่เมื่อนำมาจำหน่ายในตลาดหรือขึ้นห้างฯ กลับมีราคาแพงลิ่วถึงลูกละ 20 บาท เห็นได้ชัดว่ามีการฉวยโอกาส หาประโยชน์ใส่ตัวโดยอ้างสถานการณ์ ทำให้สินค้าราคาแพง ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น ดังนั้น หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจจะต้องเข้ามาควบคุมดูแลอย่างเร่งด่วน ไม่ให้เกิดปัญหาลุกลามเป็นวงกว้าง จนประชาชนเดือดร้อนไปมากกว่านี้ เพราะสงครามที่เกิดครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะรุนแรงและยืดเยื้อบานปลายแค่ไหน แต่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคนอย่างหนักแน่นอน
ในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหาร สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือ เตรียมพร้อมรับมือในเรื่องค่าใช้จ่าย ต้องคุมเข้มเรื่องการใช้จ่ายให้มากขึ้น จะซื้อของอะไรก็ต้องซื้อเท่าที่จำเป็น อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด เพื่อลดค่าใช้จ่ายลง ซึ่งร้านอาหารเล็กๆ ทำได้ประมาณนี้ แต่จะให้กักตุนวัตถุดิบหรือกักตุนสินค้าทำได้นิดหน่อย เพราะไม่มีเงินทุนมากนัก ไม่เหมือนร้านขนาดใหญ่หรือที่มีแฟรนไชส์หลายสาขา คงต้องเตรียมพร้อมในเรื่องนี้เหมือนกัน และเตรียมตุนสินค้าวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับประกอบกิจการมากกว่าร้านเล็กๆ ด้วยซ้ำ
อยากให้ตั้งรัฐบาลให้ได้โดยเร็ว มี 3 ทหารเสือเก่งๆ อย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบันมาช่วยแก้สถานการณ์ ก็น่าจะแบ่งเบาเศรษฐกิจไปได้ แต่ขอให้ทำงานแบบจริงใจ พิสูจน์ผลงานให้ประชาชนคนเห็น เพราะที่ผ่านมาหลายอย่างมีแต่ภาพลวงตา ไม่สามารถจะคาดหวังอะไรได้ ประชาชนจึงต้องพึ่งตัวเอง ไม่รู้จะไว้วางใจให้ใครมาบริหารประเทศ ยิ่งทุกวันนี้ เศรษฐกิจมันแย่มาก แม้แต่ธนาคารยังบ่นว่าเงียบ นับประสาอะไรกับประชาชนอย่างเราๆ มีนายกเทศมนตรี นายก อบจ. มี ส.ส. แต่ว่าเวลาได้มาแล้วช่วยประชาชนได้แค่ไหน เรื่องปากท้องของประชาชนกับปากท้องของเขา มันต่างกัน จึงอยากให้รัฐบาลบริหารประเทศอย่างจริงจัง และจริงใจ ทุ่มเทสรรพกำลังและความสามารถ ทำในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด โดยเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชน ให้มากกว่าผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง อย่าปล่อยให้ประชาชนรับมือและแก้ปัญหาเพียงลำพัง ซึ่งถ้าทำได้อย่างนี้ เชื่อว่าประเทศไทยจะไปรอด และผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้อย่างแน่นอน
พัลลภ แซ่จิว
ที่ปรึกษาประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่
และเจ้าของบริษัท สยาม ไอ.ที.ทัวร์ จำกัด
ผลกระทบเรื่องแรกที่เจอ คือ ผู้โดยสารสายการบินเอทิฮัดกว่า 160 คน ตกค้างอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพราะมีการปิดน่านฟ้าทำให้ไม่สามารถเดินทางไปอาบูดาบีได้ สายการบินจัดหาที่พักให้ ก็มองได้สองด้านคือทั้งดีและเสีย ดีคือเขาอยู่ต่อก็ต้องใช้เงิน ยกเว้นไม่มีเงินก็จะกลายเป็นภาระ ที่จะตามมาอีกก็คือ ธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบกันหมดไม่แค่บริษัทใดแต่ทั้งประเทศจากราคาน้ำมันขึ้น เพราะเป็นต้นทุนธุรกิจ การใช้ชีวิตของประชาชนทั่วไป ระบบขนส่งขึ้นแน่นอน ตอนนี้เริ่มแล้ว เชลล์ประกาศขึ้นน้ำมันดีเซล 4 บาทต่อลิตร คาลเท็กซ์ 2 บาทต่อลิตร ถึงแม้วันรุ่งขึ้นจะปรับลด ในขณะที่ ปตท. และบางจาก ที่มีรัฐถือหุ้นยังดึงอยู่ เป็นแบบนี้ราคาสินค้าจะไม่ขึ้นตามได้หรือ ก็เรียกว่ายาวๆ ไป เพราะราคาน้ำมันถึงอย่างไรก็ตรึงไม่อยู่ อย่างน้อย 30 วัน ที่มีกองทุนสนับสนุน รัฐคงต้องหันมาพิจารณาและดูว่าการผลิตน้ำมันในประเทศว่าจะนำมาทดแทนได้มากน้อยแค่ไหน ในกลุ่มร้านอาหารและภัตตาคารก็ต้องโดนกระทบพ่วงไปหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเกิดสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง แน่นอนว่า สายการบินอาหรับเอมิเรตส์ เอทิฮัด กาตาร์ บาห์เรน ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการบินมาเอเชียหยุดหมดกระทบโดยตรง ในเมื่อยังมีการเดินทางอยู่ก็ต้องอ้อมไปเติร์กเมนิสถานเพื่อไปอินเดีย ตอนนี้สามสี่สายการบินต้องจอดอยู่ตามประเทศต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 80 ลำ เพราะไม่เสี่ยงที่จะบิน เกิดอาการที่เรียกว่าอัมพาต เพราะสายการบินเหล่านี้ใช้เงินน้ำมันมาอุดหนุนให้ราคาไม่แพงมาก ในขณะที่สายการบินอื่นไม่ว่าจะเป็น เคแอลเอ็ม ลุฟท์ฮัลซ่า แอร์ฟรานซ์ ราคาแพงมาก ก็ส่งผลกระทบ และสำหรับคนที่ยังต้องเดินทางบรรยากาศการบินข้ามพื้นที่ยังปลอดภัยหรือไม่ ก็ตัดสินใจหยุดเดินทางหยุดบิน เพราะรู้สึกใจไม่ดีหากต้องบินไปในขณะนี้และต้องผ่านโซนพื้นที่เสี่ยง หรือแม้จะบินอ้อมก็คงยังหวั่นใจว่าจะเจออะไรกลางทางหรือระหว่างบินหรือไม่ เพราะความเชื่อมั่นคนเดินทางที่ช็อก ราคาตั๋วแพงพุ่งทะลุจากเดิม 4-6 หมื่น ก็ไปถึง 9 หมื่น ถึงแสน ไม่มีตัวเลือก
ทำให้ต้องลุ้นว่าจากนี้ไปที่เกิดอีเวนต์สงครามจะมียอดจองเชียงใหม่กลับเข้ามาหรือไม่ เพราะในวิกฤตต้องมีโอกาสเสมอ เขาอาจจะตัดสินใจมาหาเราแทนที่ก็ได้ เพราะฝั่งยุโรปบางประเทศ โดยเฉพาะซีกโลกเหนือ ออสเตรีย หิมะสูงเป็นฟุต ทรมานมาก เขาก็อาจจะตัดสินใจมาบ้านเราแทน เพราะถ้าอยู่ก็หนาวมาก ความจริงการท่องเที่ยวของเรากำลังไปได้ดี แต่มามีการสู้รบผสมโรงก็ต้องหันมาดูกราฟท่องเที่ยวจริงๆ ว่าปกติเชียงใหม่ เราพุ่งในเดือน 11 เดือน 12 เดือน 1 และเดือน 2 ก็จะลงยาวไปจนถึงเดือน 5 โงหัวขึ้นหน่อยตอนเทศกาลสงกรานต์ และกลับมาดีอีกครั้งในเดือน 6 เดือน 7 และเดือน 8 แล้วลงไปใหม่ที่เดือน 9 คือมีลักษณะเชฟ W จะทำอย่างไรให้หลุมในช่วงเดือน 3-5 และ 9-10 ตื้นขึ้นมาได้ หากทำได้ก็จะพยุงธุรกิจได้เยอะ ไม่ต้องหาเงินเหนื่อยเหมือนทุกวันนี้
สรุปคือ เราต้องเข้าใจปฏิทินโลก รัฐบาลต้องกระตุ้นให้ถูกว่า ช่วงที่มีช่องว่างประเทศไหนที่เราจะดึงเขาเข้ามา เช่นกลุ่มมุสลิมเขาจะชอบฤดูฝนชอบน้ำตกก็ต้องไปทำตลาดตะวันออกกลางไปคว้ามาให้ได้ ช่วงเดือน 5-6 ก็จะกระเตื้องขึ้น ในขณะที่เดือน 8-9 อิสราเอล สเปน ก็ต้องเจาะลึกทำให้เข้าเป้ามากขึ้น
สุทธิลักษณ์ คุ้มครองรักษ์
ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในประเทศอิหร่านซึ่งเป็นฐานผลิตน้ำมันสำคัญของโลก กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 100% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าภายในประเทศที่จะขยับขึ้นหากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนรัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ประมาณ 29-30 บาทต่อลิตร และระบุว่ามีน้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 60 วัน แต่ในมุมมองภาคเอกชนคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะสามารถตรึงราคาไว้ได้เพียง 30 วันแรกเท่านั้น หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและลุกลามไปยังประเทศข้างเคียงและภูมิภาคอื่นๆ รวมทั้งหากยืดเยื้อเกินกว่านี้อาจจำเป็นต้องขยับราคาขึ้นไปอยู่ที่ 33-35 บาท หรืออาจพุ่งสูงถึง 40 บาทตามราคาตลาดโลก ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับภาคการขนส่งและครัวเรือน รวมถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ไทยยังต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งนี่เป็นผลกระทบทางตรงที่จะเกิดขึ้นทันที นอกจากนี้จะเห็นได้จากการที่ประชาชนชาวตราดออกมาเติมน้ำมันในปั๊มน้ำมันต่างๆ เพื่อกักตุนน้ำมัน เพราะเกรงว่าน้ำมันจะมีราคาสูงขึ้น และอาจจะขาดแคลนในอนาคตจึงต้องซื้อเก็บไว้ก่อน ซึ่งวันนี้เป็นวันที่สองที่มีการต่อคิวเติมน้ำมัน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่ต้องใช้น้ำมันมากในช่วงนี้
และผลกระทบทางอ้อมยังลามไปถึงภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออกและจังหวัดตราด ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว โดยพบว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเริ่มชะลอการเดินทางเพื่อเฝ้าดูสถานการณ์ ขณะที่บางส่วนเริ่มมีการติดต่อขอเลื่อนการจองที่พักในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ออกไป และการที่สหรัฐโจมตีอิหร่านทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท เงินบาทของเราเลยอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ จึงส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากสงครามลากยาวไปถึง 3-6 เดือน อาจถึงขั้นเกิดการยกเลิกการเดินทางอย่างชัดเจน ซึ่งจะกระทบต่อรายได้หลักของจังหวัดในภาคตะวันออกอย่างรุนแรงได้
ผมมองว่า ในส่วนของภาคประชาชน คาดว่าในช่วง 60 วันแรกจะได้รับผลกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรง ทำให้เงินในกระเป๋ามีอำนาจซื้อลดลงประมาณ 20% จึงจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นและลดการเดินทางที่ไม่สำคัญ คล้ายกับมาตรการในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา ทั้งนี้ อยากเสนอแนะให้รัฐบาลแก้ปัญหาภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ชัดเจน เพื่อป้องกันราคาดีดตัวสูงขึ้นจนเกินไป และควรพิจารณาอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นการหมุนเวียน ไม่ให้ภาคการบริโภคตึงตัวจนเกินไป นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศเป็นอันดับแรก โดยอาจต้องชะลอการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรักษาจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของไทยให้เพียงพอต่อการผ่านพ้น

