คิกออฟ ‘รบ.อำนาจเต็ม’ ท้าพิสูจน์-วัดฝีมือ บริหารปท.-อารมณ์สังคม

4.04.26 | 13:48 น.

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน ชาญวีรกูล 2 จำนวน 35 คน ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยไทม์ไลน์การทำหน้าที่ของ ครม.อนุทิน 2 นับจากนี้ ในวันที่ 6 เมษายน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำ ครม.ทั้ง 35 คน เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการต่อไป แต่ ครม.อนุทินจะทำหน้าที่ได้ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด นายกฯจะต้องนำ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้จบครบถ้วน ตามกำหนดการแถลงนโยบายของรัฐบาล จะอยู่ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน

โดยเนื้อหาสาระสำคัญของนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะแกนนำรัฐบาล ได้หารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) ร่วมจัดทำคำแถลงนโยบาย 30 หน้า ประกอบด้วยแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ชื่อ “Thailand 10 Plus” มี 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้และแผนการรับมือภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตไว้ 4 ด้าน คือ ภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม

เมื่อรัฐบาลอนุทินเข้าบริหารประเทศได้อย่างมีอำนาจเต็มตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ภารกิจใหญ่ของประเทศที่รอ ครม.อนุทินเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนทันที ไม่มีเวลาให้ทดลองงาน หรือฮันมีมูน ตามที่นายกฯประกาศไว้ว่า เมื่อพรรคใหญ่ขึ้น ทุกคนก็ต้องแข่งกัน และต้องประเมินการทำงาน เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ที่ทดลองงาน คณะรัฐมนตรีไม่ใช่ที่ตอบแทนของใคร เราตอบแทนบุญคุณของพี่น้องประชาชนเท่านั้น การตัดสินใจวางคนในตำแหน่งต่างๆ ทุกคนต้องพิสูจน์การทำงานของตนเอง หากทำงานไม่เข้าเป้า ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ตนก็จะสงวนสิทธิไว้พิจารณาปรับปรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

2 ภารกิจใหญ่ที่รัฐบาลอนุทินจะต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหา แบ่งเป็น 1.การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เร็วที่สุด และ 2.การวางแผนเดินหน้าตามนโยบายของพรรค ภท. และพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรค พท.ที่ได้หาเสียงไว้ช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าแม้ในช่วงแรกพรรค ภท.ชนะเลือกตั้ง ส.ส.มาด้วยเสียงข้างมาก 192 เสียง ตามฉันทมติของประชาชน

Advertisement

แต่ดีใจได้ไม่นาน รัฐบาลรักษาการของ “อนุทิน” ต้องเผชิญกับปัจจัยภายในประเทศที่อยู่เหนือการควบคุม อย่างสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางระหว่างกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่ผนึกกำลังกับกองทัพอิสราเอล สู้รบกับประเทศอิหร่าน ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจบลงเมื่อใด ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้น เกิดผลกระทบต่อราคาพลังงานในประเทศไทย จนต้องปรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศสูงขึ้น จนราคาน้ำมันดีเซล ข้อมูล ณ วันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ลิตรละ 47.74 บาท กระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าต้องขึ้นราคาตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น กลับมาเป็นวงจรปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชน ท้าทายฝีมือของ ครม.อนุทิน ต้องเร่งแก้ปัญหาให้จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นคืนศรัทธา ตลอดจนอารมณ์ของประชาชนและสังคมที่มีต่อรัฐบาล และพรรค ภท.ให้กลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้นเหมือนช่วงที่ชนะการเลือกตั้ง ส.ส.

สะท้อนผ่านผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพล เรื่องการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569 ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.60 ระบุว่า คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 29.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

ซึ่งเป็นผลสำรวจที่รัฐบาลพรรค ภท.ต้องนำไปสังเคราะห์ต่อ เพราะเพิ่งผ่านเลือกตั้งมากว่า 1 เดือน แต่คะแนนนิยมของผู้นำฝ่ายค้านอย่างหัวหน้าพรรค ปชน. กลับขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ครม.อนุทิน 2 ที่ประกอบด้วยอดีตรัฐมนตรีคนเดิมได้กลับมาทำหน้าที่ต่อ ร่วมกับรัฐมนตรีกลุ่มคนรุ่นใหม่ ร่วมเป็น ครม.รวม 35 คน ยังถือว่าโชคดีเพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน แม้จะต้องทำงานแบบไม่มีเวลาฮันนีมูน หรือเวลาศึกษางาน เพราะความเดือดร้อนและปัญหาเร่งด่วน ทั้งราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือที่อยู่ในขั้นวิกฤต ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ตลอดจนภัยแล้งจากสภาวะเอลนีโญ ซึ่งจะกระทบกับภาคการเกษตร รอให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหา

เริ่มที่นายกฯ ได้ปรับท่าทีภายหลังได้ฟังเสียงสะท้อนของสังคม ด้วยการปรับ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง เข้ามาทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) และคุมกระทรวงพลังงาน แทน “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. เพื่อลดข้อครหาของประชาชน

ขณะที่รัฐมนตรีหลายคนได้เตรียมการบ้านพร้อมที่จะขับเคลื่อนงานในกระทรวงที่ต้องกำกับดูแล อาทิ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาค่าน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น และค่าไฟที่จะปรับขึ้นราคาไม่ให้ส่งผลกระทบกับประชาชน

เช่นเดียวกับเสียงตอบรับของคนในแวดวงอุดมศึกษา ที่จะได้ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มาเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยใช้เอไอ และงานวิจัย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ขณะที่ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ, ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ให้มีความทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการศึกษา เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

รวมทั้ง “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่จะเข้ามาปฏิรูปและขับเคลื่อนงานด้านแรงงานให้มีความก้าวหน้ากับการเดินหน้าประเทศ ตลอดจนรัฐมนตรีกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่จะต้องปล่อยของ โชว์ฝีมือบริหารงานประเทศให้พ้นสภาวะวิกฤต

แม้รัฐบาลอนุทินจะเผชิญกับอุปสรรคในการแก้ปัญหา แต่เมื่อ ครม.ทุกคนอาสามาทำงานให้กับประชาชน ย่อมเป็นโอกาสที่รัฐมนตรีแต่ละคนจะได้แสดงฝีมือบริหารประเทศให้เจริญรุ่งเรือง เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจะชี้วัดผ่านผลงานว่าประชาชนจะจับต้องได้แค่ไหน