หมายเหตุ – ข้อเสนอโมเดลพลังงานชุมชน ทางเลือกของคนในท้องถิ่นลดการพึ่งพาทั้งไฟฟ้าและพลังงานเชื้อเพลิง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งครัวเรือน การขนส่ง อันเกิดจากผลกระทบประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศทั่วโลกประสบภาวะวิกฤตน้ำมันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ชัยวัฒน์ โภคาวัฒนา
นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง
สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนทุกภาคส่วน โดยเสนอให้เพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลจากปัจจุบัน B7 เป็น B10 หรือ B20 เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำมันขาดแคลน พร้อมทั้งช่วยยกระดับราคาผลปาล์มน้ำมันในประเทศ ล่าสุดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของสมาคมฯ ได้หยิบยกปัญหาสำคัญของเกษตรกรชาวสวนปาล์มมาพิจารณา อาทิ ปัญหากล้าพันธุ์ปลอม ปุ๋ยราคาแพงจากผลกระทบ
สงคราม ปาล์มล้นคิวในช่วงฤดูผลผลิต การลักขโมยผลปาล์ม โรคลำต้นเน่า โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังสร้างความเดือดร้อนในวงกว้าง
ถือเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลต้องทบทวนนโยบายด้านพลังงานอย่างจริงจัง การเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลเป็น B10 หรือ B20 จะช่วยเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ กระตุ้นราคาผลปาล์ม และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ได้ปรับการใช้ไบโอดีเซลไปถึงระดับ B40 B50 แล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังคงใช้เพียง B7 เรายังมีศักยภาพในการขยับขึ้นได้ กำลังการผลิตไบโอดีเซลในประเทศสามารถรองรับการเพิ่มเป็น B10 ได้ทันที
พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง เพราะวันนี้ราคาไบโอดีเซลกับราคาดีเซลการชดเชยถือว่าน้อยมาก ขอให้ซื้อน้ำมันไบโอดีเซลในราคาประกาศของกระทรวงพลังงาน เพราะขณะนี้พบว่าราคาไบโอดีเซลที่เราใช้เป็นสัดส่วนผสมในน้ำมันดีเซลนั้น ถูกบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันกดราคาไบโอดีเซลต่ำกว่าราคาประกาศของกระทรวงพลังงานลิตรละ 3-4 บาท ซึ่งจะส่งผลต่อราคาปาล์มน้ำมันด้วย
หากประเทศไทยปรับมาใช้ B10 จะเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มจากวันละประมาณ 4-5 ล้านลิตร เป็น 6-7 ล้านลิตรทันที โดยไม่กระทบต่อปริมาณน้ำมันปาล์มสำหรับการบริโภค อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และลดมลภาวะ เนื่องจากน้ำมันปาล์มเป็นพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ก็แสดงจุดยืนสนับสนุนนโยบายดังกล่าว เพราะการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลเป็น B10 หรือ B20 จะช่วยยกระดับราคาปาล์มและลดต้นทุนพลังงานในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันสัดส่วนน้ำมันปาล์มใช้บริโภค 60% ใช้เป็นเชื้อเพลิง 40% โดยใช้ในน้ำมันดีเซล B7 วันละ 65 ล้านลิตร หรือ 4,550,000 ลิตร หากขยับเป็น B10 จะใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มอีก 1,950,000 ลิตร รวม 6,500,000 ลิตรต่อวัน คือใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 จำนวน 100 ลิตร จะใช้น้ำมันปาล์ม 10 ลิตร
ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ อินโดนีเซีย ปลูกปาล์มน้ำมันมาก จึงใช้น้ำมัน B40 ขยับเป็น B50 เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างรายได้ในประเทศอย่างจริงจัง รัฐบาลไทยจะต้องใช้โอกาสนี้เพิ่มสัดส่วนน้ำมันไบโอดีเซลเพราะน้ำมันดีเซลมีราคาแพงเอาน้ำมันปาล์มเข้าไปทดแทนร้อยละ 10-20 ก็ยังดี ข้อดี คือ ชาวสวนจะได้ขายปาล์มในราคาที่สูงขึ้น เป็นหลักประกันรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร ส่วนข้อกังวลผลกระทบต่อเครื่องยนต์นั้น รัฐและภาควิชาการต้องศึกษาและประกาศออกมาให้ชัดเจน แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่ยุค B100 เกษตรกรก็ใช้กันมาตลอดไม่มีปัญหา เพราะไบโอดีเซลเหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะรถกระบะรุ่นใหม่ รถบรรทุก และเครื่องจักรกลการเกษตร โดยแบ่งตามความเข้มข้น เช่น B7 เหมาะกับเครื่องยนต์ทั่วไปและรถรุ่นใหม่, B10 เหมาะกับรถกระบะ และรถรุ่นใหม่ และ B20 เหมาะกับรถบรรทุกขนาดใหญ่และเครื่องยนต์ที่ผู้ผลิตรับรอง เป็นต้น ทางสมาคมจึงขอให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้โดยเร่งด่วน เพราะในอดีตก็เคยพัฒนาไปเป็น B20 หรือ B100 เพื่อใช้กันมาแล้ว จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร เนื่องจากอีกไม่นานนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันก็จะเกิดภาวะล้นตลาด และน่าจะประจวบเหมาะพอดีที่ประเทศไทยกำลังเกิดวิกฤตด้านพลังงาน รัฐบาลจึงควรพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส
นอกจากนี้จากการศึกษาวิจัยพบว่าน้ำมันปาล์มยังสามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมชั้นสูง เช่น เป็นน้ำมันไบโอเจ็ตใช้กับเครื่องบินเจ็ต น้ำมันหล่อลื่น หรือสารตั้งต้นผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ภาคเอกชนในระดับโลกก็สนใจเข้ามาลงทุนผลิต เพียงแต่รัฐบาลหรือกระทรวงพลังงานจะต้องให้การสนับสนุน จึงควรใช้โอกาสนี้นำน้ำมันปาล์มในสต๊อกมาผลิตเป็นไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น เพราะปัญหาวิกฤตด้านพลังงานน้ำมันที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ นอกจากจะมีการปรับราคาสูงขึ้นแล้ว ยังไม่สามารถขนส่งมายังประเทศไทยได้
ฉะนั้น อย่ารอให้เกิดวิกฤตจนเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันจริงๆ ทั้งที่เรามีผลผลิตปาล์มน้ำมันเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว โดยช่วงแรกอาจจะเอามาใช้เฉพาะในช่วงสงครามนี้ หรือใช้ในช่วงที่มีสต๊อกน้ำมันปาล์มเกิน แล้วในอนาคตค่อยปรับกันไปให้เหมาะสมต่อไป ถ้ารัฐบาลสนับสนุนจะสามารถช่วยเรื่องวิกฤตพลังงานที่เป็นอยู่ที่น้ำมันไม่พอและยังได้ช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์มด้วย ทั้งนี้ สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง เตรียมยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรังไปยังกระทรวงพลังงาน และนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันข้อเรียกร้องดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป

เดชะ จันทร์ศรี
ประธานเครือข่ายศูนย์เรียนรู้นวัตกรรมการกลั่นน้ำมันเพื่อทำลายขยะฯ จังหวัดขอนแก่น
องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โพนเพ็ก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ได้จัดโครงการนำร่องโดยการ “แปรรูปขยะพลาสติก โฟม เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งเบนซิน และดีเซล” สร้างรายได้ชุมชน ลดภาระค่าน้ำมันในช่วงวิกฤตราคาแพง โดยเตรียมตั้งศูนย์เรียนรู้ “ขยะแลกน้ำมัน” ใช้ในชุมชนจริง สำหรับพลาสติกที่ใช้แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ 1.พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) 2.พอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง (HDPE) 3.พอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) 4.พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ (LDPE) 5.พอลิโพรพิลีน (PP) 6.พอลิสไตรีน (PS) และ 7.พลาสติกอื่นๆ เช่น ขวดน้ำดื่ม ขวดแชมพู กล่องอาหาร ถุงร้อน โฟม และวัสดุพลาสติกหลากหลายชนิดในชีวิตประจำวัน
ในกระบวนการผลิต ขยะพลาสติก 10 กิโลกรัม สามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ 4-8 ลิตร ขึ้นอยู่กับประเภทของพลาสติก โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 ชั่วโมง เร็วกว่าการย่อยสลายตามธรรมชาติที่ใช้เวลานานถึง 40-50 ปี
การผลิตน้ำมันดีเซลต้องใช้พลาสติกประเภทที่ 2, 4, 5 และ 6 ในอัตราส่วน 60/20/10/15 และมีพอลิสไตรีน 5% จะได้ค่าซีเทนสูงถึง 65% สูงกว่ามาตรฐานของกรมธุรกิจพลังงานที่กำหนดไว้ที่ 50% ขณะที่น้ำมันเบนซินสามารถผลิตได้จากพลาสติกทุกประเภท นอกจากนี้ พลาสติกประเภทโฟมยังสามารถสกัดเป็นน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงถึง 100% ซึ่งจากการทดสอบเบื้องต้นพบว่ามีคุณภาพในระดับพรีเมียม สามารถใช้กับเครื่องยนต์ได้ทุกชนิด ช่วยให้การสตาร์ตเครื่องทำได้ง่ายขึ้น
สำหรับค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต ผมจะแนะนำชาวบ้านให้ทำในรูปแบบ “ศูนย์บาท” คือ ไม่มีค่าใช้จ่ายโดยการให้ประชาชนในชุมชนได้ทำ ได้ใช้จริง จากต้นทุนที่เป็นขยะ เป็นของเหลือใช้ไม่มีประโยชน์ในสายตาของหลายๆ คน
เนื่องจากผมนำไปเกี่ยวโยงเรื่องของสิ่งแวดล้อมของขยะมูลฝอยที่เป็นปัญหาระดับประเทศ ผมจึงออกแบบโครงสร้างที่ทำแล้วไม่มีต้นทุน เพราะหากมีต้นทุนแล้วประชาชนจะไม่อยากทำเพราะมันมีค่าใช้จ่าย เสียเงิน จึงเป็นแนวทางที่ว่าหากทำแล้วมีต้นทุน “ศูนย์บาท” คือไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เนื่องจากทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เรานำมาเข้ากระบวนการผลิตนั้น ได้มาจากสิ่งที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่เรียกกันว่าขยะ
แนวทางของผมคือถ้าเป็นหมู่บ้านใหญ่เราจะทำเหมือนโรงกลั่น 1 หมู่บ้าน ผลิตทั้งแก๊สและน้ำมัน โดยจัดทำบัญชีครัวเรือนในการบริจาคขยะ ซึ่งจะมีทั้งขยะเปียก ขยะพลาสติก ขยะภาคการเกษตร เมื่อเรามีบัญชีครัวเรือนก็นำมาคำนวณค่าการใช้พลังงานตามอัตราส่วนของขยะของแต่ละคนที่บริจาคเข้ามาตามที่ทางชุมชนตกลงกันไว้ ทำให้เกิดความยั่งยืน ชาวบ้านไม่ต้องใช้เงินในการซื้อพลังงานใดๆ เมื่อไม่ต้องใช้จ่ายเงินก็จะยังคงอยู่กับตัวเอง
ส่วนเรื่องของอัตราการผลิตนั้น เราใช้ขยะประเภทถุงพลาสติก ถุงเย็น ถุงหูหิ้ว อัตราจะขึ้นอยู่กับว่าใช้ถุงประเภทไหน ส่วนประกอบในพลาสติกมีอะไรมาจากแหล่งไหนประเภทที่เท่าไหร่ เพราะมันจะมีการให้น้ำมันไม่เหมือนกัน ฉะนั้นยอดโดยรวมจะมีตั้งแต่พลาสติก 10 กิโลกรัม จะให้น้ำมัน 4, 6, 8 ลิตรขึ้นอยู่กับการคัดแยกพลาสติก
สำหรับการใช้น้ำมันในชุมชนนั้นเมื่อก่อนชาวบ้านจะเน้นไปใช้ในเครื่องยนต์ดีเซล ผมได้แนะนำชาวบ้านให้นำเอาผักตบชวา น้ำมันพืชเก่า รวมถึงพืชผลทางการเกษตรที่ไม่มีราคามาสกัดเป็นไบโอดีเซล แต่ถ้าเป็นขยะก็จะนำมาผลิตน้ำมันประเภทเบนซินกับแก๊สหุงต้ม โดยสรุปแล้วหากเราผลิตได้ตามปริมาณของวัสดุของเหลือใช้ประเภทขยะแบบจริงจัง เราก็ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานน้ำมันทุกประเภทจากปั๊มน้ำมันรวมถึงแก๊สหุงต้มและแก๊สที่ใช้กับเครื่องยนต์เลย ที่สำคัญสามารถต่อยอดไปถึงธุรกิจการจำหน่าย แต่ติดตรงที่ว่าขณะนี้กรมพลังงานนั้นไม่อนุญาต ให้เราจดได้เพียงการเป็นพลังงานทางเลือกไม่สามารถจดเป็นพลังงานน้ำมันได้ ซึ่งหากกรมพลังงานอนุญาต ปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ อาจต้องมาซื้อน้ำมันจากหมู่บ้านและชุมชนไปจำหน่าย เพราะเพียงแค่ 1 ตำบล มีหมู่บ้านประมาณ 17-19 หมู่บ้าน การผลิตที่ได้พลังงานมาใช้นั้นเหลือเฟือจนไม่มีสถานที่เก็บ
ส่วนข้อกังวลเรื่องของมลภาวะทั้งจากกระบวนการใช้งานและการผลิตนั้น บอกได้เลยว่ามีค่าเป็น “ศูนย์” เช่นเดียวกับต้นทุนการผลิต แต่ที่ประชาชนได้พบเห็นตามสื่อต่างๆ หรือคนที่ไม่ได้มาเห็นขั้นตอนกระบวนการผลิตตามแนวทางของผมจริงๆ และนำไปทำเอง พลังงานที่ได้มาถ้าตรวจสอบยังไงก็ไม่ผ่านเพราะขาดซึ่งความรู้ ความเข้าใจ ทั้งเรื่องของวัตถุดิบที่นำมาผลิต อุณหภูมิในการผลิต แต่หากมีกระบวนการผลิตที่ถูกต้องจะไม่เกิดปัญหาด้านมลพิษใดๆ จากกระบวนการผลิตไปจนถึงการนำไปใช้งาน
หากเอ่ยถึงการนำรูปแบบกระบวนการผลิตน้ำมันและแก๊สจากขยะพลาสติก สิ่งของไร้ค่าและสิ่งปฏิกูลต่างๆ มาใช้ประโยชน์ และจะสามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง ในกิจการขนาดเล็ก กลาง ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมได้หรือไม่นั้น ผมขอพูดตรงๆ ว่าสามารถทำได้และมีความเหมาะสมอย่างสูง เนื่องจากวัตถุดิบขยะในประเทศไทยเยอะมากๆ จนเปรียบเสมือนมีบ่อน้ำมันดิบมหาศาลอยู่ในประเทศ แต่ขณะนี้รัฐบาลไทยยังไม่เปิดรับแนวทางนี้ แต่กลับมีประเทศเยอรมนี เม็กซิโก และอีกหลายประเทศ ได้มาติดต่อขอข้อมูล กระบวนการผลิตต่างๆ เพื่อนำกลับไปใช้ในประเทศ
แต่ผมยังไม่ขอเปิดเผยหรือส่งต่อให้ เพราะผมเป็นคนไทย อยากที่จะให้แนวทางและกระบวนการนี้เป็นสมบัติของประเทศไทย เพียงแต่รัฐบาลยังไม่เปิดเผยและไม่เปิดโอกาส ทั้งๆ ที่แนวทางกระบวนการผลิตพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะนี้กำลังเป็นที่รู้จักในระดับโลกไปแล้ว

