‘สหรัฐ-อิหร่าน’ดีลพักรบ โอกาส‘ไทย’เสริมเกราะฝ่าวิกฤต

9.04.26 | 12:30 น.

‘สหรัฐ-อิหร่าน’ดีลพักรบ โอกาส‘ไทย’เสริมเกราะฝ่าวิกฤต

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการและภาคธุรกิจ กรณีสหรัฐและอิหร่านยอมรับข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มเจรจาสันติภาพในวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลไทยควรต้องตั้งรับและเตรียมการณ์อย่างไร

ทวิสันต์ โลณานุรักษ์
นักวิชาการอิสระ และอดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กรณีพิพาทระหว่างทรัมป์กับอิหร่านถือเป็นสงครามยืดเยื้อ ต่อจากนี้จะกลายเป็นสงครามจิตวิทยาและการดึงเกมเข้าหากัน การประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์นี้ไม่ใช่จุดจบของปัญหา แต่เป็นเพียงช่วงเวลาพัก เพื่อคิดค้นมุขหรือกลยุทธ์ใหม่ในการตอบโต้ หากมองภาพรวมขณะนี้ ฝ่ายสหรัฐอเมริกากำลังเสียเปรียบอิหร่านอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการที่อิหร่านพยายามกดดันเรื่องการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องขออนุญาตจากทางอิหร่านก่อน ประเด็นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย เนื่องจากเรือบรรทุกสินค้าสำคัญทั้งปุ๋ยและน้ำมันต้องสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว ในปัจจุบันมีเรือบรรทุกปุ๋ยของไทยประมาณ 4-5 ลำ ยังติดค้างอยู่ ไม่สามารถเดินทางมาถึงไทยได้ตามกำหนด ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ หากอิหร่านเริ่มเรียกเก็บค่าผ่านทางในราคาสูงขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและราคาน้ำมันพุ่งสูงตามไปด้วย

Advertisement

ยังมีความกังวลถึงสถานการณ์ของคนไทยเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แล้วถึง 4 ราย โดย 1 รายเสียชีวิตจากการถูกระเบิดในอิสราเอล และอีก 3 รายเสียชีวิตบนเรือไทยถูกอิหร่านยิง กระทรวงการต่างประเทศควรดำเนินการทางการทูตอย่างจริงจังด้วยการประท้วงทูตอิหร่านในประเทศไทย เพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องสวัสดิภาพของคนไทย ไม่เช่นนั้นภาพลักษณ์ของประเทศจะดูไม่ดีในสายตาชาวโลก

ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันภายในประเทศนั้น มองว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่รัฐบาลกำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนพลังงานและโรงกลั่นน้ำมันยักษ์ใหญ่ การที่รัฐบาลจะใช้มาตรการเด็ดขาดกับกลุ่มทุนเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจถูกฟ้องร้องจากการนำกฎหมายเก่าตั้งแต่ปี 2516 มาบังคับใช้ กลุ่มทุนเหล่านี้มีทั้งเงินและอิทธิพลมหาศาล

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ เขามีแผนบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจนและรวดเร็วมาก ทั้งการอัดฉีดงบประมาณเยียวยาประชาชนรายละประมาณ 5,000 บาท รวมถึงการออกคูปองส่วนลดน้ำมันพิเศษสำหรับกลุ่มแท็กซี่ แต่สำหรับประเทศไทยนั้น มาตรการเดิมๆ อย่างโครงการคนละครึ่งไม่สามารถตอบโจทย์วิกฤตในปัจจุบันได้ เพราะตอนนี้ประชาชนกำลังป่วยหนัก รัฐบาลจึงต้องมีแผนลดแรงกระแทกชัดเจนกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เนื่องจากขาดงบประมาณสำรองเพียงพอ เห็นได้จากการที่ไม่สามารถลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 7 บาทได้ เพราะจำเป็นต้องนำเงินส่วนนี้ไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการ หรือแม้แต่ปัญหายาในโรงพยาบาลของรัฐ เคยจัดให้คนป่วยได้ถึง 3 เดือน ปัจจุบันก็ลดเหลือเพียง 1 เดือน เพราะขาดงบประมาณจัดซื้อ

รัฐบาลควรกล้าพูดความจริงกับประชาชนเพื่อร่วมกันหาทางออก มองว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่โชคร้ายที่สุด เพราะยังไม่ทันได้เริ่มทำงานอย่างเต็มที่ก็ถูกกระแสสังคมต่อต้านอย่างหนักจากความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ผู้นำประเทศต้องเร่งแสดงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อลดแรงกดดันจากภาคประชาชนกำลังลำบากอย่างหนักในขณะนี้

ณรงค์ ตนานุวัฒน์
ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้า จ.เชียงใหม่

รัฐบาลไทยต้องเร่งเจรจากับทั้ง 2 ฝ่าย โดยเอาผลประโยชน์ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐและอิหร่านเป็นที่ตั้ง ทั้งเรื่องพลังงานน้ำมัน และการขนส่งสินค้า เพราะสหรัฐและอิหร่านตกลงหยุดยิงกัน แต่ไม่มีการพูดถึงการหยุดยิงเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ดังนั้น รัฐบาลต้องเจรจากับสหรัฐและอิหร่าน ไม่ให้ยิงเรือขนส่งน้ำมันและสินค้าของไทยด้วย รวมทั้งต้องเร่งรัดให้เรือตกค้างอยู่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้ทันก่อนสิ้นสุดข้อตกลงหยุดยิงภายในห้วงเวลา 2 สัปดาห์นี้ โดยเฉพาะเรือขนส่งน้ำมัน เพราะเรือแต่ละลำใช้ระยะเวลาในการเดินทางค่อนข้างนาน

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งหาพันธมิตร เพื่อส่งเสียงเรียกร้องในนามประชาคมโลกเพื่อให้ทั้งสหรัฐและอิหร่านยุติสงครามที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ และการขาดแคลนพลังงานทั่วโลก ขณะเดียวกันก็ต้องย้อนกลับมาดูแลผู้ประกอบการธุรกิจภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการขาดแคลนพลังงาน จากผลพวงความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หากมีมาตรการช่วยเหลือได้ก็ต้องเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการล้มหายตายจากไป

ในห้วง 2 สัปดาห์ตามข้อตกลงหยุดยิงยังตรงกับวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ของไทย รัฐบาลต้องเร่งโปรโมตการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มเอเชีย เพื่อให้เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกระเตื้องขึ้น อีกด้านหนึ่งก็ต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เร่งสำรวจชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูงให้ตัดสินใจพำนักอาศัยในไทยนานขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการสู้รบเพราะประเทศไทยมีความปลอดภัยสูง รวมทั้งตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ อาทิ คอนโดมิเนียม เพื่อพักอาศัยระยะยาว และเลือกไทยเป็นบ้านหลังที่สอง

ส่วนระยะยาวรัฐบาลต้องมีแผนสำรองด้านพลังงาน โดยเร่งเจรจากับประเทศอื่นๆ ที่มีพลังงาน เพื่อทดแทนพลังงานที่หายไปจากเหตุการสู้รบระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมทั้งต้องเติมแผนสำรองน้ำมันภายในประเทศจัดสรรปันส่วนการใช้น้ำมันให้เหมาะสมกับภาวะวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น เพื่อเตรียมการรับมือกับวิกฤตพลังงานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากข้อตกลงหยุดยิงมีระยะเวลาสั้นลง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลาจึงต้องมีแผนสำรองฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่หากในห้วง 2 สัปดาห์เหตุการณ์สงบและมีการหยุดยิงต่อเนื่อง ก็ต้องเร่งประสานพันธมิตรประเทศต่างๆ ให้มีการเจรจาหยุดยิงถาวรต่อไป

สุทธิลักษณ์ คุ้มครองรักษ์
ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด
และกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอยู่ระหว่างการเจรจาหยุดยิง สงครามดังกล่าวได้ส่งผลระดับโลก ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเป็นอันมาก แต่ขณะนี้มีแนวโน้มผ่อนคลายลง หลังมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และตัวแทนของอิหร่านมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ส่งผลให้สภาอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจในพื้นที่จังหวัดตราด และประเทศเริ่มมีความหวังและความเคลื่อนไหวในการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในระยะนี้ ช่วงเวลานี้ที่อยู่ระหว่างเจรจาและหากหยุดยิงจริง จะถือเป็นโอกาสสำคัญในการลดความตึงเครียดของราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทย

ช่วงนี้จะเป็นช่วงจังหวะที่ดีของรัฐบาล หากเจรจาหยุดได้ 2 สัปดาห์ รัฐบาลต้องเร่งระดมนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางหรือในพื้นที่อื่นๆ เข้ามากักตุนไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะหากสถานการณ์หยุดยิงหมดแล้ว ราคาน้ำมันจะดีดขึ้นมากขึ้น และราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นทีเดียว 10 บาทต่อลิตร เรื่องนี้คือเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทันที

หากการสู้รบเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นถึงลิตรละ 70 บาท แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงเช่นนี้ คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 40-45 บาท จะช่วยชะลอการปรับขึ้นราคาสินค้าไปได้อีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความผันผวนนี้ยังมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากเป็นการตกลงเพียงชั่วคราว หากพ้นช่วง 2 สัปดาห์นี้ไปแล้วยังหาข้อสรุปที่ยั่งยืนไม่ได้ ราคาพลังงานอาจกระโดดสูงขึ้นทันทีครั้งละ 7-10 บาท จะทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสินค้าทุกอย่างจะพาเหรดกันขึ้นราคาและทำให้รัฐบาลควบคุมไม่ได้

ที่ผ่านมาภาคการผลิตและผู้ประกอบการในจังหวัดตราด พบว่าในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากภาวะต้นทุนสูงอย่างหนัก โดยเฉพาะปัญหาสภาพคล่องจากการแบกรับส่วนต่างราคาสินค้า เนื่องจากต้องจ่ายเงินสดซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรทุกวัน แต่เมื่อผลิตส่งโรงงานหรือตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ กลับถูกขอยืดระยะเวลาชำระเงิน (Credit Term) นานถึง 60-90 วัน ทำให้บางบริษัทมียอดค้างชำระสะสมสูงเกือบ 100 ล้านบาท การที่ราคาน้ำมันลดลงในระยะนี้จึงถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจสามารถประคองตัวต่อไปได้

และสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ควรหาจังหวะที่สถานการณ์นิ่งในช่วงหยุดยิง เร่งนำเข้าน้ำมันดิบหรือกลุ่มสินค้าปิโตรเลียมเข้ามาเก็บสำรองเป็นคลังไว้ให้มากที่สุดเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ส่วนผู้ประกอบการทั่วไปควรมีการสำรองสินค้าเท่าที่จำเป็น (Stock) แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการ “เจ็บตัว” ในกรณีที่ซื้อของมาในราคาแพงแต่ราคาตลาดโลกกลับปรับตัวลดลงในภายหลัง เนื่องจากกลไกภาครัฐมักขอความร่วมมือให้ตรึงราคาสินค้าในช่วงราคาพลังงานขาขึ้น แต่จะเร่งรัดให้ปรับลดราคาลงทันทีเมื่อต้นทุนลดลง

นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ถึงปัจจัยด้านการเมืองโลก โดยเฉพาะนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงานในระยะยาวผ่านการจ่ายค่าชดเชยทางอ้อมในรูปของค่าผ่านทางเรือขนส่งน้ำมัน ปัจจัยเหล่านี้ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยสรุปแล้วสถานการณ์ในช่วงนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องรอประเมินท่าทีจากการเจรจา หากการตกลงเป็นผลสำเร็จ ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับฐานลงไปใกล้เคียงกับจุดเดิม
แต่จะยังไม่กลับสู่สภาวะปกติในทันทีเนื่องจากยังมีปัจจัยแทรกซ้อนทางการเมืองระหว่างประเทศที่ยังคงซับซ้อนอยู่

ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

ช่วงหยุดยิง 2 สัปดาห์ในศึกตะวันออกกลางไม่ใช่ช่วงเวลาที่ประเทศไทยควรโล่งใจ หากแต่เป็นหน้าต่างยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในรอบหลายปี เพราะในโลกพลังงานไม่ได้เป็นเพียงสินค้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดยิงไม่เคยหมายถึงความปลอดภัย หากเป็นเพียงช่วงเว้นจังหวะของความเสี่ยง ประเทศที่อ่านเกมผิดจะมองว่าราคาน้ำมันเริ่มนิ่ง เส้นทางเดินเรือเริ่มคลาย และตลาดกำลังกลับสู่สมดุล แต่ประเทศที่อ่านเกมขาดจะเข้าใจว่าทุกวินาทีของความนิ่งคือโอกาสสุดท้ายในการสะสม ความพร้อมเชิงโครงสร้าง ก่อนที่แรงกระแทกถัดไปจะมาเร็วและแรงกว่าเดิม

ปัญหาของไทยไม่เคยอยู่ที่การขาดข้อมูล แต่คือการขาดความกล้าทางนโยบาย เราคุ้นชินกับการบริหารความเสี่ยงแบบปกติในโลกไม่ปกติ เราประกาศว่ามีสำรอง มีแผน มีการติดตาม แต่ไม่เคยยกระดับวิธีคิดจากการ ตั้งรับ ไปสู่การ จัดการเชิงรุก อย่างแท้จริง ช่วงหยุดยิงนี้จึงไม่ใช่แค่โอกาสในการเตรียมตัว แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐไทยยังสามารถเปลี่ยนโหมดการทำงานจากระบบราชการปกติ ไปสู่ระบบจัดการวิกฤตแบบเรียลไทม์ได้หรือไม่

สิ่งแรกที่ไทยต้องกล้าทำคือการเปิดการทูตเชิงปฏิบัติการกับอิหร่าน และรัฐตัวกลางในภูมิภาคทันที ไม่ใช่ในฐานะประเทศไปขอความช่วยเหลือ แต่ในฐานะประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกับเสถียรภาพของการค้าโลก เป้าหมายไม่ใช่การเจรจาเชิงสัญลักษณ์ แต่ต้องเป็นการสร้าง ช่องทางความปลอดภัยสำหรับสินค้าจำเป็น ให้เกิดขึ้นจริง ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าโภคภัณฑ์เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่
เศรษฐกิจของไทย การปล่อยให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของตลาด บริษัทขนส่ง และบริษัทประกันภัยเพียงอย่างเดียว คือการปล่อยให้ต้นทุนระดับชาติไหลลงไปสู่เอกชน และสุดท้ายย้อนกลับมาที่ประชาชนทั้งประเทศ

การทูตในโลกใหม่จึงไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ แต่คือเรื่องของการเปิดทางให้ซัพพลายเดินต่อได้ ไทยต้องมีทีมเฉพาะกิจที่ทำงานแบบวอร์รูมเชื่อมโยงกระทรวงการต่างประเทศ พลังงาน พาณิชย์ กองทัพเรือ และภาคเอกชนรายใหญ่เข้าด้วยกัน ทำงานรายวัน วิเคราะห์ตำแหน่งความเสี่ยงของเรือ ตรวจสอบสินค้าตกค้าง และเปิดช่องทางการเจรจาแบบตรงจุด หากรัฐยังทำงานแบบประชุมสัปดาห์ละครั้ง โลกจะเปลี่ยนเกมไปแล้วหลายรอบก่อนเราจะตัดสินใจ

ในเวลาเดียวกัน ไทยต้องเลิกยึดติดกับแนวคิดมีสำรองเท่าไร แล้วเปลี่ยนเป็น เข้าถึงสำรองได้เร็วแค่ไหน เพราะในวิกฤตจริง ปัญหาไม่ใช่การไม่มีของ แต่คือ ของมาไม่ถึง การมีน้ำมันสำรองหรือสัญญาแอลเอ็นจีจึงไม่มีความหมาย หากเรือเข้าท่าไม่ได้ หรือระบบอนุมัติภายในประเทศยังล่าช้า ช่วงหยุดยิงนี้ไทยต้องทำสามอย่างพร้อมกันคือ เติมสำรองในสินค้าที่เสี่ยง เร่งกระจายจุดเก็บเพื่อลดความเปราะบาง และล็อกสิทธิในการส่งมอบเชื้อเพลิงฉุกเฉินในกรอบเวลาสั้นลง นี่ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือการเปลี่ยนมายด์เซตจากรอของเป็นควบคุมการไหลของของ

ข้อเสนอที่ไทยไม่เคยทำอย่างจริงจังคือการตั้ง National Priority Cargo Corridor เป็นระบบจัดลำดับความสำคัญของสินค้าระดับชาติ ไม่ใช่แค่บนกระดาษ แต่ต้องบังคับใช้จริงตั้งแต่การนำเข้า การเทียบท่า ศุลกากร การขนส่ง ไปจนถึงการกระจายสินค้า สินค้าที่อยู่ในคอร์ริดอร์นี้ต้องเป็นของที่หากสะดุดแล้วทั้งประเทศสะเทือน เช่น เชื้อเพลิงสำหรับไฟฟ้า ก๊าซ ปุ๋ย และวัตถุดิบอาหารสัตว์ หากไทยไม่กล้าจัดความสำคัญล่วงหน้า เราจะถูกบังคับให้แก้ปัญหาแบบวิ่งไล่ตามทุกครั้งที่ระบบสะดุด

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ถูกมองข้ามคือทราฟฟิกช็อก หลังการเปิดเส้นทางเดินเรือ เรือที่ค้างจะไม่ทยอยมาอย่างเป็นระเบียบ แต่จะพยายามเข้ามาพร้อมกัน เกิดเป็นแบ๊กล็อกบีบระบบท่าเรืออย่างรุนแรง หากไทยยังใช้โหมดปกติ เราจะไม่ได้เจอแค่ของขาด แต่จะเจอของล้นจนระบบพังเอง ท่าเรือหลักอย่าง ท่าเรือแหลมฉบังต้องเข้าสู่โหมด Surge ตั้งแต่ช่วงหยุดยิงต้องมีการเพิ่มกะทำงาน จัดสล็อตเรือใหม่และเคลียร์ตู้ค้างล่วงหน้า เพราะเมื่อวิกฤตมาถึงจริง จะไม่มีเวลาให้ซ้อม

ในเชิงเศรษฐกิจ ไทยต้องเลิกใช้มาตรการอุ้มทั้งระบบ เพราะการตรึงราคาแบบกว้างไม่ใช่ความช่วยเหลือ แต่คือการบิดเบือนสัญญาณตลาดและสร้างภาระระยะยาว สิ่งที่ต้องทำคือการช่วยแบบมีเป้าหมาย เช่น สนับสนุนภาคขนส่งสาธารณะ โลจิสติกส์ และการผลิตอาหารที่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ พร้อมกับสร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต การบริหารวิกฤตไม่ใช่การแข่งขันว่าใครช่วยมากที่สุด แต่คือการแข่งขันว่าใครช่วยถูกจุดมากที่สุด

หากการหยุดยิงพังลงก่อนกำหนด ไทยต้องมี Trigger อัตโนมัติ ไม่ใช่รอประชุมใหม่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีเส้นทางเดินเรือ การพุ่งขึ้นของค่าเบี้ยประกันภัย หรือการยกเลิกเที่ยวเรือจำนวนมาก มาตรการของรัฐต้องถูกยกระดับทันทีโดยไม่ต้องรอการตัดสินใจทางการเมือง จุดอ่อนของไทยคือเรามีเครื่องมือ แต่ไม่มีเงื่อนไขในการใช้เครื่องมือ ทำให้ทุกอย่างช้าเพราะความกลัวทางอำนาจ

ในทางกลับกัน หากการหยุดยิงยาวออกไป ไทยก็ไม่ควรตีความว่าโลกกลับสู่ภาวะปกติ เพราะค่าความเสี่ยงจะยังคงอยู่ต่อไป สิ่งที่ไทยต้องทำคือใช้เวลานี้รื้อโครงสร้างความมั่นคงพลังงานใหม่ทั้งหมด ตั้งเป้าลดการพึ่งพาเส้นทางเสี่ยง สร้างระบบสำรองรูปแบบใหม่ เพิ่มความยืดหยุ่นของโรงไฟฟ้า และลดการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง

ข้อเสนอเชิงโครงสร้างที่ไทยยังไม่เคยทำคือการสร้าง Strategic Essential Inputs List หรือบัญชีวัตถุดิบยุทธศาสตร์แห่งชาติ ครอบคลุมมากกว่าน้ำมันและก๊าซ แต่รวมถึงปุ๋ย เคมีภัณฑ์ และวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญ เพราะวิกฤตพลังงานไม่เคยกระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่ซึมลึกไปถึงต้นทุนอาหาร การแพทย์ และการจ้างงาน หากไทยยังมองวิกฤตแบบแคบ มาตรการที่ออกมาก็จะเล็กเกินไปเสมอ

ท้ายที่สุด สิ่งที่วิกฤตนี้กำลังทดสอบไม่ใช่แค่ระบบพลังงาน แต่คือศักยภาพของรัฐไทย ในการเป็นรัฐสมัยใหม่ รัฐที่แท้จริงไม่ใช่รัฐที่มีแผนเยอะ แต่คือรัฐที่ ตัดสินใจเร็ว กล้าจัดลำดับ และกล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ช่วงหยุดยิง 14 วันนี้จึงเป็นเส้นแบ่งระหว่างประเทศที่รอให้โลกกลับมาปกติ กับประเทศที่ยอมรับว่าความปกติอาจไม่กลับมาอีก

ถ้าไทยยังคิดแบบเดิม เราจะมอง Ceasefire หรือการหยุดดยิงเป็นข่าวดีชั่วคราว แล้วกลับไปสู่ความเปราะบางแบบเดิม แต่ถ้าไทยคิดใหม่ เราจะเห็นว่านี่คือช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในการสร้างเกราะใหม่ของประเทศ เพราะในโลกที่พลังงานคืออาวุธ ประเทศที่รอดไม่ใช่ประเทศที่หวัง แต่คือประเทศที่เตรียมพร้อมก่อนแรงกระแทกจะมาถึง