เกาะกระแสไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน

18.04.26 | 12:00 น.

ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน – หลังจากมีข้อสงสัยเรื่องการกักตุนน้ำมันในช่วงก่อนสงกรานต์จนทำให้ปั๊มขึ้นป้ายน้ำมันหมดกันทั่วประเทศ

รัฐบาลได้ดำเนินการ 2 ด้าน คือ หนึ่ง เติมความเชื่อมั่นด้วยการนำน้ำมันเข้าไปในระบบในกลวิธีต่างๆ และสอง ตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน

เบื้องต้นมีการตรวจพบว่าในห้วงเวลาดังกล่าวมีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตร

ต่อมาคดีความเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ส่งต่อไปสู่กระทรวงยุติธรรม

เมื่อวันที่ 16 เมษายน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรียุติธรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงาน พร้อมคณะจัดแถลงความคืบหน้า

Advertisement

ตอนหนึ่ง พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความผิดปกติ

วันที่ 21-25 มีนาคม พบความผิดปกติ 3 ส่วน

1.คลังน้ำมันผู้ประกอบการน้ำมัน มาตรา 7 (ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่) 3 แห่ง, มาตรา 10 (จ๊อบเบอร์) 2 แห่ง มีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ไม่ได้จ่ายออกไป หรือจ่ายน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยทำ

2.การขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นทางเรือมีความล่าช้ากว่าปกติ หลายลำมีพฤติการณ์ไปจอดลอยลำเพื่อรอเวลาให้ราคาน้ำมันขึ้นก่อนส่งให้คลัง

เป็นปริมาณน้ำมัน 7.9 ล้านลิตร

3.การขนส่งน้ำมันทางบก จากคลังไปปั๊มน้ำมัน ไม่ระบุจุดหมายปลายทาง 662 เที่ยว น้ำมันปริมาณ 2,137,900 ลิตร

และพบว่า มีการลักลอบส่งไม่ตรงเป้าหมายปลายทางที่กำหนด ออกนอกเส้นทาง หรือปิด GPS 15 เที่ยว น้ำมันปริมาณ 148,000 ลิตร ส่งผลให้น้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลน

ค่าเฉลี่ยของการจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมัน เฉลี่ยวันละ 2 ล้านลิตร

ระหว่างวันที่ 21-24 มีนาคม มีการจ่ายน้ำมันปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

แต่พอวันที่ 25 มีนาคม ได้จ่ายน้ำมันปริมาณสูงกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากวันที่ 26 มีนาคม ประกาศปรับราคาน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท

ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้สืบและสอบต่อไป

ต้องสอบปากคำ 64 ราย ตรวจสอบสถานที่และเอกสารเพิ่มเติม

สำหรับความผิดปกติในห้วงเวลาเดียวกันในจังหวัดต่างๆ

พบว่า จ.ตาก มีการลักลอบส่งออกน้ำมัน 40,000 ลิตร ไปนอกประเทศ จ.นครสวรรค์ ลักลอบกักตุนและขนถ่ายไม่เป็นไปตามปลายทางในใบกำกับขนส่ง

ขณะที่ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

บอกว่า หลังรวบรวมพยานหลักฐาน โรงกลั่น 6 โรง คลังน้ำมัน 92 แห่ง และนำข้อมูลรถขนน้ำมัน 11,067 คัน ซึ่งติดตั้ง GPS, บริษัทจ๊อบเบอร์ 245 แห่ง ปั๊มน้ำมัน 24,556 แห่ง, ปั๊มน้ำมัน ปิดบริการ 187 แห่ง มาตรวจสอบ

เกิดข้อสมมุติฐาน 3 ข้อ

1.รถขนส่งน้ำมันที่รับจากคลังน้ำมัน แต่ไม่ไปที่ปั๊ม

2.คลังน้ำมันรายงานเท็จว่าไม่มีการรับน้ำมันในห้วงเดือนมีนาคม ทั้งๆ ที่รถขนน้ำมันของตนเองยังวิ่งไปรับที่คลังน้ำมัน แล้วนำมาเก็บไว้ที่คลังตามปกติ

3.ประวิงเวลาการจ่ายน้ำมัน ช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม พบว่ายังมีน้ำมันอยู่ในคลัง

การตรวจสอบพบว่า มีการใช้ไฟฟ้าของคลังน้ำมันผิดปกติ ก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน นำไปสู่การตรวจสอบคลังน้ำมัน 4 จุด เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่ จ.ขอนแก่น จ.ระยอง จ.สมุทรสาคร และ จ.ปทุมธานี

พบความผิดปกติ 3 แห่ง

ได้แก่ 1.รับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าปั๊ม พบว่าเป็นจ๊อบเบอร์และมีสถานีบริการน้ำมันของตัวเองที่ จ.ขอนแก่น

2.ตรวจคลังน้ำมันและเป็นผู้ค้าน้ำมัน ใน อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง พบว่ามีการจำหน่ายน้ำมัน (เตา) โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร

3.ตรวจสอบคลังน้ำมันที่เป็นจ๊อบเบอร์ ใน จ.สมุทรสาคร พบว่า มีถังเก็บน้ำมันดีเซล 4 หมื่นลิตร พร้อมหัวจ่าย ให้ลูกค้ามาเติม มีการเก็บเงินค่าน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต

พบว่า การขอใช้ถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว มาเก็บน้ำมันดีเซล ในห้วงวิกฤต

นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายเทน้ำมันโดยตรงกับรถขนน้ำมัน โดยไม่เก็บในถังน้ำมัน ขณะนี้พลังงานจังหวัดสมุทรสาครแจ้งข้อกล่าวหาเอาผิดแล้ว

และยังมีกรณีประวิงเวลาการจ่ายน้ำมัน ตรวจสอบบริษัทท่อส่งน้ำมันและเป็นคลังเก็บน้ำมัน จ.ปทุมธานี

พบว่า บริษัทท่อส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ค้า ซึ่งเป็นเจ้าของน้ำมันมี 6 บริษัท พบการใช้ไฟฟ้าผิดปกติในช่วงก่อนและหลังการประกาศราคาน้ำมันขึ้นวันที่ 26 มีนาคม

ขณะนี้ประสานกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ออกหนังสือแจ้งให้เจ้าของทั้ง 6 บริษัทมาชี้แจง

ผลการตรวจสอบกำลังคืบหน้า รายละเอียดกำลังรอคำชี้แจง

อีกไม่นานคงได้รู้ใครคือไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน