หมายเหตุ – จากกรณีพรรคประชาชนเตรียมปรับตำแหน่งโครงสร้างภายในพรรคโดยวางตัว นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ นำนายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันมาเป็นเลขาธิการพรรค แทน ศรายุทธ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคคนปัจจุบันที่ลาออก รวมทั้งวางตัว น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ เป็นโฆษกพรรค แทน นายพริษฐ์ วัชรสินธุที่จะไปเป็นประธานวิปฝ่ายค้าน โดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุมใหญ่ของพรรค ในวันที่ 24-26 เมษายน ซึ่งมีมุมมองจากนักวิชาการต่อแนวทางของพรรคประชาชนดังกล่าว

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
กรณีพรรคประชาชนปรับทัพใหญ่ครั้งใหม่ มองว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ จากการประเมินเชื่อว่าประชาชนยังมีความศรัทธากับพรรคประชาชนค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคอื่นๆ แต่สถานการณ์ขณะนี้มีทั้งวิกฤตภายนอกและภายใน ภายนอก คือ นิติสงครามที่ต้องการกำจัดพรรคประชาชนให้พ้นจากฝ่ายอำนาจเก่า ปัญหาภายในที่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ภายในพรรค เรื่องของสีเทาพฤติกรรมค้ายา เอกภาพภายในพรรค การครอบงำบรรดาอดีตแกนนำ ซึ่งเป็นการสะสมปัญหาทั้งภายนอกและภายในของพรรคประชาชนมาตลอด จึงเป็นโอกาสที่ดีของพรรคประชาชนที่จะปฏิรูปโครงสร้างของพรรคทั้งหมด รวมทั้งการแก้ไขปัญหา 44 ส.ส.อีกด้วย
การนำ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคมาขึ้นตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาชนคนใหม่ คิดว่าคุณวุฒิ วัยวุฒิมีความเหมาะสม แต่มีปัญหาการสื่อสารเกี่ยวกับภาพลักษณ์กับประชาชน เพราะภาพนักวิชาการเวลาจะสื่อสาร มักจะสื่อสารกับคนชั้นสูงกับชนชั้นกลาง ภาพลักษณ์ยังไม่สามารถเข้าถึงมวลชน ประชาชนได้เหมือนกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงเป็นจุดอ่อนสำคัญของหัวหน้าพรรคคนใหม่ ต้องทำการบ้านเยอะขึ้น ในการสร้างการสื่อสาร สร้างภาพลักษณ์ ที่จะเข้าไปหามวลมหาประชาชน ไม่ใช่มีแต่ภาพลักษณ์ที่ดีเฉพาะชั้นสูงกับชนชั้นกลาง จึงต้องปรับจุดนี้เยอะพอสมควร
การที่เอา วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร มาเป็นหัวหน้าพรรค เชื่อว่าพรรคประชาชนไม่มีทางเลือก ดูแล้วถือว่าช่วงนี้มีความเหมาะสมมากที่สุด ในแง่คุณวุฒิ วัยวุฒิ แต่ภาพลักษณ์จะต้องทำการบ้านให้มาก ทั้งการโปรโมต ทำแคมเปญ เพื่อประชาชนได้รับรู้ โดยเฉพาะบุคลิกภาพยังไม่สามารถสร้างเชิงบวกให้ประชาชนได้ ต้องใช้เวลา ส่วนจะเข้ากับกลุ่มวัยรุ่นได้หรือไม่นั้น ถือว่ายากมาก เพราะท่าทีนักวิชาการที่มีบุคลิกภาพทางการเมืองมีข้อจำกัดในการจะสื่อสารทางการเมืองกับคนรุ่นใหม่ เพราะหากเข้ามาสู่กลุ่มวัยรุ่นมาก ก็จะเสียภาพลักษณ์นักวิชาการ ความเป็นผู้นำทางการเมือง ซึ่งทางพรรคประชาชนจะต้องหาคนอื่นมาเติมเต็มในกลุ่มวัยรุ่นให้มาก โดยเฉพาะสมาชิกพรรคที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะต้องมาช่วยสร้างมวลชนกลุ่มคนรุ่นใหม่
ส่วน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไปเป็นเลขาธิการพรรคประชาชน มองว่าเจ้าของพรรคตัวจริงพยายามรักษาเอาไว้ ทั้งที่ในความเป็นจริงจะต้องหยุดพักปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็น ส.ส. แต่ยังสามารถทำงานในฐานะเลขาธิการพรรคได้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นที่ไว้ใจของเจ้าของพรรคตัวจริง หรือผู้มีอิทธิพลภายในพรรค สามารถครอบงำหรือบัญชาการพรรคได้อย่างแนบเนียน และยังสามารถควบคุมไปถึงหัวหน้าพรรคได้ นี่คือการวางแผนที่ชาญฉลาดของผู้มีอิทธิพลภายในพรรคตัวจริง ที่ไม่อยากปล่อยพรรคประชาชน เมื่อเจ้าของพรรคตัวจริง ไม่อยากปล่อยให้พรรคเป็นอิสระกับคนอื่นที่ไม่อยู่ในโครงข่ายอำนาจของตัวเอง แต่ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นเงาของเจ้าของพรรคตัวเอง และยังเป็นหัวจ่ายให้ด้วย จึงไม่อยากให้คนอื่นมาบริหารเงินของเจ้าของพรรคตัวจริง
ส่วน ลิซ่า ภคมน หนุนอนันต์ เป็นโฆษกพรรค มองว่าเหมาะสมมาก และยังเป็นบุคคลที่พรรคประชาชนจะต้องหาคนแบบนี้เข้ามาในพรรคมากๆ เพื่อสร้างความสนใจและแรงดึงดูดของคนรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยกระแสพรรค ทุกวันนี้คนที่เป็น ส.ส.พรรคประชาชน ส่วนใหญ่มาจากกระแสพรรค แต่ตัวเองไม่มีความสามารถเพียงพอ แต่ใช้ AI หรือ ChatGPT แต่ลิซ่ามีความสามารถเฉพาะตัว มีคาแร็กเตอร์และมีเสน่ห์ทางการเมืองที่สูงมาก พอมาได้กระแสพรรคประชาชน ทำให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามคนแบบนี้ เจ้าของพรรคประชาชนไม่ค่อยชอบ เพราะเป็นคนที่มีแสงในตัวได้ และสร้างพื้นที่ทางการเมืองได้ และสร้างอำนาจทางการเมืองได้เอง จึงไม่เป็นที่ต้องการของเจ้าของพรรค ไม่เหมือน เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือว่าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่ ยังอยู่ภายใต้อาณัติของเจ้าของพรรค
ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ ถูกวางตัวประธานวิปฝ่ายค้าน เห็นว่ามีความเหมาะสมดี เพราะมีประสบการณ์ระดับหนึ่ง และเป็นคนประนีประนอมได้กับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออก ซึ่งประธานวิปฝ่ายค้านจะต้องมี โดยเห็นได้จากเคยเป็นกรรมาธิการในหลายคณะ ที่มีการประนีประนอมมาตลอด
ส่วนสัปดาห์หน้าจะมีการตั้งกรรมาธิการต่างๆ 35 คณะนั้น มองว่ากรรมาธิการที่จะมีการช่วงชิงกันสูง คือ กรรมาธิการเกี่ยวกับการเงินการคลัง กรรมาธิการพลังงาน หรือเรื่องที่มีผลประโยชน์ไปเกี่ยวข้อง ฝ่ายรัฐบาลมองว่าจะต้องจองเกี่ยวกับคลัง พลังงาน ความมั่นคง ที่เกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย
ด้านพรรคประชาชน คาดว่าต้องการกรรมาธิการทหาร เพราะสามารถขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปกองทัพ คิดว่าคงไม่ปล่อยเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายของพรรคประชาชนที่ต้องการทำลายโครงสร้างอำนาจเก่า จึงต้องทำให้กองทัพอ่อนแอ ส่วนกรรมาธิการอื่นๆ ที่พรรคประชาชนต้องการ คือ การกระจายอำนาจ เพราะเป็นนโยบายหลัก อาทิ ยกเลิกข้าราชการส่วนภูมิภาค การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้งการกระจายอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่คิดว่าฝ่ายรัฐบาลคงไม่ให้เหมือนกัน
โดยส่วนตัวมองว่าการเป็นประธานกรรมาธิการทั้ง 35 คณะนั้นมีความสำคัญทั้งหมด อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมเกี่ยวกับกรรมาธิการ ทั้งประธาน คณะกรรมาธิการ คณะทำงาน อย่าคิดเพียงแต่ตอบแทนผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อตอบสนองเครือข่าย พิมพ์นามบัตรเกทับคนอื่น แต่อยากให้ดึงคนที่มีความรู้ ความสามารถ เข้ามาอยู่ในคณะกรรมาธิการทุกชุด ที่มีความสอดคล้องทางด้านความรู้ในเรื่องนั้นจริงๆ กล่าวโดยสรุป อยากให้เลือกคนที่มีความรู้ ความสามารถ มาทำงานกรรมาธิการคณะต่างๆ มากกว่าจะตอบแทนในเรื่องผลประโยชน์ ทางใดทางหนึ่งให้กับเครือข่าย
เมื่อการเมืองทุกอย่างลงตัว มีความพร้อมที่จะบริหารประเทศแล้ว ต้องยอมรับว่า ขณะนี้รัฐบาลขาดความเชื่อมั่นของคนทั้งประเทศ ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน บวกกับการทำงานเชิงรุกไม่มี นอกจากนี้ยังมีรัฐมนตรีลูกเทวดาทั้งหลายเข้ามาทำงาน หวังว่าจะทำงานเชิงรุก ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของข้าราชการมากจนเกินไป ทำงานมีแบบมีแผน และทำให้เห็นว่านโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงไปนั้น แต่ละกระทรวงที่มีความรับผิดชอบ มีการวางแผนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ
หากทำได้ก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนโดยรวมของประเทศ และสร้างผลดีต่อรัฐบาลอีกด้วย

นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
กรณีการปรับทัพของพรรคประชาชน ที่จะเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค ในช่วงศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดีอดีต 44 ส.ส. พรรคก้าวไกล เป็นที่แน่นอนว่าเป็นการจะแก้ปัญหาในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ที่จะรวมถึงตัว “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคด้วย จึงคิดว่าเขาต้องปรับ เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่อาจต้องโดนหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย
พรรคจึงถือเป็นโอกาสปรับรูปแบบการต่อสู้ในทางการเมือง นำข้อผิดพลาดต่างๆ ในการเลือกตั้งคราวที่แล้วมาปรับทัพในการเดินหน้าใหม่ด้วย เพราะ ปชน.นั้นได้เรียนรู้ต่อสถานการณ์แบบนี้ดี เพราะเคยประสบมาตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ และก้าวไกลแล้ว การปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค และเลขาฯพรรค คงเป็นการที่จะรองรับการที่จะเกิดขึ้นจากกรณีของ 44 ส.ส. และเป็นการปรับทัพด้วยการนำข้อผิดพลาดจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา มาเตรียมพร้อมในการจะมีการเลือกตั้งและทำงานทางการเมืองต่อไป
การปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรค คือ การปรับเปลี่ยนผู้นำ ที่มีส่วนสำคัญในการทำงานทางการเมือง และมีผลต่อการเลือกตั้งด้วย จะเห็นได้จากช่วงของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่เกิดกระแสของ “พิธา ฟีเวอร์”มาในครั้งนี้ คือ อาจารย์ต้น “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร”ที่ต้องถือว่าเป็นไพ่อีกใบหนึ่งที่ ปชน.ต้องหยิบมาใช้ตามที่บอกไปว่า อย่างอนาคตใหม่ ไม่ว่าเป็นก้าวไกลจนมาถึงพรรคประชาชน ประสบปัญหาด้านนิติสงครามตามที่ทราบกันอยู่
ฉะนั้นแล้วภาระจึงตกไปที่อาจารย์ต้นจะต้องกอบกู้คะแนนความศรัทธาของพรรคที่ต้องยอมรับความจริงว่า กระแสความนิยมของพรรคประชาชนตกลงจากเงาสะท้อนที่เห็นได้จากคะแนนบัญชีรายชื่อและคะแนนเขตการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา ที่เห็นได้ว่าคะแนนความนิยมค่อนข้างจะตกลง ก็ต้องมาฟื้นฟู แต่ว่าการฟื้นฟูในภาวะแบบนี้คิดว่ามีโอกาสทำได้ เพราะบทบาทของฝ่ายค้านมีอะไรให้ทำเยอะมากและเป็นความหวังของประชาชนที่จะต้องฝากความหวังไว้กับฝ่ายค้าน
ซึ่งดูเป็นเหมือนเรื่องตลกในการเมืองไทย ที่ต้องฝากความหวังไว้กับฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายรัฐบาล เราก็เห็นแล้วว่าตั้งแต่กรณีเรื่องวิกฤตน้ำมัน วิกฤตพลังงานต่างๆ นั้น เกิดความเคลือบแคลงสงสัยของพี่น้องประชาชนที่มีต่อผู้บริหารประเทศ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรงนี้แทนพี่น้องประชาชน ฉะนั้นแล้วการทำงานของสภาในฐานะฝ่ายค้าน ก็สามารถดึงคะแนนและกู้วิกฤตศรัทธากลับมาได้
แผลของพรรค ปชน.นั้น มีเพียงแค่จุดเปลี่ยนของสมการทางการเมืองมาจนถึงวันนี้ ก็ต้องพูดกันตรงๆ ว่าการที่พรรค ปชน.ไปยกมือให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในคราวก่อน เป็นแผลสำคัญที่พรรค ปชน.ต้องทำงานเพื่อลบข้อครหานี้ให้ได้ ที่คือสิ่งสำคัญที่อาจารย์ต้นและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จะต้องแบกรับภาระตรงนี้ไป
สำหรับความแตกระหว่าง “เท้ง” และอาจารย์ต้นนั้น โดยอัตลักษณ์ หรือบุคลิกของคนที่อยู่พรรค ปชน. อาจไม่แตกต่างกันมาก แต่มองว่าในวินาทีนี้ด้วยประสบการณ์ของอาจารย์ต้นเอง มีจุดที่จะนำพาพรรคไปได้ เพียงแต่ต้องเอาข้อบกพร่องเมื่อคราวที่แล้วมาแก้ไขและเดินต่อไป โดยจุดอ่อนของพรรคประชาชน คือ การทำงานในพื้นที่ ให้มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนมากขึ้น แม้กระทั่งการคัดเลือกตัวผู้สมัคร บางครั้งผู้สมัครไปอาศัยกระแสพรรคมากเกินไป โดยที่ตัวบุคคลคนในพื้นที่อาจจะไม่รู้เลย
สะท้อนได้จากภาคตะวันออก พรรค ปชน.ได้ที่นั่งน้อยลงกว่าเก่าเยอะ เช่น ที่ จ.ฉะเชิงเทรา ไม่เหลือที่นั่งเลย ส่วนที่ จ.ชลบุรี เหลือเพียงครึ่งเดียว แต่ยังมีสิ่งสะท้อนได้ว่าคะแนนความนิยมยังมีอยู่ คือ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ จะเห็นว่าคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค ปชน.ในภาคตะวันออกยังเป็นอันดับ 1 อยู่
ฉะนั้นแล้วจึงคิดว่าจะต้องปรับ นอกจากทำงานทางการเมืองในสภาและโลกออนไลน์ที่ ปชน.ถนัดสิ่งที่ต้องปรับคือ การทำให้ช่องว่างของพรรคกับพื้นที่มันใกล้ชิดกัน ไม่ใช่มาทำกิจกรรมทางการเมือง มาเฟ้นหาตัวผู้สมัครเวลาใกล้เลือกตั้ง ลักษณะนี้มันไม่เพียงพอ จึงต้องลดช่องว่างลง ต้องมีกิจกรรมกับมวลชนประชาชนในพื้นที่ให้มากขึ้นจะต้องปรับทัพในด้านนี้ด้วย

