หมายเหตุ – ความเห็นกรณี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ออกมาแถลงขอโทษว่าสื่อสารผิดพลาดทำให้ประชาชนไม่สบายใจเกี่ยวกับคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 รวมทั้งข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
อับดุลสุโก ดินอะ
รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้/ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้
คำพูดของแม่ทัพภาค 4 ที่มีการเหมารวมถึงสามพี่น้องการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา โรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา จึงมีมติประชุมกันมีข้อเสนอข้อที่หนึ่ง แม่ทัพต้องมีการขอโทษผ่านสื่อ รวมทั้งจัดการไอโอที่เป็นคนของรัฐที่อยู่ในค่าย บางคนใช้ภาษีประชาชนมาสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นข้อที่ท่านได้ทำแล้วคือการขอโทษ แต่ยังไม่ได้ทำในเรื่องของการจัดการไอโอ โดยเฉพาะในวันนี้มีเพจของ กอ.รมน. ฉก.นราธิวาส ยังพาดพิงสถาบันปอเนาะ ตาดีกาและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เพราะฉะนั้นคำขอโทษยังต้องดูเรื่องความจริงใจและพฤติกรรม
ในช่วงที่ไปพบท่านนายกรัฐมนตรีและอาจารย์วันนอร์มีความเป็นกันเองเรื่องของการให้อภัยไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องดูความจริงใจ โดยข้อเสนอทั้งหมดหลังจากนี้จะมีการประชุมร่วมกันในวันที่ 21 เมษายน โดยข้อเสนอทั้งหมดคือการให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 หากไม่ย้ายเราก็จะไม่ร่วมทุกกิจกรรม หลังจากขอโทษไปแล้วก็ต้องรู้ว่าจัดการเรื่องไอโอข้อเสนอเหล่านี้จะยังคงอยู่ คือขณะนี้เรารอดูท่าทีหลังการขอโทษเพื่อดูว่ามีความจริงใจหรือไม่
ส่วนข้อเสนอแนะ 3 ข้อคือ 1.การจัดการความขัดแย้งใช้หน่วยเฉพาะกิจ คือใช้ ฉก.ต่างๆ ร่วมกับโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ร่วมมือกันเดือนละหนึ่งถึงสองครั้ง ทาง ฉก.มีปัญหาติดขัดเรื่องใด สงสัยผู้ใดให้ประสานร่วมกับสถาบันโรงเรียนทั้งหมดได้ โดยไม่ต้องใช้กำลังพลจำนวนมากไปปิดล้อม สร้างภาพลักษณ์ที่น่ากังวล โมเดลนี้สามารถทำได้เลยโดยเฉพาะ ฉก.สงขลา ฉก.ยะลา ฉก.ปัตตานี และ ฉก.นราธิวาส สามารถใช้แนวทางนี้ได้
2.เรื่องการศึกษา ข้อมูลเรื่องของการศึกษาทั้งหมดในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ที่การศึกษาส่วนหน้า ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การดูแลของ ศอ.บต. แต่ปัจจุบันขึ้นตรงกับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นข้อเสนอเราอยากให้การศึกษาส่วนหน้าที่เป็นเหมือนวันสต๊อปเซอร์วิสมาอยู่ภายใต้การดูแลของ ศอ.บต.อีกครั้ง ซึ่งต้องดูเรื่องข้อกฎหมายว่าจะเป็นอย่างไร ต้องดูว่า พ.ร.บ.ศอ.บต.ดำเนินการได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งได้นัดหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในวันที่ 28 พฤษภาคม โดยประสานผ่านเลขาฯนายกรัฐมนตรี
และ 3.การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือกลไกทางสภาที่ปรึกษา ศอ.บต.ที่ได้รับการเลือกมาจากประชาชนทุกภาคส่วน เป็นกลไกเชื่อมโซ่ข้อกลางในการแก้ปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นกลไกในการแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง ได้มีการหารือร่วมกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี รวมถึงได้มีการหารือร่วมกับเลขาธิการ ศอ.บต. ว่าสิ่งไหนสามารถดำเนินการได้เลยในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ส่วนที่แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษแล้วมีความคลายกังวลอย่างไรหรือไม่ ต้องรอดูความจริงใจในการปฏิบัติ ปัจจุบันยังคงมีไอโอทำงาน เพราะฉะนั้นต้องดำเนินการให้มีความชัดเจนต่อปฏิบัติการไอโอ เพราะไม่เชื่อว่าแม่ทัพ หรือผู้บังคับบัญชาจะไม่ทราบว่ามีปฏิบัติการไอโอ เมื่อขอโทษแล้วยังมีการแสดงออกที่รุนแรงของไอโอ ซึ่งยังต้องรอว่าจะส่งเราให้แสดงออกท่าทีอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะเป็นแรงผลักให้เราไปพบนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ ปฏิบัติการไอโอคือการสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก จุดยืนเราคือสร้างความสงบสุขที่ต้องอยู่บนฐานความจริง ไอโอแบบนี้ทำให้คนไม่เคยรู้จักกันเกลียดชังกัน เราจะอยู่กันเช่นนี้หรือ
กรณีรัฐบาลเล็งจัดงบปี’70 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นายกฯกำชับต้องออกแบบเฉพาะให้สอดคล้องกับพื้นที่นั้น ในเรื่องยาเสพติด คงต้องพูดความจริงว่าหลังจากมีกัญชาเสรี พืชกระท่อม มีผลมาก ทำให้คุณภาพการศึกษาที่เราทำอยู่ทำ ให้เด็กหลุดจากระบบ ทำให้มีผลกระทบการเรียน ทำให้เด็กไม่พัฒนา เมื่อเด็กไม่พัฒนา ก้าวต่อไปจะพัฒนาประเทศชาติได้อย่างไร
เรื่องยาเสพติดการออกแบบของเรานั้น โมเดลของเราคือศูนย์บำบัดยาเสพติดตามวิถีของชุมชนบำบัด แต่ศูนย์นี้รัฐเองมาทำเรื่องศูนย์อย่างเดียว ไม่ได้ ต้องทำเรื่องการป้องกันและการปราบปรามให้ครบวงจร ไม่เช่นนั้นส่วนนี้ก็เสียเปล่า หลังจากการบำบัดแล้วจะให้ทำอะไร มีอาชีพอะไร สิ่งที่ประชาชนสงสัยคือ 4 จังหวัดมีด่านมากมาย แล้วยาเสพติดเหล่านี้รอดผ่านไปได้อย่างไร
นี่คือเรื่องใหญ่และการปราบปรามต้องจริงจัง ต้องไม่ให้ยาเสพติดหลุดรอดไปสู่ชุมชน เพราะฉะนั้นนายทุน ใครบางคนร่วมมือกับนักการเมือง บางคน เป็นคนของรัฐ เพราะงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า 20 ปี ที่นี่คืออุตสาหกรรมความมั่นคง
มังโสด หมะเต๊ะ
เลขานุการสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนชายแดนใต้
การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ได้มีโอกาสพูดคุย แก่นจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคง แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียน สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา ซึ่งจากที่ได้คุยวันนั้นสรุปข้อเสนอหลักมี 3 เรื่องสำคัญ 1.เรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 4 แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษผ่านสื่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ เพื่อฟื้นศักดิ์ศรีให้กับสถาบัน 2.ขอให้รัฐบาลสั่งยุติปฏิบัติการไอโอที่สร้างความเข้าใจผิดและวาทกรรมเกลียดชังต่อโรงเรียนศาสนา และ 3.การใช้แนวทาง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาโดยมี อาจารย์วันนอร์ เข้ามาเป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับผู้นำศาสนา
ส่วนของการขอโทษจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และแม่ทัพภาคที่ 4 ในแง่หนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นสปิริตที่ดี เป็นการลดอุณหภูมิความขัดแย้งลงได้ระดับหนึ่ง แต่หากถามว่าเพียงพอหรือไม่ คำตอบคือยังไม่เพียงพอหรอก ตราบใดที่ปฏิบัติการไอโอยังดำเนินอยู่ เพราะในทางปฏิบัติ ยังพบว่ามีการสื่อสารในเชิงลบจากบางหน่วยงานด้านความมั่นคงอยู่ มันถูกทำให้เชื่อว่ามาจาก กอ.รมน.
ภาพที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นลักษณะตบหัวแล้วลูบหลัง ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนยังไม่ฟื้นกลับมาเต็มที่ในระยะใกล้ ไม่มีทางเลย เพราะ ความรู้สึกมันไปไกลมากแล้ว ความกังวลจึงยังคงอยู่
กรณีรัฐบาลเตรียมตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในปีงบประมาณ 2570 เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับข้อเสนอที่ได้พูดคุยกัน เพราะปัญหายาเสพติดในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงมาก และมีความเชื่อมโยงกับปัญหาความมั่นคง เราเห็นด้วยกับแนวคิดนี้
แต่มีข้อเสนอสำคัญคือ ศูนย์บำบัดต้องไม่ถูกออกแบบให้เป็นลักษณะค่าย หรือคุก พื้นที่ควบคุมแบบความมั่นคง แต่ควรเป็นศูนย์ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน มีการบูรณาการหลักศาสนา หรือใช้หลักการศาสนาบำบัดและเปิดโอกาสให้โต๊ะครู ผู้นำศาสนา และชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้วย ปัจจุบันก็มีอยู่หลายแห่งที่ในพื้นที่เริ่มดำเนินการมาเป็นระยะพอสมควรแล้ว ขณะเดียวกัน รัฐต้องเดินควบคู่กัน 2 ด้านคือ 1.ปราบปรามผู้ค้ารายใหญ่ที่เป็นต้นตอ และ 2.สร้างอาชีพรองรับให้ผู้ผ่านการบำบัด เพื่อไม่ให้กลับไปสู่วงจรเดิมด้วย
ในมิติของการศึกษา โรงเรียนเอกชนและโรงเรียนศาสนา เรามองว่าการศึกษาเป็นหัวใจของสันติภาพ มีข้อเสนอหลัก 3 เรื่อง 1.อยากให้ใช้ โมเดลสงขลา ที่เน้นความร่วมมือและความไว้วางใจระหว่างหน่วยงานความมั่นคงกับสถาบันการศึกษา เดินไปด้วยกัน 2.เสนอให้ปรับโครงสร้างการบริหารการศึกษาในพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การกลับไปอยู่ภายใต้ ศอ.บต. จะทำให้บริหารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ต้องรอส่วนกลาง และ 3.อยากให้รัฐปรับมุมมองใหม่ อยากให้มองโรงเรียนศาสนาเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา ไม่ใช่พื้นที่เฝ้าระวัง ถ้ามีโรงเรียนปอเนาะไหน สืบทราบหรือค้นพบแล้วว่ามีการปฏิบัติการแนวร่วมจริง ก็จัดการได้ จับกุมสอบสวน แต่ต้องทำให้ตรงเป้า ไม่เหมารวมทั้งหมด
ซึ่งประเด็นวาทะของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่พาดพิงปอเนาะว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง ต้องยอมรับว่าผลกระทบค่อนข้างรุนแรง เพราะมีการนำเสนอภาพบางส่วน เช่น ภาพการฝึกอาวุธ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์เฉพาะจุด หรือข้อมูลเก่ามาขยายความจนทำให้สังคมเข้าใจผิดต่อสถาบันทั้งหมด
แต่ในความเป็นจริง โรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกาส่วนใหญ่ เปรียบเสมือนรากแก้วของชุมชน ทำหน้าที่ปลูกฝังคุณธรรม ป้องกันเยาวชนจากยาเสพติด และรักษา
อัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม ปัจจุบันหลายแห่งได้พัฒนาเป็นระบบการศึกษาที่ผสมผสานทั้งศาสนาและสามัญ และสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่สังคมและมหาวิทยาลัยได้
ผมเองเคยทำงานภาคประชาสังคมมานาน สิ่งที่ภาคประชาชนต้องการจึงไม่ใช่เพียงคำอธิบาย แต่คือความจริงใจจากรัฐ ในการหยุดสร้างภาพจำด้านลบ และหันมาสนับสนุนสถาบันเหล่านี้ในฐานะพลังของสันติภาพ
คำขอโทษอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่จะเป็นแค่ยุทธวิธี หรือจุดเปลี่ยนของสันติภาพนั้น วัดกันที่การกระทำหลังจากนี้ โดยเฉพาะคำถามสำคัญคือ ปฏิบัติการไอโอที่สร้างความเกลียดชัง จะหยุดได้จริงหรือไม่ เพราะความเชื่อใจของประชาชนสร้างยาก แต่พังได้ง่าย เพียงปลายนิ้วบนคีย์บอร์ด

