‘การทูตไผ่ลู่ลม’ ทางรอดไทย ศึกสหรัฐ-อิหร่าน

21.04.26 | 10:23 น.

‘การทูตไผ่ลู่ลม’ ทางรอดไทย ศึกสหรัฐ-อิหร่าน

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีประเทศไทยดำเนินยุทธศาสตร์การทูตไผ่ลู่ลมโดยไม่เป็นคู่ขัดแย้งของใครต่อสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลางที่ยังมีความตรึงเครียด หลังการเจรจาเพื่อยุติการสู้รบของสหรัฐและอิหร่านล้มเหลวและล่าสุดสหรัฐได้ส่งกองทัพเรือปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

 

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

Advertisement

การวางตัวเป็นกลางของรัฐบาลไทยในช่วงการเกิดสงคราตะวันออกกลาง หากดูบทบาทของรัฐบาลผ่านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเห็นว่าประเทศไทยพยายามวางตัวเป็นกลางและมีความสมดุล เพราะว่าประเทศไทยจะเทกไซด์หรือเข้าข้างหนึ่งข้างใดไม่ได้ หากดูท่าทีของอิหร่านแล้ว เห็นว่าเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทย ดูจากความพยายามของนายสีหศักดิ์ ในการเจรจาเพื่อให้เรือของประเทศไทย ผ่านช่องแคบ ฮอร์มุซมาได้ แสดงว่าอิหร่านเข้าใจประเทศไทยดี และเห็นต้นทุนความสัมพันธ์ที่มีอย่างยาวนาน ระหว่างประเทศไทยกับอิหร่านนาน 200-300 ปี

คิดว่าบทบาทของนายสีหศักดิ์ทำได้อย่างเหมาะสม มีจุดยืนไม่เทกไซด์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีกระแสออกมาว่าประเทศไทยให้อเมริกานำเครื่องบินมาจอดเติมน้ำมันที่สนามบินกระบี่ หากดูในความสัมพันธ์เชื่อว่าอิหร่านเข้าใจประเทศไทย ภายใต้ความสัมพันธ์ในประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน

การที่ประเทศปากีสถานจะเป็นตัวกลางในการเจรจาสงครามตะวันออกกลางในครั้งนี้ ผมคิดว่าปากีสถานทำได้ แต่การลงเอยไม่ง่าย เพราะอิหร่านมีการปกครองไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลอิหร่านเท่านั้น แต่หมายถึงพันธมิตรในตะวันออกกลาง อาจจะหาข้อสรุปได้ในแง่รัฐต่อรัฐ แต่กลุ่มกระบวนการอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่านไม่เอาด้วย จะเป็นเรื่องที่ยาก รวมไปถึงอิสราเอลด้วย เพราะการพูดคุยกันไม่ใช่เฉพาะอิหร่านกับอเมริกา แต่ท่าทีของอิสราเอลนั้นไม่ยอม ทั้งที่อเมริกาเองก็อยากยุติสงคราม

ในความเป็นจริงอเมริกาก็อยากจะชนะสงครามตะวันออกกลางในครั้งนี้ แต่ยากเพราะว่าอิหร่านยังมีกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งกลุ่มกระบวนการต่างๆ และประเทศมหาอำนาจอื่นๆ อาทิ เกาหลีเหนือ จีน รัสเชีย ประเทศที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเครือข่ายอำนาจ ที่จะไม่ยอมสงบศึกหรือยุติสงครามในครั้งนี้ง่ายๆ เพราะส่งผลเกี่ยวกับดุลอำนาจการเมืองโลก เนื่องจากอยากให้อเมริกาเสียดุลอำนาจให้ได้ ทั้งที่อเมริกาอยากจะยุติสงคราม แต่ประเทศมหาอำนาจอื่นพยายามรวมตัวกัน เพื่อลดอำนาจการเมืองโลกของอเมริกา

หากสงครามไม่ยุติ มองในแง่ของความเลวร้ายที่สุดก็คือ วิกฤตพลังงานที่จะเกิดผลกระทบไปทั่วโลก น้ำมันในอิหร่านหรือตะวันออกกลางจะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเยอะมาก ประการต่อมาจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งโลก เพราะต้นทุนราคาสินค้าทั้งหมดจะสูงขึ้น รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำมันในการผลิตจะเกิดผลกระทบตามมาเช่นกัน โดยเฉพาะชีวิตผู้คนตั้งแต่ระดับรากหญ้า และผู้คนทั้งหมดในโลก
ซึ
่งประเทศไทยจะต้องวางมาตรการรองรับเกี่ยวกับพลังงานให้ชัดเจน จะต้องพูดความจริงเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันของประเทศไทยกับประชาชน รวมทั้งชักชวนให้ประชาชนมาร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหา ที่สำคัญรัฐบาลต้องจัดการไม่ให้มีกลุ่มกระบวนการ หาผลประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน กักตุนสินค้า โดยรัฐบาลเข้าไปมีผลประโยชน์ หรือทำให้ประชาชนเห็นว่าคนในรัฐบาลไม่หาผลประโยชน์จากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ถ้ารัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นในจุดนี้ได้ และพูดความจริงกับประชาชน ทำให้เห็นบทบาทของรัฐบาลว่าจะทำอย่างไร ในการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว คิดว่ารัฐบาลทำได้เพียงแค่นี้

หลายคนมองว่าเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมัน ภายในประเทศไทยเหมือนกับแดนสนธยา ต้องยอมรับว่าช่วงนี้ข้อมูลข่าวสารเยอะมาก ไม่รู้ว่าอันไหนจริง อันไหนปลอม รัฐบาลควรให้ข้อมูลเป็นหลัก และทำให้เห็นว่าข้อมูลของรัฐบาลถูกต้องที่สุด น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับวิกฤตตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพราะข้อมูลช่วงนี้เยอะมาก คนหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง อีกคนพูดอย่างหนึ่ง ไม่รู้ว่าข้อมูลไหนจริง ข้อมูลไหนเท็จ

โดยเฉพาะข้อมูลของรัฐบาลสมควรจะต้องนำข้อมูลมากางให้ประชาชนได้รู้ข้อเท็จจริง โดยประเมินสถานการณ์ให้เลวร้ายที่สุดก่อน แล้วรัฐบาลมีมาตรการหรือแผนรองรับอย่างไร ต้องชี้แจงกับประชาชน เพื่อให้ประชาชนมองรัฐบาลว่ามีวิธีการ มีการบริหารสถานการณ์อย่างไร ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบจะต้องมาแถลงให้กับประชาชนได้เข้าใจ รวมทั้งจะต้องชักชวนภาคสังคม ธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ประเทศสิงคโปร์ทำมาแล้ว บอกประชาชนให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและจะรับมืออย่างไร ซึ่งจะเกิดผลดีกับประชาชน เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับความมั่นคงของประเทศไทย รัฐบาลจะรับมืออย่างไรนั้น ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก อยู่ในภูมิรัฐศาสตร์ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ จะต้องวางตัวเป็นกลาง ต้องรักษาดุลอำนาจ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ หากประเทศไทยยินยอมให้อเมริกามาตั้งฐานทัพในไทย ยอมรับว่าจะเกิดผลเสียเยอะมาก จะทำให้โลกตะวันออกกลางทั้งหมด เห็นว่าประเทศไทยเอนเอียงเข้าข้างอเมริกา ไม่เป็นผลดีกับประเทศไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว อย่าลืมประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ประกอบกับมีคนนับถือทั้งศาสนาพุทธ มุสลิม จะเกิดความขัดแย้งภายในประเทศอีกด้วย ถ้าประเทศไทยเลือกยืนข้างอเมริกา โดยยอมให้มีการตั้งฐานทัพในประเทศไทย

การวางตัวของประเทศไทยเมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลาง ต้องแสดงจุดยืนไม่เข้าข้างใคร ให้ประชาคมสังคมโลกได้รับรู้ และพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศและคนในประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องของจุดยืน บางอย่างจะต้องพูดแบบตรงไปตรงมา ในแง่จุดยืนของประเทศในสถานการณ์ตะวันออกกลาง จุดยืนในการแก้ไขปัญหา ความตรงไปตรงมาในการสื่อสารกับประชาชน จัดการคนที่หาประโยชน์กับสถานการณ์ตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมัน โรงกลั่น เพื่อแสดงความจริงใจ ที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหากับเรื่องที่สังคมมีความคลางแคลงใจ

นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องจัดการเกี่ยวข้อมูลข่าวสาร เพราะทุกวันนี้ข่าวสารเยอะมาก จากสำนักสื่อ รวมทั้งอินฟลูเอนเซอร์ มีการพูดต่อกันหลายประเด็น จนประชาชนไม่รู้ว่าข้อมูลไหนเท็จหรือจริง ประชาชนก็อยากจะฟังสิ่งที่ตนเองอยากฟัง และเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องจริง รัฐบาลควรจะจัดการข้อมูลข่าวสาร ทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อในข้อมูลของภาครัฐมากกว่าเฟคนิวส์ หรือข้อมูลที่สร้างผลประโยชน์ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนการตั้งวอร์รูมข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล เชื่อว่ามีการตั้งแล้วแต่ยังไม่สามารถสร้างความรับรู้ให้กับประชาชนได้มากนัก

การตั้ง ครม.ครั้งนี้ รัฐมนตรีจะสร้างความชัดเจน ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับกับสถานการณ์ตะวันออกกลางได้ดีหรือไม่นั้น ผมมองว่ายังสร้างความเชื่อมั่นได้น้อย เนื่องจากมีตัวละครมาทำเรื่องนี้น้อยเกินไป มอบหมายให้ สีหศักดิ์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ มารับมือ มองว่าไม่พอ ประชาชนอยากจะเห็นคณะกรรมการที่เต็มไปด้วยคนที่มีความรู้ เรื่องพลังงาน กลุ่มเอ็นจีโอภาคประชาสังคม กลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มทุนน้ำมัน เพราะประชาชนอยากจะเห็นความร่วมไม้ร่วมมือกันทุกฝ่าย ตอนนี้จะให้ความสำคัญของภาครัฐ หรือเทคโนแครต (Technocrat) หรือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางนั้นไม่พอ เพราะสถานการณ์ตอนนี้
มันซับซ้อน และมีความสัมพันธ์หลายมิติ จะมองมิติใดมิติหนึ่งไม่ได้ ยอมรับว่าประชาชนขาดความเชื่อมั่นรัฐบาล เกี่ยวกับสงครามตะวันออกกลาง

แต่ช่องทางอื่นที่จะทำให้รัฐบาลสั่นสะเทือนหรือทำให้เกิดวิกฤตในรัฐบาล ยังมองไม่เห็น เพราะฝ่ายค้านยังมีวิกฤตปัญหาของตนเอง โดยเฉพาะพรรคประชาชน เหลือพรรคประชาธิปัตย์ที่ถ่วงดุล และตั้งข้อเสนอแนะการทำงานของรัฐบาล ส่วนบทบาทของพรรคไทยภักดีกำลังโจมตีรัฐบาลเกี่ยวกับพลังงาน มองว่าได้แค่ระดับหนึ่ง ที่จะทำให้รัฐบาลติดภาพลบ เพราะมีแต่หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม คนเดียว ทำให้พลังยังไม่พอ อาจจะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งที่เป็นแฟนคลับกลุ่มคนที่นิยมเท่านั้น แต่ไม่มีผลต่อรัฐบาล

รัฐบาลอนุทิน 2 มีโอกาสยืนยาวจนครบวาระ ถ้าไม่มีปัญหาในเรื่องคอร์รัปชั่น ไม่มีความขัดแย้งภายใน ด้วยปัจจัยโครงสร้างองคาพยพทางการเมือง ณ เวลานี้ถือว่าเป็นคุณกับรัฐบาล เพราะสภาสูง สภาล่าง กลุ่มทุน รวมทั้งกลุ่มชนชั้นนำมีเอกภาพมาก ที่จะหนุนพรรคภูมิใจไทยให้อยู่ยาว หากรัฐบาลบริหารแล้วให้คนเชื่อถือศรัทธาให้ได้ และพยายามแก้วิกฤต นอกจากนี้กองทัพก็ไม่กล้ารัฐประหารในเวลานี้ คนก็ไม่พร้อมจะลงถนน ฝ่ายค้านอ่อนแอ คนก็อ่อนแอ มองไปแล้วไม่รู้ว่าจะล้มรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างไร

ส่วนรัฐบาลจะสะดุดขาตัวเองได้นั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น และแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน เช่น กรณีการบริหารเรื่องน้ำมันก่อนหน้านี้ ทำให้น้ำมันขาดแคลน ประชาชนไม่มีน้ำมันใช้ อาจจะทำให้รัฐบาลล้มได้ เพราะปัญหามาจากการบริหารของรัฐบาลชุดนี้เท่านั้นเอง โดยเฉพาะน้ำมันหาย รัฐบาลไม่ดำเนินการจัดการเอาคนผิดมาลงโทษได้ หากมีการขยี้ข่าวเรื่องนี้ เพราะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล มีไอ้โม่ง มีการกักตุน แต่ไม่รู้ใคร หากประชาชนมองว่ามีการโน้มเอียง คนที่กักตุนน้ำมันเป็นคนใกล้ชิดรัฐบาลหรืออยู่ในรัฐบาล จะเป็นต้นทุนสะสมทำให้ประชาชนไม่พอใจ หากบริหารล้มเหลวอีก จะยิ่งเพิ่มความไม่พอใจ อาจจะทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้

 

ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

หลังจากสงครามในตะวันออกกลางผ่านไปมากกว่า 5 สัปดาห์ โลกไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่กำลังเข้าสู่ “สมดุลใหม่ที่ไม่เสถียร” ซึ่งทุกประเทศถูกบังคับให้ทบทวนจุดยืนของตัวเองอีกครั้ง ประเทศไทยในฐานะรัฐขนาดกลางที่มีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสหรัฐอเมริกาในฐานะพันธมิตรความมั่นคง และอิหร่านในฐานะคู่ค้าพลังงาน กำลังยืนอยู่ในจุดที่ละเอียดอ่อนที่สุดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์การทูตยุคใหม่

คำถามจึงไม่ใช่ว่าไทยจะ “เป็นกลาง” ได้หรือไม่ แต่คือไทยจะ “บริหารความเป็นกลาง” อย่างไรให้กลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ข้ออ้างของการบริหารอำนาจ

ความเป็นกลางที่แท้จริง ไม่ใช่การไม่เลือกข้าง แต่คือการมีอำนาจพอที่จะไม่ถูกบังคับให้เลือกข้าง

แนวคิดการทูตแบบไผ่ลู่ลม ที่ไทยใช้มาอย่างยาวนาน อาจเคยเหมาะสมในโลกที่มีเสถียรภาพสูง แต่ในโลกปัจจุบันที่พลังงานถูกใช้เป็นอาวุธ และ Supply Chain ถูก Weaponize ความลู่ลมโดยไม่มีแกนกลาง อาจกลายเป็นจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็ง เพราะการไม่เลือกข้างในโลกที่ทุกฝ่ายพยายามดึงคุณเข้าสู่เกม อาจหมายถึงการถูกใช้เป็นพื้นที่ผ่าน หรือ Worse กลายเป็น “ต้นทุนเงียบ” ของความขัดแย้ง

หากมองอย่างเป็นจริง การเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ไม่ว่าจะจบลงด้วยข้อตกลงหรือล้มเหลว ไทยก็ยังต้องเผชิญกับความผันผวนของพลังงาน การขนส่ง และความมั่นคงในรูปแบบใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างถาวรไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่คือกติกาของเกมการเมืองระหว่างประเทศ ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

โลกใหม่จะไม่ได้ถามว่าเราอยู่ข้างใคร แต่ถามว่า เรามี Leverage อะไร

ประเทศไทยจึงต้องเลิกนิยามความเป็นกลางในเชิง Passive แล้วเปลี่ยนเป็น Active Neutrality หรือความเป็นกลางเชิงรุก ที่มีการออกแบบ มีเป้าหมาย และมีเครื่องมือรองรับอย่างชัดเจน ความเป็น
กลางในรูปแบบนี้ไม่ใช่การยืนเฉย แต่คือการเล่นเกมโดยไม่ถูกผูกไว้กับเกม

ในระยะยาว วิธีรับมือของไทยต้องเริ่มจากการสร้าง “ภูมิคุ้มกันเชิงโครงสร้าง” มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนคือวิธีคิดเรื่องพลังงาน ประเทศไทยไม่สามารถมองพลังงานเป็นเพียงต้นทุนทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป แต่ต้องมองเป็น “สินทรัพย์ความมั่นคง” ที่ต้องบริหารเหมือนทุนสำรองทางยุทธศาสตร์ การพึ่งพาเส้นทางนำเข้าเดิม โดยเฉพาะ Choke Point อย่างช่องแคบสำคัญในตะวันออกกลาง คือความเสี่ยงที่ไม่สามารถปล่อยไว้ได้อีก ไทยต้องเริ่มกระจายแหล่งนำเข้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในเชิงปริมาณ แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ด้วย การสร้างความสัมพันธ์พลังงานกับประเทศที่มีเสถียรภาพสูงกว่า หรือการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก ไม่ใช่เรื่องของ ESG แต่คือเรื่องของ National Survival

นอกจากแหล่งพลังงาน ไทยต้องปฏิรูประบบสำรองพลังงานใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เน้นปริมาณ ไปสู่การเน้นความสามารถในการเข้าถึงและเคลื่อนย้ายในภาวะวิกฤต เพราะในโลกที่การขนส่งไม่แน่นอน การมีน้ำมันหรือ LNG ในสัญญา ไม่ได้แปลว่าจะได้ใช้จริง การออกแบบระบบ Logistics ภายในประเทศ การกระจายคลังสำรอง และการมีสิทธิเรียกใช้ทรัพยากรในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงสำคัญกว่าตัวเลขบนกระดาษ

ไทยต้องยกระดับจาก “ผู้รักษาความสัมพันธ์” ไปสู่ “ผู้สร้างพื้นที่ร่วม” กล่าวคือไม่ใช่แค่มีสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย แต่ต้องสามารถใช้สถานะนั้นสร้างพื้นที่ของการเจรจา ความร่วมมือ หรือแม้แต่การเป็นตัวกลางในประเด็นที่ไม่ขัดกับผลประโยชน์ของตนเอง นี่คือจุดที่ไทยสามารถ Leverage ความเป็น “Non-Threatening Actor” ให้กลายเป็นทุนทางการทูตได้ หากทำอย่างถูกวิธี ไทยสามารถเป็นสะพานเชื่อมในบางมิติ เช่น ความร่วมมือด้านพลังงาน การค้าสินค้าจำเป็น หรือแม้แต่การสร้าง Framework ด้านความปลอดภัยของการเดินเรือเชิงพาณิชย์ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งโดยตรง

ในด้านความมั่นคง ไทยต้องยอมรับความจริงว่าโลกหลังสงครามนี้จะมีความเสี่ยงแบบ Hybrid มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการก่อกวนทางทะเล การโจมตี Supply Chain หรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ การรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจึงไม่ใช่แค่เรื่องการทูต แต่คือการ “ออกแบบความยืดหยุ่น” ของประเทศให้ไม่พังเมื่อถูกกระแทกจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการสร้าง “Strategic Autonomy” หรือความสามารถในการตัดสินใจโดยไม่ถูกบีบจากภายนอก ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องตัดขาดจากพันธมิตร แต่หมายถึงการมีทางเลือกมากพอที่จะไม่ต้องยอมตามทุกเงื่อนไข

ในเชิงเศรษฐกิจ ไทยต้องเลิกใช้มาตรการแบบ Reactive เช่น การตรึงราคาพลังงานแบบทั่วถึง และหันมาใช้มาตรการแบบ Targeted ที่ช่วยเฉพาะจุดที่มีผลต่อระบบ เช่น ภาคขนส่ง อาหาร และอุตสาหกรรมส่งออก เพราะในโลกที่ต้นทุนพลังงานไม่แน่นอน การบิดเบือนราคาจะทำให้ระบบสูญเสียความสามารถในการปรับตัว พร้อมกันนั้น ไทยควรเร่งสร้าง “บัญชีวัตถุดิบยุทธศาสตร์” ที่ครอบคลุมมากกว่าพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย อาหารสัตว์ เคมีภัณฑ์ หรือชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เพราะวิกฤตในอนาคตจะไม่กระทบแค่ด้านเดียว แต่จะ Ripple ผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

ความมั่นคงในยุคใหม่ ไม่ใช่การมีของเยอะ แต่คือการรู้ว่าอะไรขาดไม่ได้

โอกาสในช่วงเวลาหลังความขัดแย้งคือ หน้าต่างที่ไทยสามารถ “รีเซตความสัมพันธ์” กับทุกฝ่ายได้อย่างชาญฉลาด หากไทยสามารถแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ ไม่เลือกข้าง แต่มี Contribution ที่จับต้องได้ เช่น การอำนวยความสะดวกด้านการค้า การเป็น Hub ของ Logistics ที่ปลอดภัย หรือการร่วมมือด้านพลังงานในระดับภูมิภาค ไทยจะไม่ใช่แค่ผู้รอด แต่จะกลายเป็น “ผู้เล่น” ที่มีคุณค่าในระบบใหม่

อย่างไรก็ตาม เส้นบางๆ ที่ไทยต้องระวังคือการไม่ถูกดึงเข้าไปเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจ การรักษาความเป็นกลางไม่ได้แปลว่าต้องตอบรับทุกข้อเสนอ แต่ต้องมี “Red Line” ที่ชัดเจนว่าอะไรคือผลประโยชน์ที่ต่อรองได้ และอะไรคือสิ่งที่ห้ามเสียท้ายที่สุด วิกฤตครั้งนี้กำลังบอกไทยอย่างชัดเจนว่า “ยุคของความสบายได้จบลงแล้ว” ประเทศที่อยู่รอดจะไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่ “ปรับตัวเร็วที่สุด และคิดเป็นระบบที่สุด”

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่หลายประเทศไม่มี นั่นคือความสัมพันธ์ที่ดีกับหลายขั้ว แต่ข้อได้เปรียบนั้นจะไร้ค่า หากไม่ถูกแปลงเป็นยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โลกหลังสงครามจะไม่ให้รางวัลกับความคลุมเครือ แต่จะให้รางวัลกับประเทศที่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน และกำลังจะเดินไปทางไหน

ความเป็นกลางจึงไม่ใช่จุดยืน แต่คือ “เครื่องมือ” และเครื่องมือนี้จะทรงพลังหรือไร้ค่า ขึ้นอยู่กับว่าไทยกล้าใช้มันหรือไม่

ถ้าไทยยังไม่ออกแบบความเป็นกลางของตัวเอง สุดท้ายความเป็นกลางไทยจะถูกออกแบบโดยคนอื่น