MOU44 – หมายเหตุ – มุมมองนักวิชาการกรณีรัฐบาลเตรียมยกเลิก MOU 44 ไทยสามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้หรือไม่ หากกัมพูชาไม่ยอมจะเป็นอย่างไร
ดุลยภาค ปรีชารัชช
นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา
และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

เอ็มโอยู 43 และเอ็มโอยู 44 เป็นข้อตกลงหรือสนธิสัญญาระหว่างไทยกับกัมพูชา การยกเลิกหรือการรับรอง ส่วนหนึ่งอยู่ที่กระบวนการภายในของแต่ละประเทศ และอีกส่วนหนึ่งอยู่ที่ธรรมเนียมปฏิบัติตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศด้วย เช่นถ้าเราจะยกเลิกแต่ฝ่ายเดียวก็ต้องไปดูอนุสัญญาเวียนนาว่ามีช่องทาง มีวิธีการ มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ซึ่งจากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญบางส่วนในประเทศไทยก็บอกว่าทำได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนบอกว่าถ้ากัมพูชาแย้ง กัมพูชาจะใช้มาตราใดหรือหลักการไหนในทางกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามายับยั้งกระบวนการนี้ของไทย
หลักๆ แล้ว คิดว่ามูลเหตุของปัญหาจริงๆ คือการลากเส้นไหล่ทวีปของกัมพูชาใน พ.ศ.2515 ที่ลากเข้ามายังเกาะกูดทำให้อาณาเขตทางทะเลของกัมพูชามากผิดปกติ แต่การลากเส้นของไทยใน พ.ศ.2516 เป็นการลากที่มีมาตรฐานสากลตามกรอบระหว่างประเทศ ไม่เยอะไม่น้อยจนเกินไป แต่เอ็มโอยู 44 มีคณะบุคคลที่กังวลว่ามันติดกระดุมผิดตั้งแต่แรกไหม เพราะว่าในเมื่อการอ้างของกัมพูชาขัดกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ คือลากเข้ามาที่เกาะกูดทั้งๆ ที่เป็นของไทย ซึ่งก็โอเวอร์เคลมตั้งแต่แรก ฉะนั้นยกเลิกไปเลยดีกว่า
อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายหนึ่งมองว่ากัมพูชาจะอ้างอย่างไรก็เรื่องของกัมพูชา ไทยจะอ้างอย่างไรก็เรื่องของไทย การที่แต่ละฝ่ายอ้างแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา สุดท้ายแล้วทั้งสองฝ่ายได้มีแนวปฏิบัติที่ให้ได้มาคุย มาตกลงกันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไร มันก็ไม่มีข้อสรุปแบบสมบูรณ์ตายตัว เพราะแต่ละฝ่ายก็มีผู้เชี่ยวชาญทั้งนั้นและอ้างมุมมองหลักฐานที่เห็นต่างกันออกไปพอสมควร
เรื่องเอ็มโอยู 44 มีมติเป็นเอกฉันท์จากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณายกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ของฝั่งวุฒิสภาซึ่งผมเองก็อยู่ในคณะกรรมาธิการด้วย ก็มีมติลงมาว่ายกเลิกเอ็มโอยู 44 ตั้งแต่ปลายปี 2568 แล้ว และล่าสุดก็มีมติให้ยกเลิกเอ็มโอยู 43 เหตุผลในการยกเลิกเอ็มโอยู 44 ก็เพราะเหมือนไปยอมรับการอ้างเส้นไหล่ทวีปของกัมพูชาที่มายังเกาะกูดตั้งแต่แรก
เมื่ออ้างแบบนี้ก็ทำให้การอ้างทรัพยากรใต้ท้องทะเลอ่าวไทยมันก็เพิ่มมากขึ้นด้วยและกัมพูชาก็อยากจะมาแบ่ง 50/50 ทั้งที่ทรัพยากรใต้ท้องทะเลที่พบเป็นจำนวนมากอยู่ทางฝั่งไทย จึงคิดว่าเป็นการเสียเปรียบ
ถามว่ายกเลิกไปแล้วจะมีมาตรการอะไรเข้ามาใช้แทน ทางกรรมาธิการ ส.ว.ก็ชี้แจงว่าใช้ UNCLOS (United Nations Convention on the Law Of the Sea) คือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 ซึ่งมีลักษณะเป็นสากล โดยกัมพูชาเองก็เพิ่งให้สัตยาบัน UNCLOS เมื่อเร็วๆ นี้
ท่าทีของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บอกเลยว่าเอ็มโอยู 44 ต้องยกเลิก ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงหาเสียงหรือแม้กระทั่งปัจจุบันก็เหมือนมีท่าทีบ่งชี้ว่าไม่เอาเอ็มโอยู 44 แล้วเรื่องก็ผ่านมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปแล้ว สมช.ก็ไม่เอาเอ็มโอยู 44 นั่นแสดงว่าการเมืองในระบบราชการ หน่วยงานที่เป็นพลังขับเคลื่อนหลักในการตัดสินใจเรื่องอธิปไตยและความมั่นคงเห็นพ้องต้องกัน
อย่างไรก็ตาม กรณีเอ็มโอยู 43 ไม่ใช่อย่างนั้น กล่าวคือ กรรมาธิการ ส.ว.บอกว่าให้ยกเลิก แต่นายสีหศักดิ์ขอให้พิจารณาอย่างรอบด้าน กองทัพบกเองยังมีท่าทีไม่ชัดเจน ว่าตกลงควรจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก ขณะที่เอ็มโออยู่ 44 กองทัพเรือมีท่าทีชัดว่าพร้อมที่จะยกเลิก แล้วเอากองทัพเรือไปปกป้องอธิปไตย โดยแบ่งเขตตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ส่วนตัวคิดว่าหลักหรือกรอบกฎหมายระหว่างประเทศมันไม่ได้มีสภาพเด็ดขาดในการบังคับใช้เหมือนกฎหมายอาญาหรือกฎหมายภายในประเทศ มันขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง, ยุทธศาสตร์การทูตหรืออำนาจต่อรองของแต่ละรัฐมากกว่า ถ้าพิจารณารอบโลก บางประเทศไปรุกรานประเทศอื่นซึ่งผิดหลักการใช้กำลังทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่ก็ไม่มีใครลงโทษได้ อย่างกรณีของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น หรือกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชาซึ่งประเทศไทยเดินแนวทางอย่างรอบคอบระมัดระวังตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ แต่กัมพูชากลับเดินเกมทำเฟคนิวส์ สงครามข้อมูลข่าวสารโจมตีไทย และละเมิดเอ็มโอยู 43 ไม่รู้กี่ครั้ง โดยการเอาภาคประชาชนเข้าไปเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศซึ่งเป็นช่องโหว่ของเอ็มโอยู 43 ที่จำกัดแต่ภาครัฐไม่ให้ไปเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ กัมพูชาจึงเอาภาคประชาชนเข้ามา และภาครัฐที่ถูกห้ามไม่ให้ไปเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศเพื่อเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดน กัมพูชาก็เอาเจ้าหน้าที่ความมั่นคง เอาทหารไปขุดคูเรด
กัมพูชาละเมิดหมดในหลายรูปแบบ คำถามคือ ประเทศไทยเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ไม่มีประเทศไหนประณามกัมพูชาแม้แต่ประเทศเดียว อย่าว่าแต่องค์กรสำคัญในด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่จะมาบังคับกัมพูชา เราก็ไม่เห็น กฎหมายระหว่างประเทศมันอ่อนในการบังคับใช้ มันขึ้นอยู่กับสภาพการเมืองระหว่างประเทศและอำนาจต่อรองหลายๆ อย่างด้วย
เพราะฉะนั้น ส่วนตัวคิดว่าการยกเลิกเอ็มโอยู 44 หรือแม้กระทั่งเอ็มโอยู 43 ส่วนหนึ่งประเทศไทยก็ควรจะระมัดระวังตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ แต่อย่าไปเอากฎหมายระหว่างประเทศและมาครอบทั้งหมดเพื่อตัดสินนโยบายของเราเพราะจริงๆ แล้วกัมพูชาละเมิดสิ่งเหล่านี้เยอะ ประเทศไทยเองถ้ามีจุดยืนในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ บางอย่างก็ต้องอาศัยชั้นเชิงทางกฎหมายระหว่างประเทศหรือพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ บางอย่างก็ต้องอาศัยกำลังทางการทหารหรือการทูตที่มีอยู่ในการต่อสู้กับความขัดแย้งกับกัมพูชา
ดังนั้น จึงอยากให้การออกแบบการตัดสินใจว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 นั้นไม่ควรเอากฎหมายระหว่างประเทศมาพิจารณาแบบ 100% แต่ควรให้ความสำคัญแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในเปอร์เซ็นต์ส่วนอย่างอื่นๆ ก็ควรต้องเอาบริบทอื่นๆ เอาอำนาจต่อรองที่แท้จริงเข้ามารวมผสมผสานให้กลายเป็น Compromise Model ที่ลงตัว
อยากขอทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ไทยแตกต่างกับกัมพูชา คือ กัมพูชาระบุเส้นเขตแดนซึ่งหลักๆ เป็นเส้นเขตแดนทางบกที่สัมพันธ์กับเอ็มโอยู 43 กัมพูชาระบุไว้ในมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญของเขาว่าบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเส้นเขตแดนระหว่างประเทศต้องเป็นไปตามแผนที่ 1:100,000 ซึ่งเป็นการเอาแผนที่ 1:200,000 มาถ่ายสเกลให้ละเอียดขึ้น ฉะนั้นเท่ากับว่ารัฐธรรมนูญกัมพูชากำหนดให้เขตแดนเป็นไปตามหลักฐานของกัมพูชา โดยเฉพาะเขตแดนทางบก แต่รัฐธรรมนูญของไทยไม่ได้มีสารัตถะตรงนี้ และรัฐธรรมนูญหลายประเทศรอบโลกก็ไม่ได้มีสารัตถะตรงนี้เช่นกัน
นั่นหมายความว่า ต่อให้มีความคืบหน้าในการปักปัน ปักหลักเขตแดน เอ็มโอยู 43 แต่ถ้ามันไม่เป็นไปตามแผนที่ที่กัมพูชายึดถือหรือไปขัดกับรัฐธรรมนูญกัมพูชา กัมพูชาก็พร้อมจะยกเลิกได้ทุกเมื่อ เพราะเขาคิดว่าระเบียบอำนาจภายในกฎหมายของประเทศเขามันจัดสรรให้เป็นแบบนี้ ยากที่จะไปเปลี่ยนจุดยืนของกัมพูชา
ฉะนั้นตราบใดที่เราไม่สามารถไปบอกให้กัมพูชาลดราวาศอก หรือยืดหยุ่นในการตีความรัฐธรรมนูญของเขา ประเทศไทยเองก็จะต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน เพื่อรักษาไว้ทั้งสันติภาพและผลประโยชน์แห่งชาติ โดยเน้นการอ้างกรรมสิทธิ์ตามสิ่งที่เรายึดถือด้วยส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องเน้นความถูกต้อง เน้นข้อเท็จจริง
เชิงประจักษ์ ก็ต้องเอามามิกซ์กันให้เหมาะสมตามช่วงจังหวะ
ธนเชษฐ วิสัยจร
รักษาการหัวหน้าภาควิชาการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ประเด็นบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล หรือที่รู้จักกันดีในนาม MOU 44 ได้หวนกลับมาเป็นศูนย์กลางแห่งการถกเถียงในสังคมไทยอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางกระแสคลื่นลมทางการเมืองที่แปรปรวน ข้อถกเถียงถูกแบ่งแยกออกเป็นสองทางเลือกหลัก ระหว่างการตัดสินใจถอนตัวเพื่อประกาศจุดยืนเชิงอธิปไตยแสดงว่ารัฐบาลต้องการรักษาผลประโยชน์ของชาติแนวเลี้ยวขวาอย่างแข็งกร้าว กับการเดินหน้าเจรจา เพื่อรักษาเสถียรภาพความมั่นคงและภาพลักษณ์ในการเมืองระหว่างประเทศ ทว่าในท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่อื้ออึง สิ่งที่รัฐไทยจำเป็นต้องมีคือการพิจารณาด้วยมุมมองของเหตุผลและฐานข้อมูลที่รอบด้าน มากกว่าการปล่อยให้ประเด็นอันละเอียดอ่อนนี้ถูกลดทอนลงเหลือเพียงเครื่องมือในการขับเคี่ยวทางการเมืองภายในประเทศเพียงด้านเดียว
หากพิจารณาถึงเนื้อแท้ของ MOU 44 จะพบว่านี่คือกลไกทางเทคนิคที่ออกแบบมาเพื่อสร้างพื้นที่พูดคุยมากกว่าจะเป็นข้อตกลงเขตแดนทางทะเลในตัวเอง สาระสำคัญของบันทึกฉบับนี้คือการวางกรอบความร่วมมือในการเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในอ่าวไทย ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติด้านเขตแดน ทรัพยากรพลังงานมหาศาล และความมั่นคงทางทะเล สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ การลงนามใน MOU 44 ไม่ใช่การยอมจำนนหรือการสละสิทธิอธิปไตยให้แก่ฝ่ายกัมพูชา แต่คือการยืนยันในเชิงสากลว่าทั้งสองประเทศตกลงที่จะใช้กระบวนการทางการทูตอย่างสันติตามกรอบทวิภาคีเพื่อแสวงหาจุดร่วมที่สมประโยชน์ และเพื่อป้องกันไม่ให้ความเห็นต่างทางพิกัดภูมิศาสตร์บานปลายกลายเป็นวิกฤตการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ในจุดนี้ รัฐบาลควรพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับสูงซึ่งคลุกคลีอยู่กับปัญหาในแต่ละมิติอย่างลึกซึ้ง เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองข้อมูลและให้ข้อเสนอแนะที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทางเทคนิค มากกว่าการตัดสินใจตามกระแสการเมือง
ในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศและการทูต คำถามที่ว่าไทยสามารถถอนตัวฝ่ายเดียวได้หรือไม่นั้น คำตอบคือไทยย่อมมีอำนาจอธิปไตยที่จะดำเนินการได้ผ่านกระบวนการทางการทูตหากพิจารณาเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ตอบโจทย์ผลประโยชน์แห่งชาติอีกต่อไป แต่สิ่งที่ควรตระหนักคือ การตัดสินใจในทางเทคนิคนั้นย่อมมาพร้อมกับต้นทุนทางการเมืองและเศรษฐกิจ การเลือกเดินออกจากกรอบการเจรจาที่ยึดถือกันมานานกว่าสองทศวรรษ ย่อมต้องการคำอธิบายที่ทรงพลังทั้งต่อประชาคมโลกและต่อประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมิให้ถูกมองว่าเป็นความพยายามที่ไร้เสถียรภาพทางนโยบาย การมีคณะทำงานเฉพาะกิจที่ดึงเอาทั้งนักกฎหมายระหว่างประเทศและนักประวัติศาสตร์เขตแดนเข้ามาบริหารจัดการประเด็นปัญหาในแต่ละข้อ จะช่วยให้การตัดสินใจของไทยมีความสุขุม รอบคอบ และรักษาเกียรติภูมิในเวทีโลกได้อย่างสง่างาม มิใช่เพียงการขยับเขยื้อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกชั่ววูบ
ฝ่ายที่เสนอให้มีการถอนตัวมักหยิบยกเหตุผลเรื่องความล่าช้าของกระบวนการที่กินเวลานานแต่กระบวนการไม่คืบหน้าเท่าที่ควรจนผลลัพธ์กลับเลือนราง โดยมองว่าไทยควรแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดขาดเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ การถอนตัวในมุมมองนี้จึงเปรียบเสมือนการรีเซตเข็มนาฬิกาใหม่ เพื่อกดดันให้เกิดกรอบการเจรจาที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งข้อกังวลเหล่านี้มีน้ำหนักและสะท้อนถึงความอึดอัดใจของสังคมที่ต้องการเห็นความคืบหน้าเชิงประจักษ์มากกว่าเพียงการตั้งคณะทำงานร่วมที่ไม่มีข้อสรุป ดังนั้น รัฐบาลต้องพิสูจน์ความจริงใจด้วยการดึงผู้เชี่ยวชาญที่อยู่หน้างานจริงในแต่ละประเด็นข้อขัดแย้ง เข้ามาจัดระเบียบข้อมูลและเสนอทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์ผลประโยชน์ชาติสูงสุด
อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการถอนตัวกลับมองว่า MOU 44 คือ กันชนสำคัญที่ช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนและการลงทุนในภูมิภาค การสลายกรอบความร่วมมือนี้ทิ้งโดยที่ยังไม่มีกลไกอื่นมาทดแทน อาจนำไปสู่ภาวะสุญญากาศทางนโยบาย ซึ่งจะเพิ่มความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงอาจกระทบต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนที่กำลังต้องการความเชื่อมั่น หากปราศจากเข็มทิศร่วมกันแล้ว ข้อพิพาทที่เคยสงบอยู่อาจถูกจุดฉนวนขึ้นมาใหม่ด้วยความเข้าใจผิดหรือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่กระทบกระทั่งกัน ความละเอียดอ่อนเช่นนี้ยิ่งย้ำชัดว่า การบริหารจัดการประเด็นไทย-กัมพูชา จำเป็นต้องอาศัยมืออาชีพที่เข้าใจถึงผลกระทบในวงกว้าง เพื่อให้ทุกย่างก้าวของไทยเป็นการเดินที่มั่นคงและมีเหตุผลรองรับอย่างแน่นหนา
หากไทยเลือกที่จะเดินหน้าถอนตัวฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านการสื่อสารที่รัดกุม กัมพูชาอาจตอบโต้ผ่านช่องทางสากล ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงทางการทูตหรือการพยายามนำเรื่องเข้าสู่เวทีระดับพหุภาคี ซึ่งแม้จะไม่นำไปสู่ภาวะสงครามในทันที แต่บรรยากาศแห่งความร่วมมือที่เป็นมิตรย่อมจะมืดมนลงไปอีก และนั่นอาจเป็นการปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งพลังงานใต้ทะเลที่จำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทยในระยะยาว ดังนั้น ทางออกที่สมดุลจึงอาจไม่ใช่ทางเลือกระหว่างเอา หรือไม่เอา แต่น่าจะเป็นเรื่องของการ “บริหารจัดการ” ผลประโยชน์ให้มีความเป็นมืออาชีพและโปร่งใส คำนึงถึงภาพลักษณ์ในการเมืองระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็รักษาผลประโยชน์ของชาติด้วยเช่นกัน โดยมีคณะทำงานเฉพาะกิจที่ทำหน้าที่เป็นมันสมองหลักในการร้อยเรียงมิติด้านกฎหมาย ความมั่นคง และพลังงาน เข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ
หัวใจสำคัญของการก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ คือการทบทวนเนื้อหาของ MOU 44 อย่างเป็นระบบโดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากหลากสาขา ทั้งนักกฎหมายทะเล นักเศรษฐศาสตร์พลังงาน และนักการทูตอาชีพ เพื่อร่วมกันกำหนดท่าทีที่แข็งแกร่งแต่ยืดหยุ่น ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลที่แท้จริงต่อสาธารณะให้มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างของความเข้าใจผิดที่อาจถูกนำไปขยายความเกินจริง หากสุดท้ายแล้วพบว่ากรอบเดิมไม่เอื้ออำนวยต่อสถานการณ์ปัจจุบัน การเสนอ กรอบใหม่ ที่ดีกว่าควบคู่ไปกับการถอนตัวย่อมเป็นทางเลือกที่มีชั้นเชิงมากกว่าการเดินออกมามือเปล่า หากรัฐบาลสามารถบูรณาการผู้เชี่ยวชาญที่อยู่กับประเด็นปัญหาในแต่ละข้อมาจัดการเรื่องนี้ได้อย่างจริงจัง การตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนย่อมจะเปี่ยมไปด้วยเหตุผลและรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ได้อย่างยั่งยืน
สรุปแล้ว ปัญหา MOU 44 คือบททดสอบวุฒิภาวะทางการเมืองและการต่างประเทศของไทย ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน อธิปไตยไม่ได้หมายถึงเพียงการครอบครองพื้นที่ แต่หมายถึงขีดความสามารถในการรักษาผลประโยชน์และเกียรติภูมิของชาติท่ามกลางความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน การมีกลไกคณะทำงานเฉพาะกิจที่เป็นที่ยอมรับในเชิงวิชาชีพและวิชาการ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การตัดสินใจของไทยไม่ได้เป็นไปทางการใช้อารมณ์ แต่เป็นการแสดงออกถึงวุฒิภาวะทางอธิปไตยที่โลกต้องยอมรับ การตัดสินใจใดๆ จึงต้องก้าวข้ามผ่านกระแสอารมณ์ชั่ววูบ ไปสู่การวางยุทธศาสตร์ที่ยึดโยงกับความเป็นจริงและผลประโยชน์ระยะยาวของชาติอย่างแท้จริง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทรัพยากรทุกหยดและแผ่นดินทุกตารางนิ้วจะถูกปกป้องและใช้สอยเพื่อความมั่งคั่งของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

