ปชน.เปิดฉาก‘ครม.เงา’ ติดตาม-ตีแผ่-เติมความหวัง
หมายเหตุ – นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค นายเดชรัต สุขกำเนิด รองหัวหน้าพรรค แถลงแนวทางการทำงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา เมื่อวันที่ 29 เมษายน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)

การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมภายในเพื่อออกแบบการทำงานในทีมพรรคประชาชน คำว่า ครม.เงา ไม่ใช่สิ่งที่พรรคประชาชนหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งในประเทศนี้คิดขึ้น แต่เรารับเอาวัฒนธรรมการเมืองในต่างประเทศ เช่น อังกฤษมีการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว สิ่งที่เรามองเห็นหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นอกจากความถดถอยทางเศรษฐกิจ การเมือง ระบบนิติรัฐ นิติธรรมแล้ว สิ่งที่เรามองเห็นคือ ความถดถอยของความหวัง เชื่อว่าพรรคประชาชนก็จะเป็นกลไกสำคัญ เราคิดและเชื่อว่าจะช่วยเติมความหวังให้กับประชาชนคนไทยได้
ในการประชุม ครม.ทุกสัปดาห์มีความสำคัญ ทุกมติออกมาส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ มีคนได้และเสียประโยชน์ ทุกการตัดสินใจในทุกการดำเนินนโยบาย ดังนั้นการมีทีม ครม.เงาของพรรคประชาชนจะช่วยตรวจสอบการทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกมติ จะติดตามและตีแผ่ให้เห็นว่าการตัดสินใจของรัฐบาลเพื่อประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ส่วนการเติมความหวังนั้น ครม.เงาจะทำหน้าที่เสนอแนะหรือทางเลือกที่ดีกว่า เราเชื่อว่าหากคนไทยมีรัฐบาลมีที่มาที่ไปยึดโยงประชาชนส่วนใหญ่ตัวเลือกที่ดีกว่าในการดำเนินนโยบายต่างๆ นั้นจะเป็นอย่างไร สุดท้ายเป็นภารกิจโดยตรงของ ครม.คือให้ข้อเสนอแนะเร่งด่วนในวิกฤตเฉพาะหน้าให้รัฐบาลดำเนินการทันที
มีการแบ่งงานเป็น 4 เสาหลักพร้อมผู้รับผิดชอบ คือ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านเศรษฐกิจ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ดูแลการปฏิรูปรัฐ นายเดชรัต สุขกำเนิด รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านคุณภาพชีวิตใหม่ และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ดูแลความมั่นคงใหม่ยังมีทีม ส.ส.มาเป็น ครม.เงาของพรรคประชาชน เพื่อช่วยขับเคลื่อนงานและประชุมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
สำหรับผลลัพธ์การประชุมวันนี้มีการพูดคุย 4 เรื่องด่วนจะติดตามใกล้ชิดในช่วง 1 เดือน จากนี้ 1.มาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น ไทยช่วยไทยพลัส 2.โครงการแลนด์บริดจ์ ต้องทบทวนว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร 3.เรื่องค่าไฟ ข้อเสนอของเราดีกว่าในการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างไร และ 4 เรื่องลมหายใจ รัฐบาลต้องเสนอกฎหมายปกป้องลมหายใจของคนไทย 2 ร่างสำคัญคือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.PRTR กลับมาเดินหน้าต่อภายในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้
เดชรัต สุขกำเนิด
รองหัวหน้าและที่ปรึกษาพรรคประชาชน

ปีนี้เป็นปีค่า PM2.5 รุนแรงมาก เมื่อเปรียบเทียบในระยะ 5 ปี เป็นปีที่มีความรุนแรงมากที่สุด มีหลายพื้นที่อยู่ในค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 ในระดับสีแดงเกือบทั้งเดือน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าความสามารถในการบริหารจัดการของรัฐบาลไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา สิ่งที่เราผลักดันกันมาตั้งแต่ภาคประชาชน พรรคการเมืองต่างๆ พรรคก้าวไกลในอดีต จนถึงพรรคประชาชนในปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.PRTR จะมาช่วยดูแลเรื่องของการจัดการฝุ่น PM2.5 และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมลพิษ การเกิดอุบัติภัยและสารเคมี สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมาสามารถผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดไปจนถึงการพิจารณาของวุฒิสภา และ พ.ร.บ.PRTR ที่ผ่านการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการรอการพิจารณาในชั้นสภาผู้แทนราษฎร
ทั้ง 2 พ.ร.บ.นี้จะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ หาก ครม.ไม่ยืนยันภายในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ หากนับจากวันนี้เหลือเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น พรรคประชาชนจึงจะติดตามอย่างใกล้ชิดว่ามีแรงกดดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ทำให้กฎหมายภาคประชาชนผลักดันไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หากมีแรงกดดันไม่เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน พรรคประชาชนพร้อมต่อสู้เรียกร้องให้ทั้ง 2 พ.ร.บ.นี้กลับมาเดินหน้าต่อให้ทันในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ ส่วนของ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่ใช่สิ่งเดียวจะทำให้อากาศดีขึ้น พรรคประชาชนยังจะติดตามมาตรการอื่นๆ
ทั้งการประกาศเขตควบคุมมลพิษในภาคเหนือตอนบน มาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้ามาจากการเผา รวมถึงเรื่องของการแก้ไขปัญหาไฟป่า ตัวหลักการพื้นฐาน ตัวจะให้อำนาจรัฐในการจัดการเรื่องนี้ให้ดีขึ้นคือตัวร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และร่าง พ.ร.บ.PRTR เราเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจเรื่องนี้ให้ทันเวลา และเวลาที่ว่านั้นเหลืออีกแค่ 2 สัปดาห์
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน

กรณีวาระเร่งด่วนเรื่องค่าไฟ รัฐบาลต้องไม่แก้ไขปัญหาค่าไฟแพงอย่างฉาบฉวยอย่างที่เป็นอยู่ เป็นการโยนภาระกลับมาให้กับประชาชน ขอเสนอว่า รัฐบาลต้องกล้าเดินหน้าเจรจาลดค่าไฟพร้อมจ่าย เป็นเสือนอนกิน พร้อมทลายโควต้าซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชนจํากัดจําเขี่ยเหลือเกิน การทํางานแบบแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยเท่านั้น ทิศทางสับสนมาก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาพูดเช้า บ่าย เย็น ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีมาตรการไม่ชัดเจนด้วยซ้ำว่าจะเอาอย่างไร โดยเฉพาะกรณีค่าไฟเกิน 400 หน่วย เข้าใจว่าต้องมีการคุยต่อในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จึงต้องขอความชัดเจนในเรื่องนี้
เรื่องที่สําคัญคือไม่อยากให้การทํางานของรัฐมนตรีมองว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยเป็นคนใช้ไฟสิ้นเปลือง เพราะอย่าลืมว่าคนใช้ไฟเช่นนั้นมีหลายแบบ อย่างบ้านคนอยู่เยอะก็จําเป็น ค่าไฟขนาดนี้ วิกฤตพลังงานขนาดนี้ ไม่มีใครใช้เปลืองหรอก อีกกลุ่มคือเอสเอ็มอีอยู่ในบ้าน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ตามสภาพความเป็นจริงของธุรกิจไทยเอสเอ็มอีจํานวนมาก ชั้นหนึ่งใช้ประกอบธุรกิจ และใช้ชั้นสองเป็นบ้าน จึงมีการใช้ค่าไฟเกิน เป็นการเพิ่มต้นทุน ผลักภาระให้ประชาชนช่วยประชาชนกันเอง และยิ่งช่วยเพิ่มภาระให้กับเอสเอ็มอีกลุ่มนี้ ปัจจุบันหนักอยู่แล้ว กําลังซื้อถดถอย ต้นทุนยังมาเพิ่ม
ดังนั้น อยากให้รัฐบาลตั้งต้นให้ถูกว่า อย่าเอาประชาชนมาดูแลกันเอง แต่รัฐบาลต้องกล้าเดินหน้าลดค่าไฟ เจรจาต้นทุนที่สําคัญ เกิดจากค่าพร้อมจ่าย ถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญ มีหลักการจริงๆ ต้องเดินหน้าตรงนี้ ถึงจะชัดเจนว่า ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ส่วนการติดโซลาร์เซลล์ ถ้าบ้านมีกําลังทรัพย์ หรือบริษัทจํานวนมากติดกันไปหมดแล้ว ถ้าต้องติดใหม่ ต้นทุนอาจจะเป็นแสนบาท
การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการจูงใจ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องคิดถึงต้นทุนแท้จริงด้วย
ศิริกัญญา ตันสกุล
ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน

กรณีมาตรการช่วยเหลือการเยียวยาผลกระทบจากพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตร ประมง และขนส่ง ของรัฐบาล ใน ครม.นัดพิเศษได้มีการอนุมัติงบประมาณในส่วนนี้ค่อนข้างน้อย เพียงแค่ 3,000 ล้านบาท พบปัญหาว่าล่าช้า น้อย และไม่ได้สัดส่วน รวมถึงตกหล่นอยู่มาก ปัญหาของมาตรการช่วยเหลือที่มีอยู่ตอนนี้คือมาตรการช่วยเหลือค่าขนส่ง เมื่อคำนวณออกมาแล้ว อุดหนุนตกน้ำมันลิตรละ 2 บาท จากการรับฟังความคิดเห็นภาคขนส่ง พบว่ามีปัญหาการลงทะเบียนที่ยุ่งยาก ซ้ำซ้อน และมีรถสาธารณะบางประเภทตกหล่น ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าจะมีความช่วยเหลือน้อยนิดมาก แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ก็ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาเรื่องการตกหล่น ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาคการขนส่ง แต่ยังมีเกษตรกรและชาวประมงยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจนถึงตอนนี้
สิ่งที่รัฐบาลจะออกมาตรการต่อไป กลับกลายเป็นการเยียวยาแบบใหม่เรียกว่าไทยช่วยไทยพลัส แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือคนละครึ่งที่ไม่ใช่คนละครึ่งจริงๆ แล้ว แต่เป็น 60:40 และอีกส่วนคือเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมเติมเดือนละ 100 บาท เป็น 1,000 บาท ถือว่าได้สัดส่วนมากขึ้น แต่ในส่วนของคนละครึ่งนั้น เป็นการเยียวยาแบบสุ่ม คือใครมาก่อนได้ก่อน หรือใครลงทะเบียนได้ก็จะได้รับความช่วยเหลือนั้นไป เท่ากับว่าคนสมควรได้รับการเยียวยา หากลงทะเบียนไม่ทันหรือไม่ได้ ก็จะหมดสิทธิและไม่ได้โอกาสจะได้รับความช่วยเหลือ ตนคิดว่าในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ถ้าอยากมุ่งเป้าจริง ไม่ควรใช้วิธีแจกแบบสุ่ม ควรแจกกลุ่มเป้าหมายต้องการช่วยเหลือไปเลย และเรายังคงคิดว่ามาตรการสำคัญช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดกว่านี้คือการลดภาษีสรรพสามิต ไม่ได้เรียกร้องว่าต้องลดหมดเลย แต่อาจปรับลดลงมา 1-2 บาท น่าจะช่วยเหลือในภาพกว้างได้ มาตรการลักษณะนี้ได้รับความนิยมในหลายประเทศใช้ช่วยเหลือประชาชนยามวิกฤต เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าหรือต้นทุนต่างๆ เพิ่มขึ้นสูงเร็วเกินไป และจะเป็นภาระกับผู้บริโภค ส่วนเรื่องเม็ดเงินต้องใช้สวัสดิการแบบสุ่มแบบนี้ต้องใช้สูงถึง 136,000 ล้านบาท ก่อนหน้านี้มีการช่วยเหลือแบบกระปริบกระปรอยอยู่เลย
รัฐบาลน่าจะมีเงินก๊อกใหม่เตรียมใช้เรียบร้อยแล้ว บนหน้าตักมีอยู่ตอนนี้ เฉพาะงบกลางเงินสำรองเหลืออยู่ไม่ถึง 20,000 ล้านบาท ถึงจะใช้ก๊อกสองเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน 50,000 ล้านบาท คงทำโครงการนี้ได้แค่เดือนเดียว ดังนั้นไม่เกินเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม มีการกู้เงินแน่นอน และกู้เงินมาแจกแบบเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นถือเป็นข้อสังเกตคิดว่าน่าจะเกิดขึ้น เพราะแหล่งเงินอื่นน่าจะยังมาไม่ทัน ทั้งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบ น่าจะต้องใช้ระยะเวลาไปถึงปลายเดือนกรกฎาคม รวมถึงงบประมาณปี 2570 ก้อนใหม่จะใช้ได้เดือนตุลาคม นอกจากนี้เราจะติดตามมาตรการด้านการเงินรัฐบาลจะออกมาว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน จะมาเมื่อไหร่ อย่างไร

