‘ครม.เงา’เช็กยิบปมร้อนรบ. พรก.กู้4แสนล.-แลนด์บริดจ์

7.05.26 | 11:50 น.

‘ครม.เงา’เช็กยิบปมร้อนรบ.พรก.กู้4แสนล.-แลนด์บริดจ์

หมายเหตุ – นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชนนำทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา แถลงภายหลังการประชุม ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน

การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมนัดแรกของ ครม.เงาของพรรคประชาชน โดยวัตถุประสงค์ของเราคือต้องการแสดงให้เห็นว่าถ้าการประชุม ครม.แต่ละสัปดาห์นั้น รัฐบาลตัดสินใจโดยการใช้รัฐบาลเป็นศูนย์กลาง ชีวิตของประชาชนในแต่ละสัปดาห์จะดีขึ้นอย่างไรบ้าง ในการแถลงของพวกเราจะไม่ใช่เป็นการประกบแบบคนต่อคน หรือเอารัฐมนตรีเงาแต่ละคนไปประกบรัฐมนตรีตัวจริง แต่เป็นการชนวาระต่อวาระหมัดต่อหมัด โดยเอาปัญหาของประชาชนเป็นตัวตั้ง อย่างไรก็ตาม สำหรับภารกิจที่สำคัญของเรามีอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1.การตรวจสอบและสะท้อนเสียงของประชาชนที่ถูกทอดทิ้งหรือยังตกหล่นอยู่ วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งกำลังกระทบต่อผู้ประกอบการ 2 ภาคส่วนที่สำคัญคือ ภาคประมงและภาคขนส่ง 2.การชวนคิดไปด้านหน้าถึงเรื่องใหญ่เช่น แลนด์บริดจ์ คำถามที่สำคัญคือการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะเลือกข้างประเทศมหาอำนาจ หรือควรเลือกผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง จริงๆ แล้วควรเลือกประชาชนไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งการตัดสินใจเรื่องแลนด์บริดจ์นั้นเกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์ด้วย

และ 3.การเรียกร้องมาตรการเร่งด่วนที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เรียกร้องให้รัฐบาลหยิบยกเอากฎหมายค้างอยู่ในสภาชุดที่แล้วมาพิจารณาต่อในสภาชุดนี้โดยเร็ว หนึ่งในข้อเรียกร้องนั้นคือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด มติของ ครม.ในสัปดาห์นี้ได้ตัดสินใจจะนำมาพิจารณาต่อทันที นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเรียกร้องในมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า เช่น พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

Advertisement

เราอยากใช้เวทีนี้ในการสะท้อนเสียงในสิ่งตกหล่นและเสียงอยากเรียกร้อง แต่ไม่ถึงไปยังรัฐบาล และพรรคประชาชนพร้อมเป็นตัวกลางเสนอข้อเสนอแนะต่างๆ เหล่านั้นไปยังรัฐบาล ในส่วนของชาวประมง ปัญหาที่สำคัญคือ น้ำมัน หนี้ ราคาสัตว์น้ำ จากการประชุมพบว่าน้ำมันบี20 หรือน้ำมันเขียวเข้าถึงยากมาก โดยเฉพาะประมงพื้นบ้านจะไม่สามารถไปรวมตัวกันเพื่อซื้อน้ำมันได้ เพราะติดกฎหมายเรื่องปั๊มน้ำมันอยู่ วิกฤตที่เกิดขึ้นถือเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงควรมีมาตรการจะต้องช่วยเหลือในส่วนของผู้ประกอบการประมง ขณะนี้มีภาระหนี้สินจำนวนมาก เพราะไม่ได้ออกเรือ สำหรับปัญหานำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศนั้น ประเทศเพื่อนบ้านเราบางประเทศได้ใบแดงด้วยซ้ำ แต่ยังมีการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำมีต้นทุนไม่เป็นธรรมกับชาวประมงไทย เป็นมาตรการเฉพาะหน้าอยากเรียกร้อง ขณะที่ในส่วนของระยะยาว ชาวประมงมีข้อเสนอแนะว่าหากพร้อมจะเปลี่ยน เขาก็พร้อมจะเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด ในส่วนของภาคขนส่งนั้น เขารู้สึกว่ามีมาตรการสองมาตรฐานหรือไม่ ตกหล่นหรือไม่ เราจะมีการแสดงให้เห็นว่ามาตรการรัฐบาลออกมานั้นอาจทำให้เกิดความยุ่งยากและล่าช้าไป เนื่องจากขณะนี้หลายคนประสบปัญหาเงินหาย เพราะงานหาย ฉะนั้น จึงอยากให้รัฐบาลไปปรับมาตรการการเยียวยาให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

ส่วนกรณีรัฐบาลเตรียมจะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่เป็นการหว่านแห สอดไส้ หรือตีเช็คเปล่า และมีแผนการใช้หนี้ชัดเจน หากรัฐบาลแยกมาตรการเยียวยาและการลงทุน เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างชัดเจน เราคงไม่ได้ติดใจอะไร แต่ข้อสังเกตของพวกเราคือ รัฐบาลพยายามอาศัยช่องในรัฐธรรมนูญเพื่อผ่านร่าง พ.ร.ก. ส่วนที่ถามว่าเราจะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญยื่นตีความว่ากฎหมายถูกหรือผิด แต่หากรัฐบาลทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ส่วนไหนเร่งด่วนออก พ.ร.ก. ไม่เร่งด่วนออกเป็น พ.ร.บ. เราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันเรื่องนี้

ศิริกัญญา ตันสกุล
ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน

ข้อกังวลต่อกรณีรัฐบาลเตรียมจะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท การเยียวยาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต้องประสบกับภาวะเดือดร้อนยังคงตกหล่นไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม และน้อยเกินไป แต่เมื่อเรามาดู พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท พบว่าไม่ได้มีการพูดถึงการเยียวยากลุ่มที่ตกหล่นแต่อย่างใด ยังคงเป็นการเทหมดหน้าตัก งบประมาณ 2 แสนล้านบาทคือการเยียวยาในโครงการคนละครึ่ง เป็นแบบหว่านแห ไม่มีการคัดกรอง และขณะนี้เจอปัญหาว่าคนที่เดือดร้อนอาจจะไม่ได้รับ คนได้รับอาจจะไม่ได้เดือดร้อน หากเราสังเกตดูโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมาทีเดียว 4 เดือนใช้งบประมาณในแผนการเยียวยาเกือบหมด รัฐบาลคิดว่าสงครามจะสิ้นสุดในเร็ววันนี้ใช่หรือไม่

ถ้าหลังจาก 4 เดือนนี้วิกฤตยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง จะต้องกู้ก้อนใหม่หรือไม่ การกู้รอบนี้อาจจะเป็นการกู้รอบสุดท้าย เพราะทุกอย่างกำลังอยู่ในสภาวะไม่ได้อนุญาตให้รัฐบาลกู้ครั้งใหม่ได้อีก แต่กลับถมเงินก้อนเยียวยาใช้ให้หมดภายใน 4 เดือน ส่วนอีก 2 แสนล้านบาทเป็นแผนการเปลี่ยนผ่านต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ เราเห็นว่ายังไม่เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ควรออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มากกว่าการเป็น พ.ร.ก. อยากให้รัฐบาลทบทวนรายละเอียดให้ชัดเจนนำมาเสนอต่อสภา คิดว่าไม่เกิน 3 เดือนน่าจะผ่าน พ.ร.บ.นี้ได้โดยไม่ยุ่งยากและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

พรรคประชาชนจะมีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรึกษากันภายใน ทราบว่าพรรคประชาธิปัตย์จะขอเสียงในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วย คงจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรค เพราะยังไม่เห็นตัวคำร้อง ต้องดูว่าเห็นตรงกันหรือไม่ในแต่ละประเด็น ก่อนจะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้นั้น พรรคประชาชนได้เตรียมความพร้อมเพื่อจะอภิปรายในร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วย หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อน ก็อาจจะมีการชะลอการนำ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวเข้ามาเพื่อให้ความเห็นชอบในสภา ขณะนี้กำลังดูจังหวะเวลาอยู่ ส่วนการคุยกันกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะต้องเร่งพิจารณาก่อนวันที่ 14 พฤษภาคมใช่หรือไม่นั้น ตามกฎหมายต้องกระทำก่อนการพิจารณาในสภา

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน

กรณีรัฐบาลเตรียมจะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ข้อกังวลสำคัญคือการเร่งใช้เงิน 2 แสนล้านบาทภายใน 4 เดือน เรากังวลว่ารัฐบาลกู้เงินมาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามจริงหรือไม่ หรือเป็นการใช้เงินเพื่อคะแนนนิยมทางการเมืองกำลังลด หรือเพื่อเรียกเสียงคืนกลับมา หากเตรียมพร้อมกับสงครามและไม่อยากก่อหนี้ซ้ำในอนาคต การใช้เงินก้อนนี้ยิ่งต้องระมัดระวัง แต่แผนล่าสุดคือใช้เงิน 2 แสนล้านบาทภายในเวลา 4 เดือน ไม่เหมาะสมกับการรับมือในสถานการณ์วิกฤตเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนเรื่องแลนด์บริดจ์กำลังร้อนแรงในขณะนี้ และเห็นชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังต้องการลดแรงเสียดทาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปศึกษาเพิ่มเติมใน 90 วัน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันจับตาว่านอกจากประเด็นแลนด์บริดจ์แล้ว ยังมีเรื่องสำคัญครอบอยู่อีก 2 เรื่องที่สังคมควรร่วมกันพิจารณา ชั้นแรกคือ อย่างไรเสียโครงการแลนด์บริดจ์อยู่ใต้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) คล้ายกับโครงการอีอีซี เกิดขึ้นในภาคตะวันออก เป็นการให้อำนาจพิเศษในการบายพาส ข้ามผ่านกฎหมายเก่าที่มีแทบทั้งหมด เสี่ยงจะซ้ำรอยปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกหรือไม่ เพราะขาดการมีส่วนร่วม และปัญหาอื่นจะตามมา ส่วนชั้นที่ 2 เหนือขึ้นไปอีกคือปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ตอนนี้ค่อนข้างชัดเจนเมื่อดูรายงานฉบับล่าสุด เห็นได้ชัดเจนว่าความคุ้มค่าทางการเงินนั้นมีความเสี่ยงจริงๆ เมื่อมองย้อนกลับไปอัตราผลตอบแทนทางการเงินมีเพียง 4% เท่านั้น ขณะเดียวกันถ้ามูลค่าปัจจุบันสุทธิ ติดลบ 4 หมื่นล้านบาทด้วยซ้ำ ดังนั้นความคุ้มค่าทางการเงิน ค่อนข้างเสี่ยงจะมีใครมาลงทุน ดังนั้นรัฐบาลจึงนำปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกเข้ามาร่วมพิจารณา ถือว่าฟังขึ้นที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การมีสงครามตะวันออกกลาง

แต่ยิ่งเอาปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาก็ยิ่งทำให้เรากังวลกับแนวทางที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าไป เพราะนี่คือไพ่สำคัญของประเทศไทย ไม่ควรไปเชื่อประเทศมหาอำนาจ แต่โครงการนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย หากคุณทิ้งไพ่ใบสำคัญนี้ให้มหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง ยิ่งเป็นความเสี่ยงทำให้เราเกิดจุดเปราะบาง ทั้งเรื่องพลังงานและความมั่นคงในอนาคต รัฐบาลจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ถ้าจะทำด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ควรใช้โอกาสนี้ในการวางจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศไทยในการกระจายความเสี่ยง เป็นจุดร่วมลงทุนของประเทศต่างๆ

ภคมน หนุนอนันต์
ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน

นิคมอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.เอสอีซี คิดว่าวันนี้รัฐบาลอย่าใช้โอกาสนี้เป็นจุดอ่อนของภาคใต้มาขายฝัน แน่นอนว่าคนใต้ต้องการเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ แต่การเอาแลนด์บริดจ์มาโฆษณาโดยไม่พูดถึงว่าแลนด์บริดจ์มีที่มาที่ไปอย่างไร มีอะไรจะเกิดขึ้นก่อนแลนด์บริดจ์ มองว่าเป็นการขายฝันและฉวยโอกาสมากเกินไป ที่พูดว่าสร้างเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงิน แต่ต้องตอบให้ได้ว่าเม็ดเงินที่สร้างนั้น สร้างให้กับใคร แล้วถ้าจะใช้โมเดลอีอีซี จะมีใครการันตีได้ว่าบทเรียนที่เกิดขึ้นกับอีอีซีจะไม่เกิดขึ้นซ้ำในภาคใต้อีก และน่าเสียดายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ภาคใต้ เพราะอยากให้ท่านลงไปรับฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ประชาชนจัดตั้ง หากไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ขอแนะนำให้ไปที่อ่าวเคย จังหวัดระนอง ประชาชนพร้อมให้ข้อมูล และทราบว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี คนในพื้นที่รู้จักดีในนาม “อาม่า” ท่านเป็นรัฐมนตรีเชี่ยวชาญภาคใต้ ท่านต้องรู้แน่นอนถ้าจะไปจริงๆ

เรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจริงใจ ไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ทุกอย่างดูเร่งรีบ เร่งรัดไปหมด และเมื่อสื่อมวลชนถามนายกฯ ล่าสุดว่าท่านจะการันตีได้อย่างไรว่าโครงการนี้จะไม่เป็นการเอื้อให้ทุนต่างชาติมาเช่าที่ดิน นายกฯกลับตอบว่าให้ดูหน้าท่าน ว่า 7-8 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร ดิฉันคิดว่าการตอบแบบนี้มักง่ายไปหน่อย ท่านเอาแค่หน้าท่านมาการันตีว่าจะไม่ทำเพื่อใคร แต่วันนี้ที่เราพูดกันคือผลประโยชน์ของประชาชน ต้นทุนคือทรัพยากรของประเทศต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริงมากกว่าการบอกว่าตนเป็นคนดี ให้เชื่อฉันสิ เรื่องนี้ทำให้ดิฉันคิดว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจตั้งแต่แรก

พิศาล มาณวพัฒน์
ทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน

หากประเทศมหาอำนาจรู้ว่าการลงทุนมหาศาลไม่คุ้มค่าในแง่ของเศรษฐกิจหรือการลงทุนเม็ดเงิน แต่ยังพร้อมจะมาลงทุน ยิ่งทำให้รัฐบาลประเทศไทยต้องมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น การต่างประเทศเป็นเรื่องของการต่อรอง การต่อรองนั้นถือเป็นการใช้จุดแข็งของประเทศมาเป็นไพ่ในการต่อรอง จุดแข็งของประเทศคือเรื่องของที่ตั้ง ประเทศไทยเป็นประเทศอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่มีที่ตั้งสำคัญ สามารถใช้เป็นไพ่ได้ ถ้าเล่นเป็นกับประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายได้อย่างชัดเจน ต่อมาคือเรื่องทรัพยากร ขนาดเศรษฐกิจ และความสามารถของผู้นำจะใช้ไพ่และสร้างไพ่ให้เป็นประโยชน์ แลนด์บริดจ์จะเป็นการสร้างไพ่

ส่วนจะเป็นประโยชน์หรือไม่กับประเทศไทย ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ไพ่ใบนี้ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ทำให้พลังต่อรองของประเทศไทยกับมหาอำนาจมาลงทุนและมหาอำนาจประเทศอื่นไม่ได้มาลงทุนมากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้ไทยน่าเกรงใจ เป็นแหล่งดึงดูดเงินทุนเทคโนโลยีจากนานาประเทศมากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้เราเป็นเพียงทางผ่านหรือส่วนต่อทางเศรษฐกิจ มองว่าเราสามารถกำหนดแนวทางเป็นอิสระได้มากขึ้นหรือน้อยลง ถ้าเกิดการต่างประเทศของเรามีพลังต่อรองจะทำให้เราสง่างามทำให้เราสามารถลดความเกรงใจที่มีกับมหาอำนาจจะทำให้มหาอำนาจทุกค่ายมีความเกรงใจเรามากขึ้นถ้าตอบคำถามทั้งหมดนี้ เราดีขึ้นหมด เราสอบผ่านด้านภูมิรัฐศาสตร์