ส่องทางออก-ทางแก้ สกัดแรงงานไทยโดดวีซ่า

15.05.26 | 12:30 น.

ส่องทางออก-ทางแก้ สกัดแรงงานไทยโดดวีซ่า

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการและข้อเสนอแนะ กรณีรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี ประกาศขึ้นบัญชีเฝ้าระวังแรงงานไทย จาก จังหวัดอุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ และมหาสารคาม โดยให้งดงดนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาล ตลอดทั้งปี 2569

กิริยา กุลกลการ
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

กรณีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานภาคเกษตรในเกาหลีใต้ด้วยวีซ่า E-8 แล้วตัดสินใจ “หลบหนี” หรืออยู่ต่อเกินกำหนด จนรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศขึ้นบัญชีเฝ้าระวังบางจังหวัดของไทย ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า แรงงานกลุ่มนี้ ไม่ได้เป็น “ผีน้อย” ตั้งแต่แรก เพราะทั้งหมดเดินทางเข้าเกาหลีใต้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านระบบวีซ่า E-8 ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ที่กระทรวงแรงงานไทยร่วมเจรจากับท้องถิ่นของเกาหลีใต้ตั้งแต่ช่วงปี 2566 เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานภาคเกษตรแบบระยะสั้น

Advertisement

วีซ่า E-8 เป็นโครงการที่เพิ่งเริ่มต้น และล็อตที่เกิดปัญหาก็ถือเป็น “ล็อตแรก” ของแรงงานไทยที่ถูกส่งไปในรูปแบบนี้ โดยรัฐบาลไทยพยายามผลักดันโครงการดังกล่าว เพราะเห็นข้อจำกัดของการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฎหมายที่ยังมีโควต้าค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับความต้องการของแรงงานไทยที่อยากเดินทางไปทำงานต่างประเทศ

“E-8 เป็นช่องทางใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำกันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แล้วล็อตนี้ก็ถือเป็นล็อตแรกเลยที่ไทยส่งไปในระบบนี้ เพราะเราไม่ได้มีการส่งแรงงานเกษตรไปเกาหลีแบบนี้มาก่อน”

แม้แรงงานจะเดินทางไปอย่างถูกต้อง แต่เมื่อไปถึงแล้ว หลายคนกลับตัดสินใจไม่เดินทางกลับประเทศไทยหลังครบสัญญา เนื่องจากมองว่า รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจในเกาหลีใต้ “คุ้มค่า” กว่าการกลับบ้าน โดยเฉพาะเมื่อระยะเวลาทำงานตามสัญญามีเพียงประมาณ 5 เดือน ซึ่งสำหรับแรงงานจำนวนมาก มองว่าสั้นเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้ที่สามารถหาได้

“แรงจูงใจหลักคือ เรื่องเศรษฐกิจ ค่าแรงเกาหลีสูงมาก สำหรับแรงงานที่ไม่ได้ใช้ทักษะสูง ถือว่าเกาหลีใต้เป็นประเทศที่ให้ค่าตอบแทนดีที่สุดประเทศหนึ่ง เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ไทยส่งแรงงานไป”

แม้งานเกษตรในเกาหลีใต้จะเป็นงานหนัก ต้องเผชิญทั้งสภาพอากาศหนาวจัด ลักษณะงานที่ใช้แรงกายสูง รวมถึงสภาพการทำงานที่ค่อนข้างเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อเทียบกับค่าตอบแทนที่แรงงานได้รับ ซึ่งอาจสูงถึงเดือนละ 50,000-60,000 บาท หรือมากกว่านั้น ทำให้แรงงานจำนวนมากมองว่า “คุ้มค่าเหนื่อย”

“อยู่เมืองไทย ทำงานหนักเหมือนกัน แต่รายได้ไม่เท่ากันเลย เพราะฉะนั้น สำหรับแรงงาน เขามองว่านี่คือโอกาสในการเปลี่ยนชีวิต ส่งเงินกลับบ้าน ใช้หนี้ สร้างบ้าน หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัว”

สิ่งสำคัญคือ แรงงานจำนวนมากไม่ได้มองการเดินทางไปทำงานต่างประเทศเป็นเพียงการไปทำงานชั่วคราว แต่เป็นการลงทุน เพื่อเปลี่ยนสถานะทางเศรษฐกิจของทั้งครอบครัว หลายคนต้องการใช้รายได้จากต่างประเทศในการปลดหนี้ สร้างบ้าน ซื้อที่ดิน หรือเป็นทุนตั้งต้นชีวิต

“หลายคนมองว่า ถ้าอยู่ไทย ต่อให้ทำงานหนักทั้งปี ก็อาจเก็บเงินไม่ได้เท่ากับไปเกาหลีไม่กี่เดือน เพราะฉะนั้น เขาเลยยอมเหนื่อย ยอมเสี่ยง”

ปัจจุบันแรงงานไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะคนต่างจังหวัด มองการไปทำงานต่างประเทศเป็น “ความหวัง” มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัว รายได้ในประเทศไม่เพียงพอ และตลาดแรงงานแข่งขันสูง แม้แต่คนจบปริญญาตรีจำนวนไม่น้อย ก็ยังสมัครไปทำงานใช้แรงงานในต่างประเทศ เพราะรายได้ดีกว่าการทำงานในประเทศไทย

“ตอนนี้ แม้แต่แรงงานที่จบปริญญาตรีก็ยังอยากไปเกาหลี เพราะกลับมาหางานในไทยไม่ได้ หรือได้เงินเดือนไม่พอใช้ มันเลยกลายเป็นความหวังของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก”

การที่แรงงานจำนวนหนึ่งตัดสินใจ “โดดวีซ่า” ไม่ได้เกิดจากการไม่รู้กฎหมาย หรือไม่เข้าใจผลกระทบ แต่เป็นการคำนวณ “ต้นทุน” กับ “ผลตอบแทน” แล้วว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง เขารู้ว่าถ้าถูกจับก็อาจถูกส่งกลับถูกแบล๊กลิสต์ หรือหมดโอกาสเดินทางกลับเข้าเกาหลีอีกแต่ในอีกด้านหนึ่ง โอกาสถูกจับจริงไม่ได้สูงมากขณะเดียวกัน รายได้ที่ได้รับ สูงมากเมื่อเทียบกับชีวิตในไทย

ปัจจุบัน ในเกาหลีใต้มีแรงงานผิดกฎหมายจากหลายประเทศอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานไทยที่มีเครือข่ายอยู่แล้ว ทำให้คนที่เดินทางไปใหม่ สามารถเข้าถึงข้อมูลเรื่องการหางาน การใช้ชีวิต และการหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ง่ายขึ้น ผ่านทั้งเครือข่ายคนไทยกลุ่มโซเชียลมีเดีย หรือคนรู้จักที่อยู่ในเกาหลีใต้มาก่อน

“มีเครือข่าย มีคอมมูนิตี้ มีข้อมูลว่าต้องอยู่อย่างไร จะหางานอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไรให้รอด ปลอดภัย มันก็เหมือนแรงงานต่างด้าวในไทย ที่แม้ผิดกฎหมาย แต่ก็ยังอยู่ได้ เพราะมีเครือข่ายรองรับอยู่แล้ว”

การที่แรงงานผิดกฎหมายสามารถอยู่ในเกาหลีใต้ได้จำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าประเทศปลายทางเองก็ยังมี “ดีมานด์” ด้านแรงงานสูง โดยเฉพาะภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมที่ยังขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก

ดังนั้น การที่แรงงานกล้าอยู่เกินวีซ่า แปลว่า ยังมีนายจ้างรองรับอยู่ และนายจ้างจำนวนมากก็พร้อมจ้าง เพราะเขาขาดแรงงานจริงๆ ปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้แรงงานจำนวนมากตัดสินใจไม่กลับไทย คือ ความไม่แน่นอนของระบบการเดินทางกลับเข้าไปทำงานใหม่ เพราะแม้แรงงานจะทำงานครบสัญญาและเดินทางกลับไทยอย่างถูกต้อง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับโอกาสกลับไปทำงานที่เกาหลีใต้อีกครั้งทันที

“หลายคนคิดว่า ถ้ากลับมาแล้ว จะได้กลับไปอีกหรือไม่ แล้วจะได้เจอนายจ้างเดิมหรือเปล่า มันมีความไม่แน่นอนอยู่ เขาเลยเลือกเสี่ยงอยู่ต่อมากกว่า”

หากรัฐบาลไทยต้องการลดปัญหาการหลบหนี อาจต้อง “มองลึก” กว่าเรื่องการลงโทษ เพราะการใช้มาตรการเข้มงวดเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ หากแรงงานยังรู้สึกว่า “กลับไทยแล้วไม่มีอนาคต” ทั้งนี้ ภาครัฐควรสร้างแรงจูงใจให้แรงงาน “อยากกลับ” มากกว่าการพยายามป้องกันไม่ให้หลบหนี เช่น การสร้างงานรองรับช่วงที่แรงงานกลับมาไทย การรับประกันสิทธิในการกลับไปทำงานซ้ำ หรือการออกแบบเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนสำหรับแรงงานที่ปฏิบัติตามเงื่อนไข

“ถ้าแรงงานรู้ว่า กลับมาแล้วมีงาน มีรายได้ มีโครงการรองรับ หรือกลับไปทำงานรอบใหม่ได้ง่ายขึ้น เขาก็จะมีแรงจูงใจกลับมากขึ้น”

อีกประเด็นสำคัญคือ เกาหลีใต้เองก็อยู่ในสถานะที่ “ถือไพ่เหนือกว่า” ไทยอย่างชัดเจน เพราะเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงกว่า สามารถกำหนดเงื่อนไขและคัดเลือกประเทศคู่สัญญาได้จำนวนมาก

“เกาหลีมีตัวเลือกเยอะ เขามีประเทศที่อยากส่งแรงงานเข้าไปทำงานจำนวนมาก ถ้าไทยมีปัญหา เขาก็ลดโควต้าหรือหันไปใช้แรงงานประเทศอื่นได้เลย แต่อำนาจต่อรองของไทยมีน้อยกว่า”

กรณีที่รัฐบาลเกาหลีใต้ใช้มาตรการขึ้นบัญชีเฝ้าระวังบางจังหวัดของไทย เป็นวิธีการกดดันให้หน่วยงานไทยในระดับพื้นที่เข้ามาช่วยติดตามและควบคุมแรงงานมากขึ้น เพราะหากเกิดปัญหาซ้ำๆ ก็อาจส่งผลต่อโควต้าแรงงานไทยในอนาคต เป็นการส่งสัญญาณว่า ถ้าพื้นที่ไหนมีแรงงานหลบหนีมาก พื้นที่นั้นก็อาจถูกจำกัดโอกาสในการส่งแรงงานในอนาคต

แล ดิลกวิทยรัตน์
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน
และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปรากฏการณ์แรงงานไทยหลบหนีวีซ่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลกในกลุ่มแรงงานอพยพ และไม่ใช่เรื่องที่ควรมองเพียงมิติของ “การทำผิดกฎหมาย” เท่านั้น เพราะการเดินทางไปทำงานต่างประเทศมี “ต้นทุนชีวิต” สูงมาก ทั้งค่าใช้จ่าย การกู้หนี้ยืมสินการจากครอบครัว และความไม่มั่นคงในการใช้ชีวิต เพราะฉะนั้น หากผลตอบแทนไม่มากพอ ก็ไม่มีใครยอมเดินทางไปทำงานต่างแดน

“ไม่มีใครอยากจากบ้าน จากลูก จากพ่อแม่ ถ้าอยู่บ้านแล้วมีรายได้ดีพอ คนก็ไม่ไป แต่เมื่ออยู่ไทยแล้วไม่พอ เขาก็ต้องดิ้นรน”

แรงงานที่ตัดสินใจหลบหนีออกจากระบบ ไม่ได้มองเรื่องกฎหมายเป็นหลัก แต่มองเรื่อง “การอยู่รอด” และ “ความคุ้มค่า” มากกว่า เพราะเมื่อไปถึงแล้วพบว่ามีงานรองรับ มีคนแนะนำ และมีตัวอย่างของคนที่อยู่ได้จริง ก็ทำให้ตัดสินใจอยู่ต่อ

“ถ้าโดดวีซ่าแล้ว ไม่มีงานทำ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีคนช่วย เขาคงไม่กล้าอยู่ แต่ที่อยู่กันได้เป็นแสนคน มันสะท้อนว่า มีทั้งตลาดแรงงานและเครือข่ายรองรับอยู่แล้ว”

เปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายในประเทศไทย ที่แม้จะผิดกฎหมาย แต่ก็ยังอยู่ได้ เพราะไทยเองก็มีความต้องการแรงงานจำนวนมากเช่นกัน แรงงานผิดกฎหมายจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนายจ้างต้องการ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องของแรงงานอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องโครงสร้างตลาดแรงงานด้วย

ปัญหาที่เกิดขึ้น ยังสะท้อนข้อจำกัดของระบบจัดส่งแรงงานแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G-to-G ที่แม้จะมีต้นทุนถูกกว่าในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ กลับมีขั้นตอนมาก ขาดความยืดหยุ่น และไม่ตอบโจทย์ชีวิตแรงงานเท่าที่ควร

เพราะรัฐไทยถนัดเรื่องควบคุม แต่ไม่ถนัดเรื่องบริการ เพราะระบบราชการไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแข่งขันด้านบริการเหมือนเอกชน ยกตัวอย่าง ระบบทำหนังสือเดินทางของไทยในอดีต ที่เคยใช้เวลาหลายเดือน ก่อนจะปรับระบบให้เอกชนเข้ามาช่วยบริหารจัดการ จนประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

“สุดท้าย รัฐอาจต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเอง จากผู้ให้บริการมาเป็นผู้กำกับดูแลแทน เพราะถ้าระบบของรัฐไม่ตอบโจทย์ แรงงานก็จะกลับไปใช้ช่องทางใต้ดินหรือระบบนายหน้าอยู่ดี”

การที่แรงงานจำนวนมากยังเลือกใช้บริการนายหน้า หรือเลือกเสี่ยงไปทำงานแบบผิดกฎหมาย สะท้อนว่า แรงงานมองเห็น “โอกาส” มากกว่าความเสี่ยง เพราะหากไปแล้วสามารถสร้างรายได้จนเปลี่ยนชีวิตได้จริง เขาก็พร้อมจะเสี่ยง

“เวลาเขาเห็นเพื่อนกลับมาสร้างบ้าน ซื้อที่ ซื้อรถ หรือปลดหนี้ได้ เขาก็อยากไปบ้าง มันกลายเป็นแรงจูงใจทางสังคมด้วย”

ปัญหาดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของเกาหลีใต้ แต่เป็นธรรมชาติของแรงงานอพยพทั่วโลก เพราะแรงงานจะเคลื่อนย้ายจากพื้นที่ที่ค่าแรงต่ำ ไปยังพื้นที่ที่ค่าแรงสูงกว่าเสมอ ตราบใดที่ประเทศหนึ่งให้ค่าแรงสูงกว่าอีกประเทศ เขาก็จะพยายามเคลื่อนย้ายไปหาโอกาสที่ดีกว่า ต่อให้ปิดช่องทางถูกกฎหมาย เขาก็จะหาช่องทางอื่นอยู่ดี

สำหรับกรณีที่รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศขึ้นบัญชีเฝ้าระวังบางจังหวัดของไทยนั้น มองว่า สิ่งที่เสียหายที่สุด คือ “ความน่าเชื่อถือ” ของหน่วยงานรัฐไทย เพราะแรงงานเหล่านี้เดินทางผ่านระบบที่รัฐบาลไทยเป็นผู้คัดเลือกและรับรองเอง

“เป็นคำถามต่อรัฐบาลว่า ในเมื่อคนเหล่านี้ผ่านการคัดกรอง ผ่านการอบรม และถูกส่งไปโดยรัฐ ทำไมถึงยังเกิดปัญหาแบบนี้”

การขึ้นบัญชีเฝ้าระวัง อาจส่งผลกระทบต่อคนไทยทั่วไปที่ต้องการเดินทางไปเกาหลีใต้ ทั้งในฐานะนักท่องเที่ยวและแรงงาน เพราะอาจถูกเพ่งเล็ง หรือถูกตรวจเข้มมากขึ้นจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของเกาหลีใต้ บางจังหวัดอาจถูกจับตาเป็นพิเศษจนคนที่ตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ หรือไปถูกกฎหมายจริงๆก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

ปัญหาดังกล่าว ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการลงโทษเพียงอย่างเดียว เพราะรากแท้ของปัญหาอยู่ที่ “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” ระหว่างไทยกับประเทศพัฒนาแล้ว