แก้รัฐธรรมนูญ – วาระการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มีความเคลื่อนไหวกันอีกครั้ง เมื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วย ส.ส.พรรค ภท. ร่วมกันลงชื่อ 190 คน เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ภท. ต่อ นายโสภณ ซารัมย์ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นการช่วงชิงการนำของพรรค ภท.ต่อการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ
หลังจากมีเสียงสะท้อนว่า พรรค ภท.จะดึงเกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปก่อน โดยยกเหตุผลขอแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ประชาชนก่อน การชิงการนำยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ภท. “อนุทิน ชาญวีรกูล” ระบุว่า ให้ไปตามเจตนารมณ์ของพรรค ภท. มุ่งเน้นการรับฟังเสียง และความต้องการของประชาชน ตามเสียงประชามติที่เป็นเอกฉันท์ประสงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา
พรรรค ภท.จึงตอบสนองความต้องการประชาชน ด้วยความที่เราเป็นพรรคของประชาชนทุกคน เป็นพรรคแรกที่ได้ยื่นร่างฯสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา อยากให้ทุกคนรับทราบเจตนารมณ์ ความตั้งใจของพรรค ภท.ด้วย ตามที่มีข้อครหาว่าไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อให้เป็นไปตามผลการลงประชามติของประชาชน 21.6 ล้านเสียง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ภท. แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านกลไกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 100 คน มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่มีการแก้ไขในหมวดที่ 1 และ หมวดที่ 2 พร้อมกับปรับเสียงการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จากจำนวน 1 ใน 3 เป็นจำนวน 1 ใน 4
นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้ ทั้งตัวแทนพรรคการเมือง และภาคประชาชน ยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้ว 26 ร่าง แต่ไม่ผ่านการเห็นชอบจากพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภา โดยเฉพาะที่เงื่อนไขในขั้นรับหลักการ ตามมาตรา 256 (3) ที่ต้องมีเสียงรับหลักการของ ส.ว. 1 ใน 3 เห็นชอบด้วย ซึ่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภา มักจะไม่ผ่านเงื่อนไขของเสียง ส.ว. 1 ใน 3
เนื่องจากเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จะมีประเด็นที่ปรับแก้ไข หรือตัดทิ้งเสียง ส.ว. ที่จะร่วมเห็นชอบต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกันเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางฉบับเปิดช่องให้มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวดที่ 1 บททั่วไป และหมวดที่ 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ด้วย ทำให้วุฒิสมาชิกส่วนใหญ่เกิดความกังวลใจต่อประเด็นดังกล่าวว่าจะทำให้เกิดการเปลี่่ยนแปลงของรูปแบบรัฐหรือไม่ จึงไม่โหวตสนับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหากระทบการกับแก้หมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 ของรัฐธรรมนูญ 2560
การแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2563-2565 มีความสำเร็จเพียงร่างเดียวในประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอแก้ไขในประเด็นว่าด้วยเรื่องระบบการเลือกตั้ง จากบัตรเลือกตั้ง 1 ใบ และคำนวณ ส.ส.แบบจัดสรรปันส่วนผสม 500 คน ให้มาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เหมือนเช่นในอดีต คือ ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ผ่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 (ว่าด้วยระบบการเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้ง และสัดส่วน ส.ส.)
ที่ผ่านมาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เป็นมรดกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน กรธ. พร้อมคณะ ร่วมกันยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 จนมีผลบังคับใช้ การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมาเปรียบเสมือนเป็นการเผชิญหน้ากัน ระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยม กับ ฝ่ายเสรีนิยม
โดยฝ่ายอนุรักษนิยมต้องการปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง มีกลไกป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาควบคุมและการบริหารประเทศโดยอาศัยเสียงข้างมากมาดำเนินการ เพราะมีกลไกทั้งการยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ นายกฯ คณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมทั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่สุ่มเสี่ยงกับการกระทำการที่ขัดรัฐธรรมนูญ ในประเด็นเรื่องคุณสมบัติ ประเด็นเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาล รัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ที่นำมาบังคับใช้กับ ครม.ด้วย
ส่วนฝ่ายเสรีนิยม ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นตามกลไกของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยยึดโยงกับประชาชน ไม่ต้องถูกอำนาจอื่นที่ไม่ยึดโยงกับเสียงของประชาชน อย่างองค์กรอิสระ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมีที่มามาจากการเลือกของ ส.ว. ที่มีข้อครหาว่าไม่ยึดโยงกับเสียงสะท้อนของประชาชน อย่าง ส.ส.ที่ผ่านการเลือกตั้ง
เนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายเสรีนิยม เสนอแก้ไขต่อที่ประชุมรัฐสภา ทั้งในประเด็นที่มาของ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน การปรับอำนาจ ส.ว. ให้มีสิทธิในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่าเทียมกับ ส.ส. โดยไม่ต้องมีเสียงขั้นต่ำ 1 ใน 3 มาเป็นเกณฑ์ล็อกไว้ แต่ไม่สามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ เนื่องจากติดเงื่อนไข วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ห้ามไม่ให้ “ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญยังระบุด้วยว่า ให้ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง โดยการลงประชามติ 2 ครั้งแรก อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้
การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ นอกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรค ภท.เสนอต่อประธานรัฐสภา มาเป็นพรรคแรกแล้ว แน่นอนย่อมมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน (ปชน.) ตลอดจนพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หากได้เสียง ส.ส.สนับสนุนเพียงพอ 100 เสียง ยื่นประกบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ภท. เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาไปในคราวเดียวกัน
สาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สมาชิกรัฐสภา จะต้องถกเถียงกันอย่างเข้มข้นคือ ประเด็นที่มาของ ส.ส.ร. 100 คน ที่จะเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่พรรค ปชน.ต้องการให้มีที่มายึดโยงกับประชาชน ผ่านการเลือกตั้งทางอ้อม ประเด็นอำนาจของ ส.ว.ในการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ควรมีสิทธิพิเศษ ไม่ควรมีเกณฑ์ขั้นต่ำ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 กำหนดไว้ ตลอดจนต้องเปิดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ
ซึ่งเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ปชน.อาจจะฝ่าด่านได้ยากจากที่ประชุมรัฐสภา ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกตีตกซ้ำร้อยในอดีต
การแก้ไขรัฐธรรมนูญจากนี้ ในทางการเมืองถือเป็นเกมยาวระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยม กับ ฝั่งเสรีนิยม กับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้สำเร็จ ได้กติกาของประเทศที่ยึดโยงกับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รองรับกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ทุกฝ่ายต้องจะต้องยึดหลัก “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”

