หมายเหตุ – นักวิชาการวิเคราะห์กรณีที่กัมพูชายื่นหนังสือถึงไทย และเลขาธิการสหประชาชาติ เริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS โดยแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นตัวแทน 2 คน และให้ฝ่ายไทยเสนอชื่อตัวแทน 2 คน ภายใน 3 สัปดาห์เพื่อเลือกประธานทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย

อัครพงษ์ ค่ำคูณ
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนและศึกษาปัญหาข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชา
อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่จินตนาการอยู่แต่ในคอก ไม่อ่านหนังสือ ผมพูดเรื่องนี้มานับไม่ถ้วน กัมพูชาเขาทำตามสิ่งที่บัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ เราเป็นสังคมที่แค่ความรู้พื้นฐานเรื่องของกฎหมายทะเลยังไม่เข้าใจ
แล้วมาโวยว่ากัมพูชาเดินเกมเร็ว ทำให้ไม่ทันตั้งตัว ที่บอกว่าไม่ทันตั้งตัว เพราะไม่มีสติในการยึดมั่นในหลักการ
ในกรณีไทย-กัมพูชา เราแก้ปัญหาผิดจุดมาโดยตลอด ปัญหาเกิดขึ้นที่เขตแดนทางบก แต่มายกเลิกเขตแดนทางทะเลแปลว่าอะไร แปลว่าไม่เข้าใจเรื่องของมาตรฐานทางการเมืองระหว่างประเทศ เราเป็นสังคมที่จินตนาการเองฝ่ายเดียว เพราะคิดว่ากัมพูชาจะเดินตามเรา ถือศักดิ์ศรีว่าเป็นประเทศใหญ่กว่า มีอำนาจต่อรองมากกว่า อยากทำอะไรก็ได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องเรียนรู้
หลายคนบอกว่า เราไม่ทันเกมกัมพูชาหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเราไม่ทันเกม แต่เรายังไม่รู้ตัวเองเลยว่า กำลังทำอะไรอยู่ ทุกอย่างตรงไปตรงมา คือ ปัญหาเขตแดนทางบก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 มันคือปัญหาแค่ช่องบก แต่สังคมไทยพูดลุกลามเรื่อยไป ไม่โฟกัสเป็นจุด
ช่องบกมีปัญหาก็จัดการแค่ส่วนของเขตแดนทางบก ผมขอพูดตรงนี้เลยว่าคนที่บอกว่ารักชาติ แต่ไม่มีสมองนี่คือคนที่ทำลายชาติ คุณจึงเอาอคติส่วนตัว ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความเกลียดชัง ทำอะไรไม่ได้จนต้องใช้เกมทำลายคนไทยด้วยกันเอง ดึงความเกลียดชังระหว่างประเทศมาใช้ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่สังคมไทยจะต้องหันกลับมาทบทวนตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกฎหมาย เราไม่เคร่งครัดในข้อกฎหมายเลย
สถานการณ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมไม่มีการศึกษา แยกไม่ออกแม้แต่ความร่วมมือปี 2538 กับบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543 (MOU 43) กลไกระดับทวิภาคีที่สำคัญของฝ่ายทหารอีก 2 กลไก ได้แก่ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee – GBC) และ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC)
เพราะฉะนั้น สำหรับสถานการณ์นี้ เราอย่าไปตกใจเลย 1 เดือนนานไปด้วยซ้ำ เรายกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ.2544 (MOU 44) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม แสดงว่าเขาเตรียมการณ์ไว้อยู่แล้ว เป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว พอไปยกเลิก MOU 44 ซึ่งเป็น Article ตามข้อ 83(3) แห่ง UNCLOS ไม่ได้หมายความว่า เป็นเรื่องยากหรือเป็นเรื่องเทคนิคที่ไม่รู้ แต่คุณแค่ต้องเปิดกฎหมาย
กัมพูชาเขาแค่ทำตามกระบวนการในกฎหมายทะเล อนุสัญญา UNCLOS ไม่ได้มีอะไรแปลก หรือกัมพูชาจะมามีอำนาจบอกว่าให้เวลาภายใน 3 สัปดาห์ หรือ 21 วัน ไม่ใช่อำนาจของกัมพูชาที่จะพูด เขาแค่พูดตามสิ่งที่บัญญัติในกฎหมาย ตามข้อ 3 ของภาคผนวก 5
การตั้งคณะกรรมาธิการประนอม แล้วสังคมไทยไม่แก้ปัญหา ไม่ได้ต้องการเอาชนะปัญหา แต่ต้องการเอาชนะกัมพูชา ถ้าต้องการเอาชนะปัญหาจะไม่ทำแบบนี้ มันคือภาวะไร้การศึกษาของผู้นำ
คนไทยแยกไม่ออก ระหว่างการบริหารจัดการชายแดน ซึ่งมีทหารปกครองพื้นที่ เหตุการณ์การปะทะชายแดน Military conflict ความขัดแย้ง หรือการปะทะทางทหาร ต้องให้ทหารจัดการ แต่ไม่จัดการปัญหาและพยายามหล่อเลี้ยงปัญหา เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
คิดว่าการที่มีปัญหาเรื่องแนวชายแดน มันคือการใช้เป็นวัตถุนำมาซึ่งอำนาจ และผมคิดว่าจะต้องมีการยิงกันอีกแน่นอน นี่คือผลสะท้อนของความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาล อย่าลืมว่าการมีสงครามคือความล้มเหลวในการบริหารจัดการปัญหา หรือการบริหารจัดการข้อพิพาทของผู้ทรงอำนาจในรัฐนั้นๆ เกิดจากความมักง่ายในการแก้ปัญหา
ล่าสุดที่กัมพูชาบอกว่าไทยยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว ท่าทีของกัมพูชาสะท้อนอะไร จะทำให้เสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่นั้น แน่นอนว่าเสียเปรียบอยู่แล้ว แค่เรายกเลิก MOU ยกเลิกหนังสือสัญญาฝ่ายเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือสัญญาระหว่างประเทศข้อนั้น ไม่ได้มีบทให้ยกเลิก แต่คุณไปยกเลิกฝ่ายเดียว เพราะเหตุผลทางการเมือง ไม่ได้ยกเลิกเพราะเหตุผลในข้อเท็จจริง หรือในข้อสัญญานั้น เพราะฉะนั้น กัมพูชาจะเอาไปใช้ทำอะไรก็ได้ เมื่อไม่ยอมรับกติกากฎหมายระหว่างประเทศ อีกฝ่ายหนึ่งเขาก็เล่นเกม ที่กัมพูชาทำอะไรไม่ได้ในหลายปีที่ผ่านมา เพราะ MOU 44 พอยกเลิก เขาก็สามารถเดินเกมได้เลย
ปัญหาทุกวันนี้ เกิดจากทหารที่อยู่แถวชายแดนไม่ถูกกัน ปัญหาในครั้งนี้ พิสูจน์ความล้มเหลวในการจัดการปัญหาของไทย ซึ่งต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด ไม่ใช่สร้างแต่ความเกลียดชัง ขณะนี้ สังคมไทยบริหารจัดการผิดพลาด ไม่ตั้งอยู่ในหลักวิชาการ เอาการเมืองนำ และเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกเพื่อรักษาสถานะทางการเมืองของตนเองและมุ่งเอาชนะฝ่ายตรงข้าม มิได้เอาชนะปัญหา
หากจะให้ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา จบลง ต้องบอกว่าให้เดินตามเกม เล่นเกม และเสนอเลยว่า จะเอาใครเป็นประธาน ให้มานั่งคุยกันอย่างเรียบร้อย กัมพูชาอย่าใช้เล่ห์เหลี่ยม ให้เอามาตรฐานของ UNCLOSมาใช้ ว่าด้วยเขตทางทะเลที่เป็นไปตามหลักของกฎหมายสากล ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด แค่แก้ไม่ถูกจุด ทหารทะเลาะกัน แต่นักการทูตคุยกัน ก็ไม่มีทางจบสักที ให้ทำตามมาตรฐานทางกฎหมายที่ดีที่สุด

ผศ.ดร.ธนเชษฐ วิสัยจร
รักษาการหัวหน้าภาควิชาการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
การที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตัดสินใจยื่นหนังสือถึงรัฐบาลไทย และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ภาคผนวก 5 ของอนุสัญญา UNCLOS ถือเป็นยุทธวิธีทางกฎหมายที่ลึกซึ้ง แยบยล และผ่านการเตรียมการมาอย่างเป็นระบบ ยาวนาน
ยุทธศาสตร์นี้มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนสถานะของข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย จากเดิมที่เป็นข้อตกลงทวิภาคีระหว่าง 2 ประเทศ ให้กลายสภาพเป็นปัญหาระดับพหุภาคี ที่มีองค์กรกลางระดับโลกอย่างสหประชาชาติเข้ามาเป็นพยานและกำหนดทิศทาง
ยุทธวิธีคล้ายกันนี้ กัมพูชามักประสบความสำเร็จตามใจหมายเป็นส่วนมาก หากมองย้อนไปตั้งแต่ได้รับเอกราชใน ปี 1953 เช่น กรณีปราสาทพระวิหารในปี 1962 หรือ ปี 2013 ที่ยังเป็นหนามยอกอกรัฐไทยมาทุกรัฐบาล การเดินหน้าอย่างรวดเร็วเช่นนี้ สะท้อนว่ากัมพูชาพยายามชิงความได้เปรียบ ทั้งในแง่กฎหมายสากล และการทูตเชิงรุกบนเวทีนานาชาติ
การบีบให้ไทยต้องตั้งตัวแทนภายในกรอบเวลาที่จำกัดเพียง 3 สัปดาห์ จึงเป็นเหมือนการโยนระเบิดเวลาทางการทูตเข้าใส่ทำเนียบรัฐบาลไทย เพื่อหวังให้เกิดความสับสน และเร่งรัดให้ต้องเดินตามกติกาที่กัมพูชาเป็นผู้เปิดฉาก
หากมองอย่างผิวเผิน ภาพที่ปรากฏอาจทำให้สาธารณชนและนักวิเคราะห์หลายฝ่ายประเมินว่าประเทศไทยก้าวช้ากว่ากัมพูชาอีกครั้ง เหมือนกับที่มักจะก้าวช้ามาตลอดปี 2025 ที่มีการปะทะกันทางทหาร และกำลังตกเป็นรองอย่างสิ้นเชิงในการทูตทางทะเล ทว่าในความเป็นจริงตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ กระบวนการประนอมภาคบังคับนี้ ไม่ใช่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่จะมีคำพิพากษาชี้ขาด และมีผลผูกพันทางกฎหมายในลักษณะห้ามบิดพลิ้ว หากแต่เป็น
กระบวนการไกล่เกลี่ยพิจารณาข้อเท็จจริง เพื่อเสนอแนะแนวทางออกที่สมประโยชน์ร่วมกัน
ยุทธวิธีของกัมพูชายังไม่ใช่จุดจบหรือความพ่ายแพ้ของไทย แต่เป็นเพียงสัญญาณนกหวีดเริ่มต้นของการวิ่งมาราธอนทางกฎหมายที่ยาวนานและซับซ้อนอย่างยิ่ง สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำในขณะนี้ ไม่ใช่การตื่นตระหนกหรือปฏิเสธกระบวนการ เพราะการปฏิเสธ จะยิ่งทำให้ไทยดูเป็นฝ่ายขัดขวางสันติภาพ และไม่เคารพกติกาสากลในสายตาประชาคมโลก ทางออกที่สง่างาม และมียุทธศาสตร์คือ การยอมรับความท้าทายนี้ แล้วส่งขุนพลนักกฎหมายทะเลระดับแนวหน้าของประเทศเข้าไปทำหน้าที่ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการพิสูจน์ความถูกต้องของเส้นเขตแดนไทย
ในการแก้เกมบนเวทีโลก คณะกรรมการฝ่ายไทยจำเป็นต้องใช้สิทธิโต้แย้งขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาทตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นว่า ประเด็นอธิปไตยเหนือเกาะกูด และพื้นที่ทางทะเลที่เกี่ยวเนื่อง เป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำมาต่อรอง หรือรวมอยู่ในกระบวนการไกล่เกลี่ยนี้ได้ เนื่องจากมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศสรองรับอย่างชัดเจนอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ไทยต้องแสดงหลักฐานต่อเลขาธิการสหประชาชาติว่า ที่ผ่านมากระบวนการเจรจาระดับทวิภาคียังไม่ได้ถูกใช้จนถึงที่สุด แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาเอง ที่เลือกจะหักดิบข้ามขั้นตอนเพื่อหวังผลทางการเมือง การตั้งทีมกฎหมายแห่งชาติที่ผสมผสานระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเล ทหารเรือ ผู้เชี่ยวชาญการอุทกศาสตร์ และนักการทูตที่เชี่ยวชาญการเจรจาพหุภาคี จึงเป็นยุทธวิธีเชิงโครงสร้างที่ไทยต้องทำทันที เพื่อแยกแยะข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนออกจากเรื่องผลประโยชน์ทางพลังงานอย่างเด็ดขาด
เมื่อพิจารณาถึงท่าทีของกัมพูชา ที่ออกมาป่าวประกาศต่อชาวโลกในภายหลังว่าประเทศไทยยกเลิก MOU 44 เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ผู้นำกัมพูชาได้รับทราบเจตนารมณ์และเหตุผลของไทยไปแล้ว ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การเล่นเกม 2 หน้า และการสร้างภาพลักษณ์ผู้ถูกกระทำ เพื่อดึงความเห็นใจจากนานาชาติ
กัมพูชาจงใจหยิบยกประเด็นการยกเลิก MOU 44 มาโจมตีไทยในแง่ของความน่าเชื่อถือและความจริงใจในการรักษาคำมั่นสัญญา เพื่อหวังจะลดทอนความชอบธรรมของไทยบนเวทีโลก การที่กัมพูชาพยายามผูกมัดไทยไว้กับข้อตกลงเดิม เป็นเพราะพวกเขาทราบดีว่าเส้นอ้างสิทธิที่ลากผ่านเกาะกูดในปี 1972 ของตนเองนั้น ขัดต่อหลักเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของ UNCLOS 1982 อย่างร้ายแรง และไม่มีทางยอมรับได้ในทางสากล การดึงเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ จึงเป็นความพยายามที่จะบีบให้ไทยต้องหันกลับมาพิจารณาเส้นสมมุติที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชามากกว่า
อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่ดูแกมโกงเล่นเหลี่ยมของกัมพูชาในประเด็น MOU 44 นี้ จะไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยได้เลย หากฝ่ายไทยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3 ประสานอย่างจริงจัง ยุทธศาสตร์แรก ด้านกฎหมายและการทูต ด้วยการเร่งจัดทำและเผยแพร่สมุดปกขาวฉบับภาษาสากล ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ส่งตรงไปยังสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย และสำนักงานสหประชาชาติ เพื่ออธิบายลำดับเหตุการณ์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และความชอบธรรมทางกฎหมายของไทยอย่างเป็นระบบ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเมืองภายในประเทศ รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจประเด็นต่างๆ ผ่านการตั้งคณะทำงาน เพื่อรับมือกับปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะความไม่เข้าใจทางทะเลเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความไม่เข้าใจทางด้านชายแดนผืนแผ่นดิน อันประกอบไปด้วย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ นักการทูต นักกฎหมาย นักวิชาการ และภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลและกำหนดทิศทางร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ประเด็นความมั่นคงของชาติ ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายล้างกันเอง ซึ่งจะทำให้เสถียรภาพในการเจรจากับต่างประเทศลดลง
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เศรษฐกิจคู่ขนาน แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศ จะต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาทภายใต้กรอบของสหประชาชาติซึ่งอาจใช้เวลานานหลายปี แต่ไทยไม่ควรปิดประตูการเจรจาเชิงพาณิชย์โดยสิ้นเชิง รัฐบาลควรเสนอให้มีการตั้งโต๊ะเจรจาคู่ขนาน เพื่อจัดทำพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ Joint Development Initiative (JDI) เฉพาะในบริเวณพื้นที่ส่วนล่างของอ่าวไทย ที่มีความชัดเจนและไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับอธิปไตยเหนือเกาะกูด
นี่คือโอกาสครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่ประเทศไทยจะสะสางปัญหานี้ให้จบสิ้นลงอย่างถาวร บนมาตรฐานสากล
หากเราเดินเกมด้วยความนิ่ง รอบคอบ และใช้ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกฝาถูกตัว ประเทศไทยจะไม่เพียงรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่จะสามารถประกาศศักดาในฐานะผู้นำภูมิภาคที่แก้ไขความขัดแย้งด้วยหลักนิติธรรมสากลอย่างแท้จริง

