สุรพล – หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการวิเคราะห์กรณีพรรคประชาชนตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมกรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เป็นการส่งสัญญาณการปรับเปลี่ยนแนวทางต่อสู้ทางการเมืองในระยะยาวหรือไม่
รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ทีมกรุงเทพมหานคร ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทย โดยเฉพาะในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนบางส่วนที่มองว่าเป็นบุคคลที่เคยมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากฐานมวลชนดั้งเดิมของพรรคอย่างชัดเจน
หากมองปรากฏการณ์นี้ผ่านยุทธศาสตร์การเมือง การแต่งตั้งดังกล่าวอาจมีความหมายลึกซึ้งมากกว่าฉากหน้าแค่การดึงบุคคลคนหนึ่งเข้ามาช่วยวางแผนการเลือกตั้ง เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของพรรคประชาชน จากพรรคแห่งอุดมการณ์สู่พรรคแห่งการจัดตั้งอำนาจ และอาจเป็นสัญญาณสำคัญต่อการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งหน้า
หากมองผ่านแนวคิดเรื่อง Catch-all Party ของออตโต เคิร์ชไฮเมอร์ จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองเติบโตถึงระดับหนึ่ง พรรคจะไม่สามารถพึ่งพาฐานเสียงเฉพาะกลุ่มได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องขยายแนวร่วมไปสู่กลุ่มคนที่หลากหลายมากขึ้น แม้บุคคลเหล่านั้นจะเคยมีจุดยืนที่แตกต่างกันในอดีตก็ตาม แน่นอนว่าเมื่อสอดประสานแนวคิดนี้เข้าไปการมีตัวละครอย่างอาจารย์สุรพลมาร่วมทีม จึงไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นการประกาศทิศทางทางการเมืองของพรรคประชาชน กล่าวคือ พรรคกำลังส่งสัญญาณว่าการต่อสู้ทางการเมืองในระยะต่อไป จะไม่ใช่การแข่งขันของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันเพื่อสร้างแนวร่วมทางการเมืองที่กว้างที่สุด
ทั้งเมื่อฟังคำอธิบายของแกนนำพรรคที่ระบุว่า หากต้องการเอาชนะระบอบสีน้ำเงิน จำเป็นต้องรวมพลังของผู้คนที่เคยเห็นต่างให้มาทำงานร่วมกัน นี่จึงไม่ใช่เพียงวาทกรรมทางการเมือง แต่เป็นการหงายไพ่เผยยุทธศาสตร์ใหม่ของพรรคอย่างตรงไปตรงมา และแนวคิดนี้ก็ไม่ได้ขวางหรือสวนทางกับอุดมการณ์เชิงประชาธิปไตยซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การคัดเลือกผู้เห็นพ้อง หากแต่เป็นศิลปะแห่งการบริหารความแตกต่างอีกโสตหนึ่งด้วย
แน่นอนว่า แม้พรรคสีส้มจะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในสามการเมืองระดับชาติ แต่ในมุมสนามท้องถิ่นยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง และนี่คือปรากฏการณ์ภาวะคะแนนนิยมระดับชาติไม่สามารถแปลงเป็นชัยชนะระดับท้องถิ่นได้โดยอัตโนมัติ
เพราะการเมืองท้องถิ่นมีตรรกะที่แตกต่างจากการเมืองระดับชาติ ประชาชนไม่ได้พิจารณาเพียงอุดมการณ์ หากแต่พิจารณาความสามารถในการบริหารจัดการ เครือข่ายในพื้นที่ และความเชื่อมั่นต่อทีมงาน การดึงบุคคลที่มีประสบการณ์ทางวิชาการ การบริหาร และการออกแบบนโยบายสาธารณะอย่างอาจารย์สุรพลเข้ามา จึงอาจเป็นความพยายามปิดจุดอ่อนที่พรรคเคยเผชิญในอดีตที่ถูกมองว่าเป็นพรรคแห่งการวิพากษ์วิจารณ์สู่พรรคแห่งการบริหารมากขึ้น
หากละสายตาจากมิติที่ลึกกว่าการเลือกตั้ง ก็จะเห็นบริบททางการเมืองไทยนิติสงครามกำลังเข้มข้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญการยึดโยงองค์กรอิสระเข้าสู่อาณัติของเครือข่ายสีน้ำเงิน การแต่งตั้งครั้งนี้ย่อมมีความหมายสำคัญในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการเตรียมความพร้อมต่อนิเวศทางการเมืองไทย ที่การแข่งขันมิได้มีเพียงในสนามเลือกตั้ง หากแต่ขยายไปสู่การต่อสู้ในองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และกระบวนการตีความกฎหมาย และในบริบทปัจจุบันพื้นที่ทั้งหมดกำลังเกิดการขยายอิทธิพลภายใต้เงาสีน้ำเงิน ซึ่งมี “อำนาจยับยั้ง” และกำหนดชะตาทางการเมืองได้ แม้จะเป็นผู้ชนะคูหาเลือกตั้งโดยประชาชนเจ้าของอำนาจก็ตาม
ในบริบทเช่นนี้ พรรคการเมืองที่มุ่งหวังจะเป็นรัฐบาล แล้วสร้างนักการเมืองที่เป็นนักปราศรัย นักรณรงค์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายอาจไม่เพียงพอ หากแต่ต้องสถาปนากองทัพทางกฎหมายที่เข้มแข็งขึ้นมาต่อกร แน่อนว่าการปรากฏตัวของ ศ.ดร.สุรพล และนักกฎหมายมหาชนคนอื่นๆ จึงเป็นวาระสำคัญ
แน่นอนว่า เส้นทางนี้ย่อมมีความเสี่ยงที่ต้องจ่าย โดยต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่พรรคการเมืองขยายแนวร่วม หรือเขยื้อนอุดมการณ์จากจุดเดิมฐานมวลชนดั้งเดิมที่ยึดมั่นกับอุดมการณ์บริสุทธ์บางส่วนย่อมไม่พอใจ และบนทางเลือกนี้พรรคต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาความบริสุทธิ์ทางอุดมการณ์ กับการเพิ่มโอกาสในการชนะเลือกตั้ง ซึ่งแนวร่วมที่กว้างขึ้นย่อมเพิ่มโอกาสในการครองอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจลดทอนความเป็นเอกภาพทางความคิด ตลอดจนต้องรับฟังเสียงก่นด่าจากมวลชนบางส่วน
ท้ายที่สุดแล้ว การแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อาจไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของพัฒนาการทางการเมืองของพรรคประชาชน จากพรรคที่เคยเติบโตด้วยพลังแห่งอุดมการณ์ กำลังเดินเข้าสู่การเป็นพรรคที่มุ่งจัดตั้งและบริหารอำนาจทางการเมืองอย่างจริงจัง การขยายแนวร่วม การดึงผู้เชี่ยวชาญ การเปิดพื้นที่ให้คนที่เคยเห็นต่าง และการเสริมทัพด้วยนักกฎหมายมหาชน ล้วนสะท้อนว่าพรรคกำลังเตรียมตัวสำหรับการเมืองระยะยาวมากกว่าการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว และดูเหมือนว่าพรรคจะเรียนรู้มากขึ้นว่าอำนาจไม่ได้ถูกช่วงชิงกันเฉพาะในคูหาเลือกตั้งโดยลำพัง หากแต่อยู่ในห้องประชุมสภา ในองค์กรอิสระ ในศาล และในกระบวนการตีความกฎหมายด้วย
เศวต เวียนทอง
อาจารย์พิเศษสาขารัฐศาสตร์การปกครอง คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ล้านนา

ศ.ดร.สุรพล แม้มีอายุกว่า 70 ปี แต่ต้องการทำงานกับคนรุ่นใหม่ เพื่อสนับสนุนนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ การเมืองใหม่ที่สะอาด และเป็นรูปธรรม ซึ่งอาจารย์สุรพลอยู่ถูกที่ถูกเวลา เป็นบุคคลที่เหมาะสมที่ผ่านประสบการณ์การเมืองมายาวนาน เป็นบุคคลที่สังคมยอมรับและให้ความเชื่อถือ เพราะ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยการเมืองที่เป็นแหล่งผลิตนักวิชาการ อาจารย์ และนักการเมืองไม่น้อย
หากวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารทุกด้านพบว่า พรรคประชาชนครองเก้าอี้ ส.ส.กทม. 33 เขต หรือทุกเขต ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายพรรคที่มีความโปร่งใส ขจัดทุจริต ติดตาม และตรวจสอบได้ สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมคนกรุงเทพฯเลือก ส.ส.สมัยที่ผ่านมา ต้องการคนทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองตามแบบฉบับประชาชนแท้จริง และต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่ออยู่เคียงข้างประชาชน ไม่แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ให้ตนเองและเครือข่ายอย่างใด
ในหลักการ อาจารย์สุรพลคงได้วิเคราะห์และประเมินแล้วว่า คนกรุงเทพฯชอบสิ่งหรือของใหม่ที่ดีกว่าเดิม ไม่ซื้อสิทธิขายเสียงและเลือกตัวบุคคลด้วยคะแนนบริสุทธิ์ เป็นการสอนหลักการในเรื่องตัวแทนประชาชนเข้ามาทำหน้าที่บริหาร กทม.เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ ดูแลบ้านเมืองเป็นการเมืองใหม่ ที่ปราศจากระบบอุปถัมภ์ หรือเอื้อผลประโยชน์แบบเดิมๆ ถือเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์การเมือง กทม.ไปอีกรูปแบบหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน มองไปที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นนายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ได้สนับสนุนคนรุ่นใหม่ลงเลือกตั้งและช่วยหาเสียง ภายใต้การชูนโยบายความซื่อสัตย์ สุจริต และนำเสนอนโยบายที่มีความเป็นไปได้ เพื่อตอบโจทย์ชาว กทม.เช่นกัน
ดังนั้น ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้จึงมุ่งนโยบายปราบโกง ต้านการทุจริต หรือคอร์รัปชั่นเป็นส่วนใหญ่ เพื่อหวังสร้างกระแสความนิยมจากประชาชน ไม่ซื้อสิทธิขายเสียงใดๆ วัดกันที่ตัวบุคคล นโยบาย วิสัยทัศน์ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และทีมงาน ที่สำคัญผู้ว่าฯคนใหม่ต้องปกป้องผลประโยชน์คนกรุงเทพฯได้ ถึงมีโอกาสได้รับความเชื่อถือหรือเครดิต ความไว้วางใจจากประชาชน ไม่ใช่พูดอย่าง ทำอย่าง และไม่ทำตามนโยบายที่ให้ไว้กับคนกรุงเทพฯ
การที่อาจารย์สุรพลเข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว อีกมุมหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ท่านต้องการถ่ายทอดประสบการณ์การเมืองในมิติใหม่และทำงานกับคนรุ่นใหม่แบบผสมผสาน เพื่อเพาะบ่มประสบการณ์เป็นการสอนในหลักการ และวางรากฐาน ให้คำปรึกษา แนะนำองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาและต่อยอดทางความคิด ให้คนรุ่นใหม่ได้ลงมือทำและเห็นผลเป็นรูปธรรม ภายใต้การแลกเปลี่ยนของคนต่างวัยแต่มีแนวทางปฏิบัติชัดเจน มีการวางระบบพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภายใต้ความเสมอภาค เท่าเทียมกัน และการทำงานที่สอดคล้องและยอมรับความเห็นที่แตกต่างมีเป้าหมาย ทำการเมืองให้ดีขึ้นและประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด
แนวทางยุทธศาสตร์พรรคประชาชนไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาส ดร.โจเท่านั้น ยังเป็นการวางหมากได้ที่นั่งสมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก.) เพิ่มขึ้น หรือแบบเบ็ดเสร็จ เพราะการเลือกตั้ง ส.ส.กทม.ที่ผ่านมาเป็นเครื่องชี้วัดแล้วว่าคนกรุงเทพฯต้องการเปลี่ยน สร้างการเมืองที่สะอาด พฤติกรรมดังกล่าวเป็นคะแนนความนิยมในเชิงสร้างสรรค์
บทสรุป หากได้รับโอกาส ทำมาแล้ว แต่ยังแก้ปัญหาที่สะสมมายาวนานไม่ได้ อาทิ การจราจรน้ำท่วม ชาวบ้านยังต้องพายเรืออยู่ และวนอยู่ที่เดิม ชาว กทม.ย่อมมีสิทธิเปลี่ยนแปลง แต่คำตอบคงไม่ง่ายนัก ต้องดูว่าใครเข้าถึงและครองใจชาว กทม.มากที่สุด อีกไม่นานคงรู้กัน
ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต
คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต

การแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ มาเป็นประธานยุทธศาสตร์จะมีผลอย่างไร ถ้าเราฟังจากการแถลงของแกนนำพรรคประชาชน คือการโอบรับคนที่เคยคิดต่างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมในการขยายฐานทางการเมือง เพื่อชัยชนะในการล้มระบอบสีน้ำเงิน
ผมคิดว่าไม่มีใครปฏิเสธแนวคิดนี้ เพราะคนที่สนับสนุนพรรคส้มมาตลอด รับรู้ดีว่าการที่จะได้ชัยชนะทางการเมืองครั้งสำคัญ คือการขยายฐานของการสนับสนุนทางการเมือง การขยายฐานก็คือคนที่ไม่นิยมระบอบสีน้ำเงินเดิม และคนที่เปลี่ยนใจ เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มคนจำนวนมากในสังคม เพราะการท้าทายของพรรคส้มตลอดเกือบทศวรรษที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าเริ่มต้นจากคนจำนวนน้อยที่เราไม่เคยคิดว่าจะปลุกกระแสขึ้นมาได้ แต่หมายความว่า การรวมตัวของพรรคส้มตอบโจทย์ต่อความต้องการของคนอีกจำนวนมากในสังคมไทยที่ต้องการให้ไทยก้าวเดินไปข้างหน้า ไปสู่ความเจริญแบบประเทศชั้นนำของโลก
คราวนี้สิ่งที่สำคัญคือ ในสังคมไทยมีกลุ่มคนที่เป็นบุคคลสำคัญของสังคมไทย ที่แสดงตัวสนับสนุนระบอบสีน้ำเงินมาในทุกจังหวะเวลาต่างๆ คนเหล่านี้ก็จะได้รับเกียรติยศ ชื่อเสียงเงินทอง สถานภาพจากการแสดงบทบาทเหล่านั้น จนกระทั่งสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป คนเหล่านี้ไม่มีตำแหน่ง เราจะเห็นได้ว่าคนที่ไปมีตำแหน่งอยู่ในโครงสร้างระบอบสีน้ำเงิน เราเคยรู้จักว่าเป็นคนที่มีความคิดก้าวหน้า เป็นคนที่มีบุคลิกดี มีความสัมพันธ์ดี แต่พอไปอยู่ตำแหน่งตรงนั้นเราได้แต่งงงวยว่าเขาทำแบบนั้นได้อย่างไร ในกรณีอย่างนี้ ให้ตำแหน่งเขาอีก ผมคิดว่าเขาก็เป็นแบบนี้ นั่นหมายความว่า คนที่เป็นบุคคลสำคัญของสังคมไทยที่เคยเข้าร่วมสนับสนุนและได้รับผลประโยชน์ต่างๆ จากระบอบสีน้ำเงิน เขาอาจเปลี่ยนใจจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ส่วนตัวคิดว่าพรรคส้มเกิดมาจากฐานของคนรุ่นใหม่ ที่มีความหลากหลายมาก เป็นเวทีของนักการเมืองหน้าใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในสังคมไทย ซึ่งความใหม่นี้คือวัฒนธรรมประเพณีที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ว่าจะไม่เดินตามวิถีทางแบบเดิมๆ
วัฒนธรรมใหม่ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่เป็นรากฐานของพรรคส้ม ดังนั้น ผมคิดว่าการเปิดตัวอาจารย์สุรพลออกมา แม้ว่าจะอยู่ในสถานะภูมิหลังประวัติที่ทรงเกียรติแต่ในสถานการณ์ของยุคสมัยของอาจารย์สุรพลที่เป็นอธิการบดีกับการรัฐประหารปี 2549 มากเกินกว่าที่จะรับได้ เราจึงเห็นการส่งเสียงของกลุ่มคนที่จบจากมหาวิทยาลัยออกมาส่งเสียงคัดค้านกันอย่างจำนวนมาก แม้ว่าในเชิงของเสียง คนที่ออกมาคัดค้านอาจจะไม่มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ แต่อย่าลืมว่าพรรคส้มได้รับการขยายฐานความนิยมไปก็เพราะว่าเสียงเหล่านี้ เสียงจากกลุ่มปัญญาชน นักวิชาการ ที่ช่วยกันกระจายเสียงไป ซึ่งที่ผ่านมาพรรคส้มได้ขยายฐานไปบนเสียงของคนเหล่านี้
ในขณะที่พออาจารย์สุรพลขึ้นมาเสียงของคนเหล่านี้ตีกลับ คือไม่ได้ปฏิเสธพรรคส้ม แต่ปฏิเสธอาจารย์สุรพลในตำแหน่งนี้ ดังนั้น ผมประเมินว่าหลายคนอาจจะไม่ได้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ แต่มันส่งผลให้คนที่มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ เป็นกลุ่มคนระดับที่มีการศึกษา หรือการศึกษาแบบกลุ่มรากหญ้าขึ้นไป ผมคิดว่าเสียงเหล่านี้มันทำให้เขาเริ่มคลอนแคลนความมั่นใจ เพราะกระแสทิศทางของเสียงมันจะทำให้เห็นว่าเขาควรที่จะตัดสินใจอย่างไร แต่พรรคส้มได้เสียงการเลือกตั้งมาจากกระแสของความต้องการสร้างมิติใหม่ทางการเมือง ต้องการสร้างการผลักดันทางการเมืองใหม่ๆ ต้องการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างรากฐานของมันแต่เสียงที่ต่อต้านอาจารย์สุรพล ผมคิดว่ามันทำให้ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯต้องไตร่ตรองมากยิ่งขึ้นว่าพรรคส้มเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่ หรือยังเชื่อมั่นต่อพรรคส้มได้หรือไม่ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้
แต่เหนืออื่นใดทุกคนก็ประเมินอยู่แล้วว่า ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาชน แพ้แน่ๆ การเปิดตัวอาจารย์สุรพล ก็ไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น และยังส่งผลต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)
ถ้าลองเปรียบเทียบจะเห็นว่า ปัจจัยตัวบุคคลของทีมงาน ทั้งของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และของ ดร.โจ ชัยวัฒน์ ปัจจัยทีมของอาจารย์ชัชชาติ เอาแค่รองผู้ว่าฯทั้ง 4 คน ซึ่งในรอบ 4 ปีมานี้เราเห็นการทำงานของเขาสูงมาก ซึ่งมันยิ่งตอบโจทย์ให้เห็นว่าอาจารย์ชัชชาติไม่ได้มาคนเดียว มาเป็นทีม แต่อยู่ดีๆ ดร.โจ ชัยวัฒน์ เปิดตัวลงสนามรับเลือกตั้ง แล้วพอเดินผ่านมาหลายวันจึงเปิดตัวประธานยุทธศาสตร์ คำถามคือ แค่เปิดตัวมันก็ไม่ยุทธศาสตร์แล้ว ถ้ายุทธศาสตร์ต้องเปิดตัวพร้อมกับ ดร.โจไปเลย แสดงว่าแบบนี้คุณมาคิดทีหลังหรือไม่ว่าจะหาอะไรไปอุดหนุนให้ ดร.โจ
พูดง่ายๆ ว่านี่ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ นี่เป็นการเรียกว่าตักน้ำดื่มน้ำกินเฉพาะหน้า เพื่อความอยู่รอด ผมคิดว่ามันแสดงถึงความไม่พร้อม อย่างเช่น ลองคิดถึงชัชชาติออกหาเสียง ชัชชาติขึ้นรถและพาทีมทั้ง 4 คนขึ้นไปด้วย ก็เป็นตัวชี้ว่าชัชชาติเขามีทีมงาน แต่วิธีการของ ดร.โจ ผมคิดว่าถ้าเปิดตัวทีมงาน คราวนี้มาเปิดตัวประธานยุทธศาสตร์ แบบนี้ แถมถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มเรียนมหา’ลัยอย่างหนักหน่วง มันเป็นคะแนนด้านลบต่อสนามเลือกตั้งในครั้งนี้ และมันก็จะทำให้ ส.ก.ของทีมพรรคส้มหวั่นไหวไปด้วย
ส.ก.รวมทั้ง ส.ส.เราปฏิเสธไม่ได้ว่าชัยชนะมาจากกระแสพรรคมากกว่าตัวบุคคล ซึ่งตรงนี้เองก็จะทำให้ทีม ส.ก.สีเขียวที่บอกว่าเป็นคนทำงาน และของพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะชิงพื้นที่ทางการเมือง เขาเรียกว่าอาจจะเสียทั้งหน้ากระดาน เป็นความที่ไม่พึงกระทำตั้งแต่ต้น
ส่วนในอนาคตจะดึงขั้วตรงข้ามเข้ามาอีกหรือไม่ เท่าที่ผมรับทราบคือตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมา เขาพูดคุยปรึกษาหารือกับคนต่างๆ อย่างกว้างขวาง อันนี้เราต้องยอมรับว่าแนวคิดของเขาคือแนวคิดที่พยายามประสานผู้คนจำนวนมากให้สนับสนุนพรรคส้ม ตั้งแต่เมื่อแรกตั้งซึ่งได้ไอเดีย ได้ความคิดเยอะมาก อันนี้เราต้องมองในจุดแข็งของเขา แต่จุดหนึ่งที่พรรคส้มจะต้องระมัดระวังคือ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่คุณจะโอบรับ และให้มีตำแหน่งอย่างเปิดเผย เพราะคนที่เป็นคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ดาหน้าเข้ามาร่วมเป็นร่วมตายกับคุณ จะต้องออกจากสนามนี้ไป
มันเหมือนที่พรรคการเมืองอื่นๆ เก่าๆ เขาจะให้พื้นที่กับผู้ที่มีสถานภาพอยู่แล้ว คำถามคือ ทำอย่างนี้ได้อย่างไร มันสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจ น้อยเนื้อต่ำใจให้กับผู้ร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ในสนามที่เขาก็รู้ว่าไม่มีชัยชนะสำหรับเขา นี่มันเป็นความน่าเศร้ามากในการตัดสินใจครั้งนี้ ดังนั้น ข้อตระหนักที่สำคัญของพรรคส้มในอนาคตก็คือโอบรับคนที่เห็นแตกต่างได้ แต่ไม่ควรให้ตำแหน่งกับคนที่สำคัญที่เคยกระทำย่ำยีต่อประชาธิปไตยไทย




