ส่องตีความ ‘ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ’ ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรธน.

21.06.26 | 12:00 น.

ส่องตีความ ‘ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ’ ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรธน.

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีคณะกรรมาธิการฝ่ายสมาชิกรัฐสภา หารือร่วมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การที่คณะกรรมาธิการฝ่ายสมาชิกรัฐสภา ไปพบกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 ท่านเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ไม่ได้มีผลอะไรในทางกฎหมายอยู่แล้ว เนื่องจากว่าทั้ง 3 ท่านก็มาพบในลักษณะที่เป็นการพบส่วนบุคคล ไม่ได้พบในนามขององค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็สามารถให้ความเห็น ก็เป็นความเห็นของท่าน โดยความเห็นก็ไม่ได้ผูกพันอะไรกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไม่ลืมว่าองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดมี 9 ท่าน เมื่อมา 3 ท่านก็ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ

Advertisement

จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 ท่านที่มา คือ ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พอเราไปดูในคำวินิจฉัยส่วนตนของท่านในคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของ ศ.ดร.นครินทร์ ไม่ได้พูดถึงประเด็นในเรื่องของที่มาของ ส.ส.ร.เลย แต่พูดเพียงแค่ 2 ประเด็น คือ 1.รัฐสภาจะแก้รัฐธรรมนูญได้หรือไม่ และ 2.จะต้องทำประชามติกี่ครั้ง ในขณะที่ท่านที่ 2 คือ ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ศ.ดร.อุดม เมื่อตอนพิจารณาคดีที่ 18/2568 ตัวท่านได้ขอสละสิทธิในการที่จะเป็นองค์คณะ เนื่องจากเคยเป็นผู้ให้ความเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญเมื่อตอนคดีที่ 4/2564 เป็นคดีที่ตั้งต้นในการร่างรัฐธรรมนูญว่าต้องทำประชามติถามประชาชนก่อน เพราะฉะนั้น ศ.ดร.อุดมก็เลยสละสิทธิในการเป็นองค์คณะในคดีที่ 18/2568

ส่วนท่านที่ 3 คือ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายสราวุธก็เพิ่งเข้ามาในองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หากจำไม่ผิดเพิ่งเข้ามาหลังจากที่จะมีคำวินิจฉัย 18/2568

ฉะนั้น ยิ่งเห็นได้ว่าทั้ง 3 ท่านไม่ได้เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยกลางในเรื่องของการห้ามผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่จะมาจากการเลือกโดยตรงจากประชาชน ก็ยิ่งทำให้มีน้ำหนักน้อยลงไปอีก เพราะว่าจะกลายเป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของแต่ละท่านเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันใดๆ ในทางกฎหมาย อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญก็เขียนเอาไว้ชัดว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันทุกองค์กร แม้ว่าทั้ง 3 ท่านจะให้ความเห็นไปอย่างไรก็ไม่ได้เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี

อย่างไรก็ดี ผลจากการประชุมหารือของคณะกรรมาธิการ ฝ่ายสมาชิกรัฐสภา จะนำไปเป็นผลทางการเมืองแน่นอน คิดว่าทางคณะกรรมาธิการที่ได้ไปหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาว่าได้ไปฟังความเห็นของทั้งคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 3 ท่านมาแล้ว บอกว่าสามารถทำได้ ก็อาจจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้ทางสภารับร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็นร่างของพรรคภูมิใจไทย ร่างของพรรคประชาชน หรือแม้กระทั่งร่างของพรรคเพื่อไทย ก็จะมีการเติมชื่อไปให้ครบแล้วก็เสนออีกครั้งหนึ่ง

เพราะฉะนั้นมันกลายเป็นประเด็นทางการเมืองแล้ว ไม่ใช่เป็นประเด็นทางกฎหมายอย่างเดียว แต่ก็จะเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหวในทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การกดดันให้สภาผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้มี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง

มีบางพรรคที่จะนำเอาความเห็นจากการประชุมไปปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ เช่น พรรคประชาชน เพราะกรรมาธิการที่เข้าไปก็มีแกนนำจากพรรคประชาชน ก็มีโอกาสที่จะนำไปปรับแก้ แต่ไม่มั่นใจว่าท้ายสุดถึงจะมีการปรับแก้ หรือใช้มาตรการทางการเมืองกดดัน จะทำให้สภา โดยเฉพาะ ส.ว.รับร่างรัฐธรรมนูญที่ได้แก้ไขเหล่านั้น ไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าสุดท้ายถ้ามีการเสนอร่างไปแล้วจะไม่มีคนไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขนี้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คิดว่าสุดท้ายอาจจะมีคนมายื่น

อย่าลืมว่าท้ายสุดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์คณะ ถึง 3 ท่านนี้จะมีความเห็นไปในทางว่าทำได้ ต่อให้มีคำวินิจฉัยออกมาแต่ถ้าเสียงส่วนใหญ่ในคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่า ทำไม่ได้ ก็ยังไม่ได้อยู่ดี เพราะ 3 ท่านที่มาร่วมประชุมหารือเมื่อวานก็มีเพียง 3 ท่าน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งขององค์คณะ

ในประเด็นนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่สามารถทำได้ จะมีผลไปถึงขั้นที่พรรคที่ยื่นเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญเข้าไป ต้องถูกยุบพรรคหรือไม่ ตอบว่าไม่ถึงขั้นนั้น เพราะว่าสุดท้ายเวลายื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นเพียงแค่การพิจารณาว่าร่างนั้นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ได้มีผลในการโดนยุบพรรค เพราะสิ่งที่จะมีผลต่อการถูกยุบพรรคหรือกระทบต่อตัวพรรค จะต้องเป็นเรื่องของการไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง หรือรูปแบบของรัฐ นั่นจะเป็นผลที่จะทำให้เกิดการถูกร้องได้ว่า เป็นการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครอง แต่ว่าถ้าเป็นเพียงแค่เรื่อง ส.ส.ร. ไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบอะไรกับพรรค อย่างมากก็ส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอตกไป ถ้ามีผู้ไปร้อง แล้วศาลก็วินิจฉัยว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง

ทางออกวันนี้ คือ ส.ส.และ ส.ว.ต้องเสนอไปในทางที่สภาเห็นว่ามีความเหมาะสมอย่างไรในฐานะของการเป็นตัวแทนประชาชน และจะเสนอให้มีการได้มาซึ่ง ส.ส.ร. โดยการเลือกตั้งก็ได้ หลังจากไปฟังความคิดเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 ท่านมา ก็ไม่ได้ผิดอะไร ส่วนถ้ามีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญอีก ก็ดี เราก็จะได้เห็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนออกมาจากศาลรัฐธรรมนูญให้ชัดเลยว่า ตกลงแล้วการที่ศาลมีคำวินิจฉัยที่ 18/2568 บอกว่าห้ามเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงจากประชาชนนั้น คำว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น วางขอบเขตไว้แค่ไหน เพียงใด หมายความถึงคนกลุ่มไหน เฉพาะกรรมาธิการยกร่างไหม เหมือนที่ ศ.ดร.นครินทร์ได้ให้ความเห็น หรือว่าจะต้องหมายถึง ส.ส.ร.ทั้งหมด เพราะสุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะได้เป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนต่อไป

เพราะฉะนั้นผมว่า ส.ส.และ ส.ว. ถ้ากล้าที่จะเสนอก็ไม่เสียหายอะไร ถึงมีผู้ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญก็จะได้มีบรรทัดฐานที่ชัดเจนนั้นต่อไป

เมื่อถามว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 สามารถกลับไปตีความหรือทำให้ชัดเจนก่อนที่จะมีการยื่นร่างของแต่ละพรรคได้หรือไม่ เพื่อตัดปัญหาความคลุมเครือในเรื่องนี้ ตอบว่า ปกติแล้วถ้าไม่มีการร้องหรือไม่มีเหตุแห่งการพิจารณาคดี ศาลรัฐธรรมนูญก็จะไม่ตีความซ้ำ เพราะว่าการตีความซ้ำจะเท่ากับว่าคำวินิจฉัยนั้นไม่พร้อม ไม่ครบ ไม่สมบูรณ์ นี่คือหลักของการพิจารณา คือ ต้องพร้อมเพรียงด้วยความครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นการที่ศาลไปวินิจฉัยซ้ำไม่ได้อยู่แล้ว เว้นแต่ว่ามันมีกรณีที่เสนอแก้รัฐธรรมนูญไปแล้วมีคนไปร้องใหม่เท่านั้น

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่เรียกว่า เป็นการวัดใจ ส.ส.และ ส.ว.ก็ว่าได้ ว่าท่านจะกล้าเดินหน้าต่อไปในฐานะของการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และสิ่งนี้ก็คือสิ่งที่ประชาชนเขาอยากเห็นในฐานะที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แม้ ส.ว.อาจจะไม่ได้เลือกโดยตรงแบบ ส.ส. แต่เขาก็ถือว่าเป็นผู้แทนปวงชน ยิ่งเป็น ส.ส. ยิ่งชัดเจนเพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะได้วัดกันว่าในความเป็นผู้แทนปวงชน ท่านมีความกล้าในจุดยืนต่างๆ มากน้อยแค่ไหน

สุดท้ายอยากตั้งข้อสังเกตว่า ในที่ประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมาธิการฝ่ายสมาชิกรัฐสภา หารือร่วมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา อย่าลืมว่า ศ.ดร.นครินทร์ได้พูดอยู่ช่วงหนึ่ง ท่านบอกว่า ตอนที่องค์คณะพูดถึงเรื่องที่มา ส.ส.ร. ท่านก็ไม่ได้ค้าน ในเรื่องของคำวินิจฉัยกลางที่ออกมาเมื่อครั้งที่ 18/2568 อันนี้มีนัย ท่านเองไม่ได้ทักท้วง แม้ว่าท่านจะมีความเห็นบอกว่าคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ไม่ได้คุม ส.ส.ร. แต่อยู่เพียงแค่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ท่านก็บอกว่าไม่ได้ทักทวง เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ผมว่ามันก็ไม่ได้เคลียร์ชัดว่า ศ.ดร.นครินทร์ให้ความเห็นแบบนั้นแล้ว ท้ายที่สุดจะสามารถทำได้

ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์
สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์
และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ฝ่ายสมาชิกรัฐสภา (ส.ส.และ ส.ว.) เข้าหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการจัดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) การหารือครั้งนี้เป็นผลจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยกลาง

ทั้งนี้ที่มาของคำวินิจฉัยนี้มาจากการหารือในประเด็นเรื่องการจัดทำประชามติต้องทำกี่ครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้มีการลงประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 และ 2 สามารถทำร่วมกันได้ และศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.ได้โดยตรง ขณะเดียวกันในคำวินิจฉัยส่วนตนที่ออกมาภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญยังมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเรื่องการห้ามประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร.ได้โดยตรง เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างน้อยเพียง 3 เสียง แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวได้กลายเป็นคำวินิจฉัยกลางไปแล้ว จึงกลายเป็นข้อถกเถียงกัน เพราะการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีประเด็นระหว่างพรรคภูมิใจไทยที่ไม่เอาคูหา และพรรคประชาชนที่เอาคูหา ส่วนพรรคเพื่อไทยไม่เอาคูหา แต่ตอนหลังยอมถอยต้องพึ่งเสียงพรรคภูมิใจไทย

กมธ.ทั้ง 2 ชุดที่เข้าหารือกับศาลรัฐธรรมนูญมองว่าไม่มีข้อผูกมัด เนื่องจากเป็นการนัดหารือรอบนอกไม่ได้มีลักษณะของคำวินิจฉัยออกมา เป็นการพบหารือกันและสอบถามเรื่องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ศาลก็ให้แนวทางว่า ในความหมายไม่ได้ห้ามเลือก ส.ส.ร.เลือกได้ แต่คนที่มาทำหน้าที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง

หากมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตเพราะมีข้อถกเถียงกันเรื่องการมีคูหาหรือไม่มีคูหา และศาลรัฐธรรมนูญก็เคยมีคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ว่าไม่ให้มีคูหา หากศาลยืนยันตามแนวทางที่ทาง กมธ.ได้หารือไว้ ก็อาจมีคำวินิจฉัยออกมาในลักษณะนี้ แต่ก็ไม่การันตีว่าคำวินิจฉัยของศาลจะเป็นไปตามแนวดังกล่าวหรือไม่ แต่ก็ทำให้ประเด็นนี้มีความชัดเจนมากขึ้นจากที่ก่อนหน้านี้ค่อนข้างคลุมเครือ

หากมีการยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญก็จะกลับวินิจฉัยเรื่องนี้ใหม่ และเชื่อว่าศาลจะเขียนให้รัดกุมมากขึ้นกว่าเดิม คล้ายประเด็นเรื่องการทำประชามติต้องทำกี่ครั้ง ซึ่งมีการยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอยู่หลายครั้งจนได้ข้อสรุปให้ทำทั้งหมด 3 ครั้ง

ทั้งนี้แนวทางและวิธีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มีความคืบหน้า ส.ส.และ ส.ว.ต้องเอาด้วยต้องครบองค์ประกอบเพราะถูกวางเงื่อนไขไว้แล้ว ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องมีฉันทมติในเรื่องนี้ร่วมกัน ต้องมีการประนีประนอมและหาจุดรวมตัวกัน แนวทางที่ผ่านมาก็เคยมีสูตร 20 หยิบ 1 โดยให้ ส.ส.และ ส.ว.รวมกลุ่มกันให้ครบ 20 คน เพื่อมีสิทธิเลือกตัวแทนผู้สมัครเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ 1 คน แต่ครั้งนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปพรรคภูมิใจไทยคุมเสียงข้างมากในสภา หากใช้สูตร 20 หยิบ 1 คนที่ได้เป็น ส.ส.ร.จะมาจากสีน้ำเงินทั้งหมด ทำให้แนวทางการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของแต่ละพรรคในครั้งนี้ไม่ตรงกัน