มุมมองนักวิชาการ วัดผลงาน 3 เดือนรัฐบาล ‘อนุทิน2’

4.07.26 | 10:05 น.

3 เดือนรัฐบาล – หมายเหตุความเห็นนักวิชาการประเมินผลงานรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังเข้ามาบริหารจะครบ 3 เดือนโดยนับตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 9 เมษายนที่ผ่านมา

ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

รัฐบาลทุกชุดมักมีช่วงฮันนีมูนทางการเมือง ด้วยเหตุผลที่ว่านโยบายต้องใช้เวลา ระบบราชการต้องใช้เวลาปรับตัว และปัญหาที่สั่งสมมานานย่อมไม่อาจแก้ไขได้ในชั่วข้ามคืน เหตุผลดังกล่าวล้วนฟังดูสมเหตุสมผล แต่ในโลกของเศรษฐกิจและชีวิตประชาชน มีคำถามสำคัญกว่าคือ ประชาชนยังมีเวลารอหรือไม่ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงที่เผชิญอยู่ ชีวิตของประชาชนไม่ได้เดินตามปฏิทินการประเมินผลงานของรัฐบาล หากเดินตามรอบของค่าครองชีพ รายได้ หนี้สิน และโอกาสที่ผ่านไปในแต่ละวัน

แน่นอนว่าสามเดือนจึงอาจสั้นเกินไปที่จะตัดสินว่านโยบายทั้งหมดประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่นี่อาจยาวพอที่จะประเมินทิศทางการบริหารได้แล้ว ซึ่งรัฐบาลชุดนี้มีข้อได้เปรียบหลายประการ ทั้งการพยายามเริ่มผลักดันมาตรการเศรษฐกิจ ความพยายามดึงดูดการลงทุน การเร่งรัดโครงการภาครัฐ และการส่งสัญญาณว่าต้องการให้คณะรัฐมนตรีทำงานเชิงรุกมากกว่าการประคองสถานการณ์

รัฐบาลชุดนี้เริ่มด้วยภาพความนิ่งและเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างคณะรัฐมนตรีถูกจัดวางอย่างรวดเร็ว การแบ่งบทบาทรองนายกรัฐมนตรีค่อนข้างชัด ไม่เกิดแรงสั่นสะเทือนภายในพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงต้น แต่ในอีกด้านความนิ่งทางการเมืองยังไม่สามารถแปรเป็นการเคลื่อนไหวทางด้านนโยบายที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม เว้นแต่โครงการที่อ้างการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่หลังเส้นบางๆ นั้นเนื้อแท้คือโครงการประชานิยมที่ไม่เกิดแรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจมากพอ

Advertisement

แน่นอนว่าเมื่อสแกนไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีถือว่าสอบผ่านในฐานะ “ผู้จัดการรัฐบาล” มากกว่า “ผู้จัดการประเทศ” สามารถคุมเกมรักษาความสมดุลการเมืองได้มากกว่าการเร่งเครื่องทางนโยบาย ไม่สามารถแปรเป็นความเร็วของผลลัพธ์ในสายตาประชาชนได้ในเชิงรูปธรรม

แต่วิกฤตใหญ่ของนายกรัฐมนตรี คือการฝ่ามหาวิกฤตด้านธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบทางการเมือง หลายเรื่องถูกฝ่ายค้าน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา ปัญหา “ระบอบสีน้ำเงิน” (Blue Network) ข้อถกเถียงเรื่องที่ดินเขากระโดง คดีของศักดิ์สยามที่ ป.ป.ช. หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับความคุ้มค่าและความโปร่งใสของโครงการ AI Thailand Passport หรือการปล่อยให้มีการกักตุนราคาน้ำมันที่ยังจัดการกับตัวการใหญ่ไม่ได้ หรือความสงสัยต่อที่ดินเขากระโดง หรือแม้แต่การทุจริตสอบท้องถิ่น และไม่ว่าบทสรุปของแต่ละเรื่องจะเป็นเช่นไร สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ รัฐบาลกำลังเคลื่อนจากการแข่งขันด้านนโยบาย ไปสู่การแข่งขันด้านความชอบธรรมที่เป็นสนิมจากเนื้อใน

และนี่อาจเป็นสนามที่ยากกว่าการผลักดันนโยบาย เพราะอำนาจที่มั่นคงที่สุดไม่ใช่อำนาจที่ใช้กำลังได้มากที่สุด แต่คืออำนาจที่ผู้คนยอมรับว่ามีความชอบธรรม ซึ่งคำว่า “ชอบธรรม” ไม่ใช่ถ้อยคำทางปรัชญา หากเป็นต้นทุนทางการเมืองที่จับต้องได้ เมื่อประชาชนเชื่อมั่น รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายยากๆ ได้ กลับกันเมื่อใดที่คำถามเติบโตเป็นการไม่ไว้วางใจ แม้นโยบายที่ดี ก็อาจถูกมองด้วยความระแวง รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรม (Rule of Law) และธรรมาภิบาล (Good Governance)

โจทย์ต่อมาคือรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งควรเป็นเครื่องยนต์ของรัฐบาลหลายเครื่องที่ติดพร้อมกัน แต่ยังไม่เร่งเท่ากันอย่างสม่ำเสมอ บางด้านมีการขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บางด้านยังไม่เห็นความแตกต่างจากระบบราชการปกติ จนประชาชนแยกไม่ออกว่าผลงานใดเกิดจากการผลักดันทางนโยบาย และผลงานใดเป็นเพียงการทำงานตามวงรอบของหน่วยงาน

โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ยังต้องเผชิญโจทย์หนักที่สุด แม้รัฐบาลจะพยายามส่งสัญญาณสร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุน และเร่งมาตรการทางเศรษฐกิจ แต่ผลที่ประชาชนรับรู้ถึงแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศอย่างชัดเจน การทำงานจึงเป็นการประคองระบบมากกว่าเปลี่ยนระบบ ผลลัพธ์จากรัฐบาลที่มีเครื่องมือครบ แต่ไม่สามารถสร้างแรงส่งที่ทำให้องคาพยพขับเคลื่อนพร้อมกันได้

แน่นอนว่าเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นไม่แพ้ตัวเลข หากประชาชนยังไม่มั่นใจ นักลงทุนยังชะลอการลงทุน และผู้ประกอบการยังไม่เห็นทิศทางที่แน่นอน นโยบายที่ดีจำนวนมากก็อาจยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้

เมื่อมองลงมาถึงระดับคณะรัฐมนตรี ภาพก็ยิ่งแตกต่างกันชัดเจน กลุ่มที่เดินหน้าได้ดีมักเป็นกระทรวงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนซึ่งยังคงต่อยอดนโยบายเดิมและวางนโยบายใหม่ รัฐมนตรีบางคนเริ่มสร้างผลงานเชิงนโยบายได้เป็นรูปธรรม มีการลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และผลักดันมาตรการที่เห็นความคืบหน้า แต่ก็มีรัฐมนตรีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถสร้าง ลายเซ็นของตนเองได้ ยังอยู่ในภาวะตั้งทิศทางมากกว่าสร้างผลลัพธ์ จนสังคมยังตอบไม่ได้ว่าตลอดสามเดือนที่ผ่านมา กระทรวงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกระทรวงด้านพลังงาน เกษตร และแรงงาน และกลุ่มที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในเชิงธรรมาภิบาลและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งแม้จะไม่มีปัญหาเชิงระบบที่ชัดเจน แต่ก็อยู่ในพื้นที่ที่ความคาดหวังของสังคมสูงกว่าผลงานที่เห็นในช่วงเวลา 3 เดือน แต่ผลงานค่อนข้างติดลบ

อีกกลุ่มที่น่าจับตาคือรัฐมนตรีช่วยหรือที่หลายคนเรียกว่าลูกเทพ ซึ่งมักถูกตั้งคำถามเรื่องที่มามากกว่าผลงานเพราะจุดเริ่มต้นของรัฐมนตรีเกิดจากการผลักดันด้วยเครือข่ายทางการเมือง จากบ้านใหญ่ พรรค หรือกลุ่มอำนาจ ผลจึงทำให้ก้าวแรกของการเข้าสู่ตำแหน่งจึงถูกตั้งคำถามแรงว่ามาด้วยระบบคุณธรรมหรือมาด้วยระบบอุปภัมภ์ แน่นอนว่าหลายคนมีศักยภาพ มีประสบการณ์ แต่ผลงานยังมีคำถามต่อนโยบายว่ามีเป็นของตนเองหรือไม่ จับต้องได้หรือไม่ ภาพการทำงานจึงยังเป็นลักษณะของการขยายงานของกระทรวง มากกว่าจะเป็นการสร้างนโยบายใหม่ที่มีชื่อของตนเอง

แน่นอนว่าโจทย์ของกลุ่มลูกเทพจึงเป็นเสมือนการทดลองงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าตนไม่ได้อยู่ครบวาระเพราะโควต้าพรรคร่วมและมรดกทางการเมืองเชิงความสัมพันธ์ หากแต่เป็นเนื้อแท้ความสามารถ

อย่างไรก็ตาม วาทกรรม “รัฐมนตรีลูกเทพ” ยังสะท้อนลักษณะการเมืองแบบจัดสรรตำแหน่งเพื่อประคองเสถียรภาพและความอยู่รอดของรัฐบาล มากกว่าจะเป็นการจัดวางตามประสิทธิภาพเชิงบริหารเพียงอย่างเดียว

นัยสำคัญของโครงสร้างเช่นนี้คือ หลักประกันความมั่นคงในตำแหน่งของรัฐมนตรีกลุ่มดังกล่าว อาจไม่ได้ตั้งอยู่บน “ผลงาน” เป็นตัวแปรหลักเสมอไป หากแต่อยู่ภายใต้สมดุลของอำนาจและการต่อรองทางการเมืองที่ค้ำยันอยู่เบื้องหลัง

ดังนั้น คำตอบของการปรับคณะรัฐมนตรีจึงไม่อาจอ่านได้จากเพียงตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงาน หรือ API ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาผ่านโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่รองรับตำแหน่งนั้นอยู่ด้วยว่ายังมีสถานะเป็นนั่งร้านของรัฐบาล มีความแข็งแรงหรือเปราะบางเพียงใดอีกโสตหนึ่งด้วย

และการที่นายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะให้เวลารัฐมนตรีหนึ่งปีในการประเมินผลงาน และใช้แนวคิด API เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามการทำงาน คำถามคือ API จะวัดอะไร หาก KPI คือการวัดผลสัมฤทธิ์ API จะวัดจากกิจกรรม การเข้าถึงประชาชน ความสามารถในการผลักดันนโยบาย หรือประสิทธิภาพในการสื่อสาร และไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือ ตัวชี้วัดของรัฐบาลต้องไม่กลายเป็นเพียงเครื่องมือประเมินความขยัน หากแต่ต้องสะท้อนผลลัพธ์เพราะรัฐที่เข้มแข็ง คือรัฐที่เปลี่ยนนโยบายให้เป็นผลลัพธ์ได้จริง และต้องลดความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งสร้างจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือความเชื่อมั่น ตลอดจนการสร้างตัวชี้วัดต่อวิกฤตด้านธรรมาภิบาลที่เป็นวิกฤตรัฐบาลอีกด้วย

สุดท้ายแล้ว การให้เวลารัฐมนตรีหนึ่งปีอาจสมเหตุสมผลในมุมของผู้บริหาร แต่ในมุมของประชาชน เวลาหนึ่งปี คือต้นทุนของประเทศ คือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายจริงในทุกวัน ประชาชนไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นรอบหรือกรอบปีงบประมาณ หากใช้ชีวิตเป็นรายวัน

การเมืองจึงเป็นการแข่งขันว่าใครเปลี่ยนความหวังของประชาชนให้กลายเป็นผลลัพธ์ได้ก่อน และนั่นคือบททดสอบที่แท้จริงของรัฐบาลในช่วงเวลาที่เหลือ ไม่ใช่การทดลองงานรัฐมนตรีเมื่อครบหนึ่งปี และการเริ่มประเมินผลงานรัฐมนตรีที่ดีที่สุด คือ การเริ่มตั้งแต่ตอนนี้

นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

ผลงานของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาหลังการจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ในความเป็นจริงแล้วอาจไม่ใช่แค่ 3 เดือน เพราะเคยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยมาก่อน และยังได้เป็นรัฐบาลต่อเนื่องมา แต่เมื่อได้มาเป็นในรอบนี้ ในระยะเวลา 3 เดือน ถามว่ามีอะไรบ้างที่เป็นมรรคเป็นผล การจะประเมินผลงานของรัฐบาลต้องมองในมิติด้านเศรษฐกิจ มิติทางการเมือง และมิติทางสังคม

นอกจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว มองว่ายังไม่มีอะไรเป็นน้ำเป็นเนื้อที่จะสามารถพูดได้อย่างเต็มปากหรือเป็นรูปธรรม และยังทำให้มองเห็นไปได้ถึงในอนาคต จากร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่ต้องบอกว่าประเทศไทยนั้นหากไม่ปฏิรูปอย่างจริงจังต่อไปก็อาจจะลำบาก เพราะงบประมาณรายจ่ายส่วนใหญ่ไปอยู่กับงบรายจ่ายประจำ คือ พวกค่าจ้างบุคลากร แต่งบลงทุนที่จะนำไปพัฒนาพาประเทศเดินต่อ กลับอยู่ในจำกัดจำเขี่ยมาก หากไม่พูดให้เป็นวาระแห่งชาติในการปฏิรูปบุคลากรภาครัฐ จากการที่งบประมาณส่วนใหญ่มาอยู่กับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และสวัสดิการของข้าราชการและเงินบำนาญที่ต่อไปจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

oplus_0

แต่เรายังมีการบรรจุกันเข้ามาอยู่ โดยไม่คิดว่าโลกมีความทันสมัยมากขึ้น มีเทคโนโลยีมากขึ้น แต่เราก็ยังใช้คนมากเหมือนเดิม ทั้งที่ประสิทธิภาพของระบบราชการยังเป็นสิ่งบั่นทอนการเดินหน้าของประเทศ จึงต้องลดรายจ่ายในส่วนนี้ให้ได้ ทำให้มองได้ว่าตลอด 3 เดือนที่ผ่านมายังไม่มีอะไรจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการตั้งงบประมาณรายจ่ายทำให้มองว่าไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ต่อไปไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะมีแต่เงินต้องจ่ายประจำ รวมถึงใช้หนี้ที่รัฐบาลไปกู้มาและจ่ายดอกเบี้ยคืนหนี้ ทำให้อะไรที่จะไปลงทุนเพื่ออนาคตข้างหน้าจะไม่มี

ส่วนรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลในแต่ละด้านนั้น ผู้ออกมาให้เห็นหน้าสื่ออยู่เป็นประจำคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ดูแลทางด้านเศรษฐกิจ และยังมีประเด็นเยอะ ก่อนหน้านี้มีเรื่องคุณสมบัติของผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากคำถามอะไรต่างๆ ที่เราได้เห็น รวมถึงการมาตอบหรือแถลงคำชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่ได้เห็นบ่อย ส่วนอีกราย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่ถูกลดงานบางอย่างลง เช่น อีอีซี มีเพียง 2 คนนี้ที่ได้เห็นในหน้าสื่อบ่อย ทำให้ภาพรวมของรองนายกฯแต่ละด้านยังไม่เห็นมีอะไรเป็นมรรคเป็นผล ทั้งยังมีกระแสตีกลับด้วยซ้ำ หรืออาจพูดได้ว่าต้องขับเคลื่อนด้วยการด่ากัน เช่น คุณสมบัติของผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่บุตรนำไปลดหย่อนภาษีแล้วจะไม่ได้ แต่พอมีเสียงวิจารณ์มากก็ต้องถอย

ขณะที่ผลงานระดับกระทรวง ซึ่งกระทรวงที่นายกฯนั่งอยู่คือกระทรวงมหาดไทย มีข่าวอื้อฉาวเรื่องการทุจริตการสอบเข้ารับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องรอดูว่าจะมีผลงานการปราบทุจริตได้หรือไม่ ส่วนภาพรวมของกระทรวงอื่นๆ ทั้งกระทรวงใหญ่ๆ คือกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข ที่ผ่านมายังมองไม่เห็นว่ามีอะไรที่พอจับต้องได้ โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตนั้นต้องจริงจัง เอาคนที่บงการจริงๆ ออกมา และต้องคอยดูว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งกระทรวงมหาดไทยที่นายกฯนั่งเองกลับมีเรื่องเยอะกว่ากระทรวงอื่นจากข่าวในแต่ละวัน ซึ่งต้องทำให้เห็นและทำให้คนเกิดความเชื่อมั่น

ทุกกระทรวงนั้นสำคัญหมด เป็นความคาดหวังของประชาชน ทั้งกระทรวงเล็กและใหญ่ แต่ที่ประชาชนคาดหวังมากในเวลานี้คือกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ที่อยากเห็นนโยบายไม่ใช่แค่การแจกอย่างเดียว ที่ช่วยแก้ปัญหาได้เพียงชั่วครั้งคราว แต่อยากเห็นการวางไปถึงอนาคต การฟื้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่เวลานี้แทบไม่ฟื้นเลย กระทรวงทางสังคม พวกยาเสพติดและอาชญากรรมต่างๆ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เรายังอยากเห็นรัฐบาลจริงจัง และมีผลงานปราบปรามพวกแก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ อะไรที่ก่อความเสียหายกับประชาชน รวมทั้งกระทรวงที่เกี่ยวกับการสร้างคนในระยะยาว ทั้งกระทรวงศึกษา กระทรวง อว. อยากเห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมมากกว่าระบบราชการที่เดินแบบรูทีนผ่านไปวันๆ ขณะนี้บอกได้ว่ายังไม่เห็นกระทรวงไหนที่มีนโยบายที่เป็นมรรคผลอะไรมากนัก

ส่วนรัฐมนตรีโลกลืม หรือยังไม่มีผลงานอะไรออกมาเลย จนทำให้คนแทบจะไม่รู้จักนั้น ก็ไม่อยากจะไปเอ่ยชื่อ มีหลายคนที่โผล่ขึ้นมา แล้วพี่น้องประชาชนยังไม่รู้ว่าคนนี้เป็นรัฐมนตรีด้วยหรือ เพราะไม่มีใครรู้จัก ไม่ได้มีผลงานโดดเด่น อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลที่ยังพออนุโลมให้ได้ แต่ในระยะยาว รัฐมนตรีคนไหนไม่มีผลงานที่โดดเด่นเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีก็ต้องพิจารณา ไม่อย่างนั้นหากไม่ได้ ครม.ที่เก่ง ผลงานรัฐบาลก็จะไม่ออก แม้การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้มาแบบท่วมท้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะชนะต่อไปในอนาคต หากทำงานแล้วไม่มีผลงาน เพราะรัฐมนตรีหลายคนมาจากกลุ่มก๊วนการเมือง บางคนเป็นมวยแทนด้วย เพราะคนที่คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีกลับมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ จึงต้องหาคนมาแทน การที่ท่านมีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ ได้เข้ามาทำผลงาน ก็อยากฝากถึงรัฐมนตรีว่า ท่านต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ประชาชนได้เห็น และคำนึงถึงประชาชนจริงๆ อย่างที่พวกท่านชอบใช้คำอ้างถึงว่า “เพื่อประโยชน์พี่น้องประชาชน” จึงอยากขอให้ท่านทำเพื่อประชาชนจริงๆ

ส่วนรัฐมนตรีลูกเทพ หรือกลุ่มรัฐมนตรีลูกนักการเมืองที่ได้รับตำแหน่งเพราะพ่อแม่ประทานให้ ถือเป็นความโชคดีที่เกิดมาเป็นลูกเทพซึ่งไม่ผิด เพราะในระบบการเมืองบ้านเราเป็นแบบนี้ เพียงแต่ความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนจะเกิดการตั้งคำถามต่างๆ นานา รวมกระทั่งเรื่องวุฒิการศึกษา ซึ่งสิ่งที่จะช่วยลบล้างได้ คือท่านจะต้องทำงานให้เห็นว่าท่านมีความสามารถ ไม่ใช่แค่ลูกเทพ แต่มีความรู้ความสามารถจริงๆ หากทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกมองว่าเพราะเป็นลูกของคนนั้นคนนี้ ซึ่งมีหลายคนในรัฐบาลนี้ ดูจากรายชื่อและนามสกุลแล้วก็จะรู้ว่าเป็นลูกหลานใคร แต่ไม่ผิดที่ท่านมีโอกาส เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่ท่านจะต้องทำให้ประชาชนเห็นและเชื่อมั่นจนมองเห็นได้ว่าท่านมีความรู้ความสามารถ คือตัวท่านต้องทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นให้ได้

ส่วนจะมีโอกาสถูกปรับออกไปหรือไม่ เพราะไม่มีผลงาน KPI ออกมานั้น ชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเป็นลูกเทพ ต้องเป็นลูกของผู้มีบารมีทางการเมือง ที่เราต้องยอมรับความจริงกันว่า การแบ่งโควต้ารัฐมนตรีของประเทศไทยแบ่งตามก๊วนที่มี ส.ส.ในมือ ไม่อยากเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมการเมือง แต่หากไม่มีผลงานและไม่ทำอะไรให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และยังฝืนตั้ง สิ่งสุดท้ายก็จะย้อนกลับไปเข้าหาตัวของคุณอนุทินเอง และตีกลับไปจนถึงความเชื่อมั่นของ ครม. จึงต้องวัดกันไปเลยว่าในแต่ละกระทรวงนั้น คุณจะทำอะไรให้เป็นมรรคผล ก่อประโยชน์ และประชาชนได้รับอะไรจากนโยบายของคุณ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ฉะนั้นแล้วมองว่า หากกล้าไปแตะลูกเทพก็อาจต้องทะเลาะกับพ่อเทพด้วย นายกฯจะมีความอาจหาญเพียงพอหรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของระบบการเมืองไทย ที่ทำให้คนมาเป็นรัฐมนตรี บางครั้งไม่ได้มาจากความรู้ความสามารถจริงๆ หากจะประเมินผลงานกันในระยะ 1 ปีก็ถือว่าไม่นาน เมื่อทำงานครบถึง 1 ปีก็ต้องเห็นอะไรกันได้บ้างแล้ว ไม่ใช่มีแต่ความมืดมนไม่เห็นอะไรเลย ใน 1 ปีจะต้องเห็นผลงานที่พอจะจับต้องได้แล้ว หากจับต้องไม่ได้ ไม่มีผลงานเชิงรุก ก็ต้องหาคนมีความรู้ความสามารถมาทำจริงๆ เพราะประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหา รัฐมนตรีและ ครม.คือคนบริหารประเทศ ถ้าได้คนไม่ดีไม่มีความรู้ความสามารถจริงๆ ประเทศก็ไปต่อไม่ได้ หาก 1 ปีไม่มีผลงานก็ขอฝากคุณอนุทิน ช่วยอาจหาญปรับ ครม. เอาคนมีความรู้ความสามารถจริงๆ มาทำงานบ้าง

หากจะเปรียบเทียบผลงานของรัฐบาลกับฝ่ายค้านในการทำหน้าที่นั้น หน้าที่ของฝ่ายค้านคือ เป็นฝ่ายตรวจสอบ หากฝ่ายค้านทำงานเข้มแข็ง ประชาชนก็ได้ประโยชน์ เพราะการตรวจสอบโครงการต่างๆ เช่น โครงการ TH-AI Passport จะเห็นว่าฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างแข็งขัน และการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ประชาชนได้ข้อมูลจากฝ่ายค้านในการจัดทำงบประมาณต่างๆ มองว่าฝ่ายค้างโดยพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ทำหน้าที่ในจุดที่ดีพอสมควร แต่ยังอยากให้ทำงานในเชิงรุกมากกว่านี้อีก ในการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องทุจริตต่างๆ เพราะหากฝ่ายค้านเข้มแข็ง ประชาชนจะได้ประโยชน์จริงๆ จึงให้คะแนนผ่านได้แบบคาบเส้นและอยากให้เข้มแข็งมากกว่านี้

ส่วนพรรคกล้าธรรม อาจมีเหตุผลทางการเมืองบางอย่างที่ไม่รู้ว่าท่านจะเดินหน้าการตรวจสอบอย่างเต็มตัวหรือไม่ ซึ่งความจริงเมื่ออยู่ฝ่ายค้านก็ควรทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ใช่ปล่อยให้ถูกสังคมแซวว่าเป็น “พรรครอร่วมรัฐบาล” หากอยู่ในบทบาทไหนก็ควรทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในบทบาทนั้น เพราะสุดท้ายประชาชนจะได้ประโยชน์ และยิ่งมีข่าวการทุจริตต่างๆ และฝ่ายค้านเข้มแข็ง ประชาชนก็ต้องพึ่งพาฝ่ายค้าน คิดว่ายังมีอะไรให้ทำอีกเยอะมากในภาวะแบบนี้ ทั้งเรื่องโครงการที่ส่อไม่โปร่งใส เรื่องทุจริตในภาครัฐต่างๆ

ส่วนฝ่ายรัฐบาล ควรไปสะสางเรื่องทุจริตต่างๆ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นในตัวของรัฐบาลเองกลับมา