รัฐบาลอนุทิน 2 รับไม้บริหารประเทศต่อเนื่องจากรัฐบาลอนุทิน 1 จะครบเวลา 3 เดือน วันที่ 10 กรกฎาคมนี้ ที่ได้โชว์ฝีมือในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร แต่สารพัดเรื่องราว ประเด็นร้อนที่รัฐบาลอนุทินเผชิญอยู่ ประชาชนที่สัมผัสได้รู้สึกเหมือนว่า ครม.อนุทิน 2 บริหารประเทศมานานกว่า 3 เดือน
หลายวาระร้อนที่ ครม.อนุทินต้องเร่งเคลียร์ เริ่มตั้งแต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจอันมีผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งสงครามในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยรัฐบาลได้ดำเนินโครงการนโยบายไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% วงเงินรวมได้สิทธิคนละ 4,000 บาท ระยะเวลาใช้จ่าย 4 เดือน มากระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ
แต่หลังจากหมดระยะเวลาดำเนินนโยบายไทยช่วยไทยพลัสในเดือนกันยายนนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเข็นนโยบายมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านบิ๊กโปรเจ็กต์ อาทิ โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เมกะโปรเจ็กต์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ที่ยังอยู่ในขั้นตอนรอผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการทั้ง 3 ชุดย่อยว่าจะมีข้อสรุปให้เดินหน้า หรือชะลอโครงการดังกล่าวไปก่อน ซึ่งมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายพอสมควร
หากไม่สามารถเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ได้ รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อนนโยบายทางด้านเศรษฐกิจอื่นๆ มาเดินหน้าประเทศต่อ ไม่ควรปล่อยให้เกิดสภาวะขาดช่วง หรือชะงักงัน ต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ขณะที่อีกหนึ่งเรื่องร้อน ท้าทายฝีมือการบริหารจัดการของรัฐบาลอนุทิน คือ การแก้ปัญหาขบวนการร่วมกันโกงข้อสอบข้าราชการท้องถิ่นกว่า 6,669 อัตรา ใน 87 สายงาน มีผู้เสียหายยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับการบรรจุในแต่ละตำแหน่ง ตั้งแต่ 3.5-9 แสนบาท มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4.5 พันล้านบาท โดยมีพยานหลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริง ทั้งคลิปเสียง พยานบุคคลพาดพิงไปถึงอดีตรัฐมนตรี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ตามแนวทางการสืบสวนสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมมือกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ตลอดจนผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่มี “สันติธร ยิ้มละมัย” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ สรุปผลสอบว่า มีขบวนการที่เกี่ยวข้องหลายราย ทั้งข้าราชการของ สถ. ผู้รับว่าจ้างจัดสอบ บริษัทเอกชน และบุคคลที่ยังไม่ทราบตัวตน คณะกรรมการสอบสวนส่วนกลางจะร่วมมือกับอีก 6 หน่วยงานภาคี รวมถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากพบหลักฐานการซื้อขายตำแหน่งจะดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินและยึดทรัพย์ทันทีส่วนข้าราชการ สถ. รวมทั้งข้าราชการระดับสูง “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทันที พร้อมขยายผลไปถึงทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นระดับใด หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง
การแก้ปัญหาขบวนการทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นของ สถ.ครั้งนี้จะเชื่อมโยงกับกรณีการตรวจสอบแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ที่พัวพันกับการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลและนอมินีในจังหวัดภูเก็ตจนถึงขั้นมีคำสั่งย้าย ผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯจังหวัดภูเก็ตแบบยกแผง จนถูกมองว่าเป็นรอยร้าวและเกิดปัญหาการเมืองภายใน มท.กันเองหรือไม่นั้น
เป็นหน้าที่ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ที่สวมหมวกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่นั่งต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ย่อมต้องรู้เรื่องและกลไกของ มท.ดีที่สุดคนหนึ่ง ต่อการที่จะแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นทุกเรื่องภายใน มท. ตามหลักการที่นายกฯประกาศไว้ชัดเจนว่าให้ยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” เพื่อป้องกันข้อครหา หากบุคคลที่กระทำความผิดเป็นระดับ “บิ๊กเนม” ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติไม่กล้าดำเนินการตามกฎหมาย แต่ให้ยึดตามพยานหลักฐานและพฤติกรรม หากกระทำผิดจริงก็ไม่ควรมีบุคคลใดถูกตัดตอน หรือได้รับข้อยกเว้น
ผลการแก้ปัญหาทุจริตขบวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ภายใน มท. จะเป็นเหมือนทางสองแพร่ง ชี้วัดความกล้าหาญและความจริงจังต่อการปราบทุจริตของรัฐบาลพรรค ภท. ทางแรก หากสามารถแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเริ่มจากขบวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น สถ.ให้เกิดความชัดเจน เอาผิดทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นระดับใด ให้สังคมไร้ข้อครหาว่าไม่มีการตัดตอนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ย่อมส่งต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสของรัฐบาลพรรค ภท.ให้กลับมาดีขึ้น หลังมีหลายข้อครหาในทางลบเชื่อมโยงกับพรรคสีน้ำเงิน ทั้งกรณีการตรวจสอบฮั้วเลือก ส.ว. ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ตลอดจนการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ถูกเชื่อมโยงว่าบริษัทที่ได้รับดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับพรรค ภท.
แ ต่ถ้าการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลอนุทินออกมาในทางที่สังคมและประชาชนยังมีข้อครหาว่าเป็นการตัดตอน เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและเครือข่ายทางการเมือง ย่อมจะยิ่งฉุดความเชื่อมั่นต่อการเดินหน้าบริหารที่เกิดขึ้นนับจากนี้โครงการ TH-AI Passport
อีกทั้งจะเป็นประเด็นทางการเมืองให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาชน (ปชน.) ที่จะใช้กลไกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญของสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรค ปชน.นั่งเป็นประธาน กมธ. เดินหน้าขยายผลตรวจสอบอย่างเข้มข้นในหลายเรื่องร้อน ทั้งโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอี การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นของ สถ. การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลและการบุกรุกที่สาธารณะในจังหวัดภูเก็ต
ผลการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลอนุทิน 2 จึงเปรียบเสมือนทางสองแพร่ง จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการเดินหน้าบริหารประเทศของ ครม.อนุทิน นับจากนี้ว่าจะสามารถนำพารัฐนาวารัฐบาลสีน้ำเงินบริหารประเทศได้ตลอดรอดฝั่งจนครบวาระ 4 ปีหรือไม่



