เปิดโจทย์‘อนุทิน’เยือนมาเลย์ ปลดล็อกการค้า-สันติสุขชายแดนใต้
หมายเหตุ – มุมมองนักวิชาการ กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่จะเดินทางเยือนมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้เพื่อหารือความมั่นคงชายแดน เกษตร อาหารฮาลาล อุตสาหกรรม และพลังงาน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม
สามารถ ทองเฝือ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

การเตรียมเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีและคณะ ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ ถูกจับตามองในฐานะภารกิจสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในมิติการค้า การเกษตร อุตสาหกรรมฮาลาล และความร่วมมือด้านจังหวัดชายแดนภาคใต้ การเยือนครั้งนี้ถือเป็น “ใบเบิกทาง” ของรัฐบาลไทยในการสร้างภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระลอกใหม่กับรัฐบาลมาเลเซีย หลังจากทั้งสองประเทศมีความจำเป็นต้องยกระดับความร่วมมือในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน วาระสำคัญของการหารือครั้งนี้จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งการค้าระหว่างประเทศ ความร่วมมือด้านการเกษตร การแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางการค้า เช่น ประเด็นการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งเป็นศักยภาพสำคัญของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านศาสนาและวัฒนธรรม
อย่างไรก็ตาม แม้การพูดคุยเรื่องสันติสุขจะยังไม่ใช่ประเด็นหลักของการเยือนครั้งนี้ แต่อาจารย์สามารถเห็นว่า นี่คือการวางรากฐานสำคัญก่อนเข้าสู่กระบวนการพูดคุยในระดับที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน โดยรัฐบาลเลือกใช้แนวทาง “การทูตหลายช่องทาง” (Multi-track Diplomacy) ให้เศรษฐกิจ การค้า และการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เดินควบคู่ไปกับมิติด้านความมั่นคง รัฐบาลกำลังใช้เศรษฐกิจเป็นตัวนำ ใช้ความร่วมมือด้านการค้า การเกษตร และอุตสาหกรรมฮาลาล เป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน ก่อนจะต่อยอดไปสู่การแก้ไขปัญหาความมั่นคง ถือเป็นการใช้ Soft Power อย่างมีนัยสำคัญ
คณะผู้ร่วมเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงฝ่ายการเมือง แต่ยังประกอบด้วยภาคธุรกิจ นักอุตสาหกรรมฮาลาล ผู้แทนกระทรวงเกษตรของทั้งสองประเทศ ภาคศาสนา และสื่อมวลชน สะท้อนว่าความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเด็นด้านความมั่นคง แต่ครอบคลุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ในมุมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ การเดินทางครั้งนี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือบนพื้นฐานของอัตลักษณ์ ศาสนา และวัฒนธรรมที่ประชาชนทั้งสองประเทศมีร่วมกันมายาวนาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุน การค้าชายแดน รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมฮาลาลในพื้นที่
สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและประชาชน การเยือนมาเลเซียครั้งนี้ยังมีความหมายในเชิงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของรัฐบาลมาเลเซียและประชาชนของทั้งสองประเทศ แม้จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีกแต่การแสดงออกเชิงรุกของรัฐบาลในการกระชับความสัมพันธ์ ถือเป็นการสร้างบรรยากาศเชิงบวกและเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนอกจากนี้ ยังเป็นการฟื้นภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยบนเวทีระหว่างประเทศ ภายหลังเผชิญกระแสข่าวด้านการเมือง ปัญหาคอร์รัปชั่น ยาเสพติด และสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศ โดยต่อเนื่องจากการเดินทางเยือนรัสเซียก่อนหน้านี้ มาสู่การเยือนมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนถึงการเดินเกมการต่างประเทศตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล
หากรัฐบาลสามารถผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเกษตร อุตสาหกรรมฮาลาล และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ก็มีโอกาสที่จะนำไปสู่บรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต พร้อมแสดงความหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ทริปเยือนมาเลเซียของนายกรัฐมนตรีอาจถูกมองว่าเป็นเพียงการเดินทางเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ในทางทฤษฎี นี่คือสิ่งที่นักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียกว่า การทูตเพื่อนบ้าน (Neighbourhood Diplomacy) ความมั่นคงชายแดนกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแทบแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะเมื่อมีพรมแดนติดกัน ทุกประเด็นย่อมเชื่อมโยงถึงกัน ตั้งแต่ความมั่นคง การค้า พลังงาน ไปจนถึงการคมนาคม ต่างจากการเยือนมหาอำนาจที่มักแยกประเด็นเศรษฐกิจออกจากโจทย์ความมั่นคงได้ง่ายกว่า
แต่ในทางการเมือง ทฤษฎีนี้กลับเดินมาบรรจบกับจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะอย่างยิ่ง เพราะการเดินเกมการทูตครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การเมืองภายในประเทศกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ ทั้งแรงกดดันจากคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ข่าวรอยร้าวในภูมิใจไทย และคดียาเสพติดข้ามชาติที่ต้องคอยตอบคำถามแทบทุกสัปดาห์ การบินไปมาเลเซียในจังหวะนี้จึงทำหน้าที่เหมือนสวิตช์เปลี่ยนฉาก จากรัฐบาลที่วิ่งไล่ตอบข่าวรายวัน ให้กลายเป็นรัฐบาลที่กำลังทำงานต่างประเทศ สื่อสารกับสาธารณะได้ง่ายกว่า และที่สำคัญ นี่คือการไปยืนบนสนามที่รัฐบาลคุมเกมได้ เพราะหลายดีลถูกปูทางไว้ล่วงหน้าแล้วโดยทีมงานระดับรัฐมนตรี
ในจังหวะเดียวกันนี้ สถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังปะทุถี่ขึ้น ฝ่ายความมั่นคงยะลาต้องยกระดับเฝ้าระวังแนวชายแดนไทย-มาเลเซียหลังเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่องในยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ถึงขั้นเพิ่มจุดตรวจจุดสกัดและลาดตระเวนเข้ม ขณะที่รัฐบาลตีกรอบไว้ล่วงหน้าว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นหลักของทริป และการพูดคุยแบบเต็มคณะถูกเลื่อนไปเดือนกันยายน การแบ่งวาระแบบนี้คือการกันไม่ให้ประเด็นอ่อนไหวที่สุดไปปนกับทริปที่ต้องการภาพความสำเร็จง่าย เพราะมาเลเซียถือไพ่สองใบ ทั้งเป็นพื้นที่ที่ขบวนการก่อความไม่สงบใช้หลบซ่อนข้ามแดน และเป็นผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพที่ไทยต้องพึ่งพา
ที่มาของข้อพิพาทตอบโต้กันไปมา เกิดจากการที่ไทยยกระดับตรวจเข้มปลากะพงขาวนำเข้าจากมาเลเซียตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 หลังพบสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้าง ทำให้มาเลเซียตอบโต้ด้วยการระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2569 สร้างความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท จนผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ต้องยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายอนุทินโดยตรง ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าจะปลดล็อกกุ้งได้ไหม เพราะร่างข้อตกลงเสร็จไปแล้วก่อนที่ทริปของนายกรัฐมนตรีจะเริ่มด้วยซ้ำดีลที่จะเซ็นในทริปนี้จึงเป็นการปิดจ๊อบข้อพิพาทที่รัฐบาลมีส่วนในการทำให้เกิดขึ้น สิ่งที่นายกรัฐมนตรีของไทยจะทำจึงไม่ใช่เปิดเกมเจรจา แต่คือการไปเก็บเกี่ยวผลที่ทีมงานปลูกไว้ล่วงหน้า แล้วยกเครดิตขึ้นบ่าตัวเอง คำถามที่ภาพข่าวไม่ตอบให้คือใครได้กุ้งกลับเข้าตลาดจริง เพราะผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีระบบมาตรฐานพร้อมอยู่แล้วเท่านั้นที่ไหลกลับเข้าไปได้ทันที ส่วนเกษตรกรรายย่อยยังต้องรอโซ่อุปทานไล่ลงมาอีกหลายชั้น
สืบเนื่องจากการที่มาเลเซียปรับระบบในการอนุมัติให้เร็วขึ้นผ่านแพลตฟอร์ม MYeHALAL ซึ่งลดเวลาในการพิจารณาเพื่ออนุมัติจากเฉลี่ย 51 วัน เหลือ 30 วัน ทำให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนได้เริ่มจับมือกันผ่านงาน Mega Halal Bangkok 2026 ที่จัดร่วมกับ Shapers Malaysia ผู้บุกเบิกงาน MIHAS งานแสดงสินค้าและธุรกิจฮาลาลที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่มาตรฐานฮาลาลของมาเลเซียยังคงเข้มงวดจนผู้ประกอบการรายเล็กแทบเข้าไม่ถึง เพราะระบบดิจิทัลที่เร็วขึ้นช่วยได้เฉพาะผู้ที่มีเอกสารพร้อมตั้งแต่ต้น ดีลนี้จึงมีแนวโน้มเป็นทางด่วนของทุนแปรรูปรายใหญ่มากกว่าประตูเปิดกว้างให้ SME ทั้งที่ผู้ผลิตรายเล็กในสามจังหวัดชายแดนใต้น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด แต่กลับเข้าถึงตลาดนี้ยากที่สุด
ตัวเลขจริงหนักกว่าที่คิด ไทยเป็นแหล่งน้ำยางสดอันดับต้นให้มาเลเซีย ซึ่งนำเข้ายางและผลิตภัณฑ์ยางมูลค่า 950 ล้านดอลลาร์ โดยตั้งเป้าการค้าการลงทุนร่วมกันที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 ปัญหาคือไทยยังเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบเป็นหลัก มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปตกอยู่ที่มาเลเซีย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมถุงมือยางที่มาเลเซียครองตลาดโลกมายาวนาน ทั้งที่วัตถุดิบต้นทางมาจากสวนยางภาคใต้ไทยเอง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไทยผลิตยางได้ไม่พอ แต่คือไทยยังไม่สามารถขยับจากผู้ขายวัตถุดิบไปเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มได้ กำไรส่วนใหญ่จึงเกิดขึ้นในขั้นตอนการแปรรูป การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ และการส่งออกสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งมาเลเซียครองความได้เปรียบมาอย่างยาวนาน นี่คือแพตเทิร์นเดิมที่ไทยส่งของดิบราคาต่ำออกไป แล้วซื้อของสำเร็จรูปราคาแพงกลับเข้ามา โดยตำแหน่งในห่วงโซ่การผลิตแทบไม่เคยขยับขึ้นเลย
กริดไฟฟ้าอาเซียนถูกพูดถึงมานานโดยไม่มีไทม์ไลน์จับต้องได้ ในบริบทที่ไทยเพิ่งยกเลิกกรอบเจรจาเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชาต้นเดือนพฤษภาคม การเจรจาพลังงานกับมาเลเซียจึงมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะยืนยันว่าไทยยังใช้กรอบความร่วมมือทางทะเลได้กับเพื่อนบ้านบางประเทศ แม้มีปัญหากับอีกประเทศ และยิ่งสำคัญเมื่อพลังงานคือรากฐานของการแข่งขันดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังเกิดขึ้นคู่ขนาน เพราะประเทศไหนคุมต้นทุนไฟฟ้าได้ดีกว่า จะได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระลอกใหม่
ไทยกับมาเลเซียกำลังแข่งกันเป็นฮับดาต้าเซ็นเตอร์อาเซียนอย่างดุเดือด โดยเฉพาะยะโฮร์บาฮ์รูที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะแซงขึ้นเป็นตลาดหลักด้าน Data Center ของอาเซียนแทนสิงคโปร์ได้ในไม่กี่ปี และมาเลเซียดึงลงทุนจาก Microsoft, Google และ Oracle รวมกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ในสองปี ขณะที่ไทยเองก็ดึงลงทุน Data Center ปี 2025 กว่า 7.2 แสนล้านบาท พร้อมผลักดันวิสัยทัศน์ Made-in-Thailand Chips ตัวแปรชี้ขาดคือพลังงาน เพราะไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองมหาศาล ขณะที่มาเลเซียเริ่มมีปัญหาที่ดินและใบอนุญาต นี่คือจุดที่แข่งขันกับพึ่งพากันเกิดขึ้นพร้อมกัน เพราะทั้งคู่แย่งกันเป็นฮับ แต่ก็ต้องเชื่อมกริดไฟฟ้าถึงกันผ่านกรอบเดียวกับที่จะคุยในทริปนี้ ทั้งที่เป็นเดิมพันใหญ่กว่าดีลกุ้งหรือถนน เรื่องนี้กลับไม่ถูกหยิบขึ้นพูดอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ทริปนี้ดูลงตัวเกินไป คือ ความเป็นไปได้ที่จะมีพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาใหม่กับบูกิตกายูฮิตัม ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็น “ของขวัญภาพถ่าย” ที่สมบูรณ์แบบของรัฐบาล ภาพตัดริบบิ้นที่สื่อสารง่าย อธิบายง่าย และแทบไม่มีใครโต้แย้งว่าการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานชายแดนเป็นเรื่องไม่ดี แต่เบื้องหลังภาพนั้น ถนนสายนี้มีความหมายมากกว่าการเชื่อมการเดินทาง หากยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการค้าข้ามแดน การขนส่งสินค้า และการบริหารความมั่นคงชายแดน ซึ่งมีนัยเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าที่ภาพข่าวจะสะท้อน
และในแง่นี้ ภาพตัดริบบิ้นย่อมขายได้ง่ายกว่าการอธิบายเรื่องกริดไฟฟ้า การแข่งขันดาต้าเซ็นเตอร์ หรือการยกระดับไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยางพารา ทั้งที่ประเด็นเหล่านี้ต่างหาก คือ สิ่งที่จะตัดสินว่าไทยจะมีศักยภาพในการแข่งขันระยะยาวหรือไม่
สรุปคือเกมสองหน้าเดิม หน้าแรกคือรัฐบาลนักบริหารที่ออกไปกู้ตลาดกุ้ง เปิดถนน จับมือเพื่อนบ้าน หน้าหลังคือรัฐบาลที่ใช้เวทีต่างประเทศซักผ้าภาพลักษณ์ในประเทศ โดยเลือกเวทีที่ปลอดภัยที่สุดและเก็บประเด็นเสี่ยงไว้นอกวงสนทนา รัฐบาลควรผูกทุกเรื่องเข้าด้วยกันเป็นชุดเดียว คือเปิดเผยตัวเลขผู้ส่งออกที่ได้ประโยชน์จริงจากดีลกุ้งภายใน 3 เดือน ผูกเงื่อนไขมาตรฐานฮาลาลกับกองทุนยกระดับผู้ผลิตรายเล็ก ใช้เป้าการค้า 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อรองให้มาเลเซียลงทุนโรงงานแปรรูปยางขั้นปลายน้ำในไทย หยิบดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาคุยอย่างเป็นทางการ กำหนดไทม์ไลน์ชัดเจนให้พลังงาน และที่สำคัญที่สุด ต้องไม่ปล่อยให้การแยกวาระสันติภาพชายแดนใต้ออกจากทริปนี้กลายเป็นการเตะถ่วงถาวร เพราะถ้าเดือนกันยายนมาถึงแล้วไม่มีอะไรคืบหน้า คนจะกลับมาตั้งคำถามเดิมว่า ตกลงแล้วเรื่องชายแดนใต้ ถูกซ่อนไว้เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม หรือถูกซ่อนไว้เพราะไม่มีอะไรจะพูด

