วิสัชนา‘ปม’วิกฤตศรัทธา ทุบเรตติ้ง‘รัฐบาลอนุทิน’ร่วง
หมายเหตุ – นักวิชาการได้สะท้อนมุมมอง กรณี นิด้าโพลสำรวจความนิยมทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และพรรคภูมิใจไทยลดลง ต่อมานายกฯได้กำชับให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เร่งสร้างผลงานและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ ดังนั้น จากนี้ไปนายกฯควรมีเกณฑ์วัดผลงาน ครม.อย่างไร
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

นิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน พบคะแนนความนิยมนายกฯอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเรตติ้งตก ทำให้มองเห็นภาพรวมของรัฐบาลถดถอย โดยเฉพาะในช่วงรอบเดือนที่ผ่านมาการโกงข้อสอบเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก การแก้ปัญหาของรัฐบาลไม่ชัดเจน ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นรัฐบาล โดยเฉพาะการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ดูไปแล้วทำให้เห็นว่าพฤติกรรมการโกงข้อสอบ มีโอกาสลงโทษแค่คนตัวเล็กตัวน้อย ทำให้ภาพรวมรัฐบาลตกต่ำไปด้วย
ส่วนโพลชี้วัดว่ากระแสพรรคประชาชนดีขึ้น มองว่าคงเป็นเรื่องระยะสั้นๆ เท่านั้น เพราะสถานการณ์ภาพรวมของรัฐบาลในขณะนี้แย่จริงๆ ทั้งผลงาน ภาวะผู้นำ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาไม่มีความชัดเจนในเชิงรุก ทำให้บทบาทฝ่ายค้านได้เปรียบ ในการติดตามตรวจสอบและเปิดประเด็นต่างๆ ทำให้คะแนนนิยมผู้นำฝ่ายค้านสูงกว่าโดยธรรมชาติ แต่ต้องดูไปอีก 2-3 เดือนว่านายกฯอนุทินเอาจริงแค่ไหนแก้ไขปัญหาโกงข้อสอบ ปฏิรูประบบราชการ แก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาทั้งหมดต้องใช้ระยะเวลา
หากช่วง 2-3 เดือนไม่มีผลงานในการจับกุมดำเนินคดีเรื่องโกงข้อสอบ แต่ทำเพียงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ แต่ทำหน้าที่เพียงเสือกระดาษ ก็จะส่งผลให้คะแนนตกต่ำลงไปอีก
ถ้านายกฯอนุทินไม่ขันนอตจะเกิดข้อเสียอย่างมากมาย ถ้าสังคมมองว่าไม่พยายามแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ขาดเจตจำนงที่แท้จริง ปล่อยให้การแก้ไขปัญหาผ่านระบบราชการ อันนี้จะมีผลระยะยาว ต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้มีความได้เปรียบทางโครงสร้าง มีเสียงข้างมากทั้ง ส.ว.และ ส.ส. และองค์กรอิสระ กลไกทางกฎหมายที่เอื้อ ถ้ารัฐบาลทำงานเชิงรุก จัดการปัญหาในเรื่องการโกงข้อสอบให้เป็นรูปธรรม พยายามขันนอตในระบบราชการให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม ก็สามารถทำให้คะแนนนิยมสูงขึ้น
โดยเฉพาะการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท ในการเปลี่ยนผ่านในเรื่องพลังงาน ให้ออกมาเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ มีแผน มีโครงการในเรื่องพลังงานจริงๆ คิดว่าอาจจะมีผลทางด้านคะแนนเสียงขึ้นมาบ้าง หากรัฐบาลทำให้ประชาชนเห็นว่าโครงการที่จะเกิดขึ้นเป็นประโยชน์กับประชาชนจริงๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ อย่างไรก็สื่อสารประชาชนให้เข้าใจว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน สังคม และประเทศได้อย่างไรบ้าง จะส่งผลดีต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลอนุทิน
อย่างไรก็ตามยังคิดว่า 2 แสนล้านบาทกับการเปลี่ยนผ่านในเรื่องพลังงานยังน้อยไป เพราะทำได้แค่เห็นโครงสร้าง และทำได้บางส่วนเท่านั้นเอง จึงต้องให้โอกาสภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย โดยเฉพาะการจำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับพลังงานมาขายให้ประชาชนราคาถูก จะเป็นการสร้างหุ้นส่วนให้กับรัฐบาลอีกทางหนึ่งด้วย คิดว่ารัฐบาลจะได้รับการตอบรับในเชิงบวกมากขึ้น
หากมองการปรับ ครม. เมื่อครบ 6 เดือน ครม.ลูกเทพ,ครม.จัดสรรตามโควต้า หากไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม เพราะ 6 เดือนให้เวลาทำงานมากพอแล้ว ว่ามีฝีไม้ลายมือสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้มากน้อยเพียงใด มีข้อครหาในเรื่องคอร์รัปชั่นหรือไม่ ทำงานมา 6 เดือนนายกฯรู้แล้ว และจะต้องทำ KPI หรือดัชนีชี้วัดความสำเร็จของงาน หากไม่มีมรรคผลเป็นรูปธรรม 6 เดือนจะต้องปรับออกไปแล้ว อย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุขมีปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ แต่เจ้ากระทรวงไม่มีบทบาทอะไรมากนัก สมควรอยู่ต่อหรือไม่
ส่วนข้อเสนอ KPI ให้กับรัฐบาลอนุทิน เรื่องนี้จะต้องมีการทำ KPI ล่วงหน้าในการจัดตั้ง ครม.โดยกำหนดว่าภายใน 1 เดือนรัฐมนตรีจะต้องทำอะไรบ้างที่เป็นผลงาน 3 เดือนอะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม 6 เดือนสร้างความสำเร็จเป็นรูปธรรม และสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนได้ ความจริงต้องมีการทำล่วงหน้า แล้วมาประเมินผลงาน หลังจากนั้นส่งสัญญาณเตือนรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเร่งแก้ไขหากมีปัญหา ที่สำคัญไม่รู้เหมือนกันว่ารัฐบาลชุดนี้มีการทำ KPI กันไว้หรือเปล่า หรือเป็นการจัดสรรผลประโยชน์ทางการเมืองปกติ ตามสัดส่วนโควต้าใครได้มากได้น้อย
โดยหลักการทำ KPI ควรจะต้องประกาศให้ประชาชน สื่อมวลชนได้รับรู้ เพื่อจะได้ติดตามผลงานแต่ละกระทรวงว่า 1 เดือนผ่านมาแล้วเจ้ากระทรวงทำอะไรบ้าง 3 เดือนอะไรสำเร็จบ้าง จะมีผลต่อรัฐบาล
นอกจากนี้รัฐบาลจะสร้างความโปร่งใส ธรรมาภิบาลการบริหารงาน ถือว่าหากทำได้ก็จะเป็นการบริหารประเทศในรูปแบบใหม่
หากให้มองอนาคตพรรคภูมิใจไทยภายในสิ้นปี 2569 คิดว่าพรรคภูมิใจไทยมีการเรียนรู้ เพราะมีจุดแข็งอยู่แล้ว แต่หากปล่อยให้การบริหารงานผิดพลาดไปเรื่อยๆ จะทำให้คะแนนความนิยมถดถอยลง ทำให้เกิดการแพ้ภัยตัวเอง ทุกอย่างเอื้อหมด พรรคร่วมก็เอื้อ กฎหมายก็เอื้อ โครงสร้างเอื้อ แต่ไม่ทำอะไรเชิงบวก จะเกิดปรากฏการณ์แพ้ภัยตัวเอง ในรูปแบบปรากฏการณ์เนื้อในเป็นสนิมเพราะเกิดมาจากระบบ
ถ้าเห็นว่า 4 เดือนที่ผ่านมามีปัญหาเยอะมาก รัฐบาลควรเริ่มแอ๊กทีฟตัวเอง สร้างผลงาน ปฏิรูประบบราชการ จัดการคดีโกงข้อสอบ จัดการปัญหายาเสพติด 3 เดือนข้างหน้า หากมีแอ๊กทีฟดี ประกอบกับโครงสร้างทางการเมืองเอื้อพรรคภูมิใจไทยค่อนข้างมาก ซึ่งพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เข้ามาบริหารไม่ได้โชคดีเหมือนกับพรรคภูมิใจไทย เพราะโครงสร้างแบบนี้ ที่ชนชั้นนำ กลุ่มทุน กองทัพ ผนึกกำลังหนุนพรรคภูมิใจไทยมาตลอด ซึ่งส่งผลดีต่อพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว หากไม่แอ๊กทีฟตัวเองถือว่าเสียโอกาส
หากให้คะแนนพรรคภูมิใจไทยจากคะแนนเต็ม 10 ผมคิดว่าได้แค่ 5 เพราะรัฐมนตรีหลายคนไม่ได้แสดงฝีไม้ลายมือเลย แต่รัฐมนตรีหลายคนแบกรับปัญหามากเกินไป อาทิ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ขณะเดียวกันรัฐมนตรีลูกเทพที่สังคมให้โอกาสไม่ได้แอ๊กทีฟให้สังคมได้เห็นผลงานเลย ทำให้สังคมมองว่า ประเทศจะฝากอนาคตไว้กับคนรุ่นใหม่ไม่ได้เลย
กอบศักดิ์ ภูตระกูล
กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

แม้รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่นโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ มองว่าสามารถช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ในระยะสั้น แต่ด้วยวงเงินที่จำกัด จึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นการส่งออก การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดขึ้นจริงภายใน 1 ปี
จริงๆ มองว่าเครื่องยนต์สำคัญที่รัฐบาลจะสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริงในเวลานี้ คือ การส่งออกที่ยังคงขยายตัว การฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยว และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจริงทันทีหรือภายใน 1 ปี ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้จ่ายในการจะทำโครงการในระยะต่อๆ ไป เนื่องจากรัฐบาลมีงบประมาณจำกัด และขณะนี้กำลังถูกจับตามองจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยกตัวอย่างเช่น กรณีของประเทศอินโดนีเซีย ที่ถึงแม้ว่าจะมีหนี้สาธารณะต่ำกว่าไทย แต่การใช้จ่ายเงินในหลายโครงการกลับทำให้ตลาดเกิดความกังวล ส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าและตลาดหุ้นปรับตัวลดลง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดทุนมีความอ่อนไหวสูง
ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินนโยบายการเงิน สนับสนุนให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำที่ 1% เพื่อเป็นการช่วยพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งเปรียบเสมือนการเข็นรถที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ ย่อมออกแรงน้อยกว่าการรอให้รถหยุดนิ่งแล้วค่อยเข้าไปกระตุ้น นอกจากนี้ ยังมองว่าทิศทางค่าเงินบาทที่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรืออ่อนค่ากว่านี้เล็กน้อย จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยสร้างแรงส่งที่สำคัญให้กับภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว และภาคการเกษตร เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาและลมต้านจากเศรษฐกิจโลกในอนาคตได้
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลัง 2569 ประเมินว่า ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ได้ ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ไว้ที่ระดับ 1.5-2.0% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้ประเมินไว้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหน่วยงานอื่นปรับตัวเลขขึ้นหรือลง แต่ธนาคารยังไม่มั่นใจที่จะปรับประมาณการขึ้น เนื่องจากยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ขณะนี้ยังไม่มีทีท่าว่ากองทัพจะถอนกำลัง หากสถานการณ์ยังไม่นิ่งและพร้อมปะทุได้เสมอ ก็ยังไม่สามารถปรับการประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจได้
ธนิต โสรัตน์
รองประธานสภาองค์การนายจ้าง
ผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ออกมาในช่วงรัฐบาลทำงานครบ 90 วัน ในช่วงแรกประชาชนฝากความหวังไว้กับนายกฯอนุทินค่อนข้างมากสมควรและมาด้วยภาพลักษณ์ที่มีทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมืออาชีพที่มาจากภาคเอกชน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเชื่อมั่นก็เริ่มลดลง เนื่องจากมีปัญหาหลายด้านทยอยเกิดขึ้น ทั้งประเด็นทุจริต ข้อสอบรั่ว รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่มองว่ายังทำได้ไม่ดีนัก แม้รัฐบาลจะมีผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น โครงการ ‘ไทยช่วยไทย 60-40’ ยอมรับว่าได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ทำให้การค้าขายคึกคักขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับการออกพระราชบัญญัติกู้เงินและผลักภาระหนี้ไปสู่อนาคต อีกทั้งเห็นว่าหากรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการลักษณะนี้ต่อจริงๆก็ควรเจาะจงช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ขึ้นทะเบียนไว้ราว 14 ล้านคน เพื่อให้เม็ดเงินเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
แต่ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลของนายอนุทินมีจุดเด่นในเรื่องการต่างประเทศ ที่มีสไตล์การทูตเป็นของตัวเอง ใช้แนวทางที่นุ่มนวล สร้างความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้ดี ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของไทยดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงรัฐบาลก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว ปัญหาสำคัญจริงๆ คือ การที่ประชาชนยังไม่เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาลชุดนี้ในหลายกระทรวงมากนัก ยังไม่เห็นผลงานของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงอย่างชัดเจน สะท้อนผ่านผลสำรวจความเชื่อมั่นที่ลดลง เรียงมาตั้งแต่กระทรวงพาณิชย์ที่ยังไม่ค่อยมีโครงการหรือมาตรการที่โดดเด่นออกมาสื่อสารกับประชาชน
ขณะที่กระทรวงแรงงาน ซึ่งติดตามอยู่ ก็ยังไม่เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม ส่วนกระทรวงกลาโหมก็ไม่มีประเด็นเด่น ขณะที่กระทรวงมหาดไทยกลับเป็นที่รับรู้ของสังคมในเชิงลบจากกรณีข้อสอบรั่วมากกว่าผลงานด้านนโยบาย ส่วนกระทรวงการคลัง แม้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเป็นผู้มีความสามารถและมีประสบการณ์ราชการสูงแต่การทำงานยังอยู่ภายใต้กรอบระบบราชการมากเกินไป ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายใหม่ๆ ยังไม่โดดเด่นเช่นเดียวกัน

