ชำแหละสภาเทอมแรก เคพีไอชี้วัด‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’

18.07.26 | 12:30 น.

ชำแหละสภาเทอมแรก เคพีไอชี้วัด‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลงานสภาผู้แทนราษฎร 122 วัน พลิกโฉมของสภา แก้ปัญหาของประชาชนโดยระบุว่า สมัยที่ผ่านมาผ่านร่างกฎหมาย 14 ฉบับ มากที่สุดในรอบ 10 ปี รัฐมนตรีมาตอบกระทู้มากที่สุด 33 กระทู้ จากกระทู้สดด้วยวาจา 36 กระทู้ ไม่มีสภาล่ม

สุดเขต สกุลทอง
วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

การทำหน้าที่ของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้มีปัญหาอะไร ภาพรวมของสภาชุดนี้ตั้งแต่เริ่มต้นก็มีความกระตือรือร้นกว่าหลายชุดที่ผ่านมา ตั้งแต่การเปิดประชุมมีการตั้งกระทู้ถามสด และการพิจารณาร่างกฎหมาย แต่จำนวนวันประชุม 122 วัน ไม่ได้หมายถึงคุณภาพ เป็นแค่ปริมาณ

Advertisement

ส่วนคุณภาพในการพิจารณากฎหมายก็ต้องดูว่าสมาชิกทั้ง สส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจำนวน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมี 292 คน ขณะที่ฝ่ายค้านมี 207 คน ดังนั้น การผ่านร่างกฎหมายจึงง่าย แต่ในระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากควรรับฟังเสียงข้างน้อยด้วยเพื่อความน่าเชื่อถือของสภา เพราะปัจจุบันมีสภาอาเซียน ซึ่งเป็นองค์กรสภาระดับภูมิภาค ที่มีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือและแลกข้อมูล รวมทั้งผลักดันกฎหมายร่วมกันอยู่ ถือเป็นดุลยภาพในการเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาล

สำหรับคำแถลงของประธานสภาผู้แทนราษฎร กรณีการผ่านร่างกฎหมายมากที่สุดในรอบ 10 ปีนั้น ต้องแยกออกเป็น 3 มิติ คือ 1.ปัญหาใหญ่ของประเทศตอนนี้ คือเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง หนี้ครัวเรือน ราคาสินค้าเกษตรและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ 2.คุณภาพของกฎหมายก่อนนำเข้าสภา ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นักวิชาการนักธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่ และ 3.สามารถบังคับใช้ได้จริง หรือปฏิบัติได้จริงหรือไม่ จำนวนการผ่านกฎหมายจึงไม่เกี่ยว ต้องดูเรื่องคุณภาพของกฎหมายเป็นหลัก

หากชั่งน้ำหนักบทบาทของ ส.ส.ในสภา ไม่ได้ดูเรื่องความสุภาพหรือความอ่อนน้อม เพราะ ส.ส.ทุกคนเป็นผู้ทรงเกียรติ แต่การแถลงหรืออภิปรายในสภาสะท้อนว่า มีการลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลก่อนจะพูด เนื้อหาการอภิปรายต้องมีคุณภาพ ไม่ได้พูดด้วยอารมณ์เหมือนในอดีต และ ส.ส.ในปัจจุบันส่วนใหญ่มีการเก็บข้อมูล และมีวุฒิภาวะ แสดงบทบาทในฐานะ ส.ส.ได้ดี แต่อาจมีเรื่องเกินเวลา หรือพูดพาดพิงบุคคลที่ 3 หรือหน่วยงานอยู่บ้าง ก็ขึ้นกับประสบการณ์ของแต่ละคน

ขณะที่รัฐมนตรีมาตอบกระทู้มากที่สุด 33 กระทู้ จากที่มีการตั้งกระทู้สด 36 กระทู้ ถือว่าสูง มีพัฒนาการที่ดี ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็ตอบได้ดี ส่วนฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ถามจากอดีตฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ตอบกระทู้สูงถึง 90% ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการตอบข้อสงสัยของฝ่ายค้าน แต่คุณภาพการตอบอาจไม่ครบถ้วน ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐมนตรีที่รับข้อมูลมาจากวอร์รูมหลังบ้านที่หาข้อมูลมาป้อนให้ แต่สุดท้ายถือว่าผ่าน เพราะมีการตอบกระทู้มากถึง 33 กระทู้ จากทั้งหมด 36 กระทู้

การทำหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นถือว่าเป็นสมัยประชุมที่มีการควบคุมการประชุมได้ดี ทำให้รัฐสภาเดินหน้าไปได้ ไม่มีข้อขัดแย้งมากเกินไปจนสภาล้ม ถือเป็นข้อดีของนายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่สามารถสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่เน้นเหตุและผล และข้อมูลเชิงประจักษ์ เนื่องจากนายโสภณเป็น ส.ส.ที่มีประสบการณ์สูง วางตัวเป็นกลาง แม้จะเป็น ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทย แต่สามารถยุติความขัดแย้งได้ เดินตามเป้าหมายของฝ่ายนิติบัญญัติในการเสนอญัตติ แปรญัตติ และลงมติ ซึ่งประธานสภาต้องจัดการและทำให้เกมเดินจบ เพราะกฎหมายจะไม่ผ่านเลยหากกระบวนการทั้ง 3 นี้ไม่ได้ข้อสรุปจากฝ่ายนิติบัญญัติ ถือว่าสามารถเทียบชั้นระดับนายชวน หลีกภัย ที่เคยทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว

สำหรับข้อเสนอแนะนั้น วัฒนธรรมการเมืองของรัฐสภาที่เน้นความเป็นสุภาพบุรุษถือว่าสำคัญ ส.ส.ส่วนใหญ่ในรัฐบาลยังเป็นคนหนุ่มสาว ควรมีความเป็นสุภาพบุรุษและสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่เน้นข้อมูลเชิงประจักษ์ และยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่เน้นโชว์การหาเสียง หรือสร้างวาทกรรมเพื่อหวังผลทางการเมือง ควรมุ่งเป้าไปที่การรับญัตติ แปรญัตติ และลงมติกฎหมายของประชาชน เพื่อใช้กฎหมายไปยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องทำหน้าที่หลักตรงนี้ให้ได้เพื่อให้กฎหมายที่ดีผ่าน หากกฎหมายที่มีเงื่อนงำหรือเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องตกไป แต่ถ้าเป็นผลประโยชน์ของมวลชนส่วนรวมที่ผ่านการพิจารณาแล้วและสังคมยอมรับ หลังมีการอภิปรายในสภาแล้วก็ควรมีการลงมติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดีของสภาผู้แทนราษฎร

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

บทบาทการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร หากมองในภาพรวมคิดว่าฝ่ายค้านทำหน้าที่นิติบัญญัติได้ดีในระดับหนึ่งที่น่าพึงพอใจ ในการตั้งกระทู้ถาม การยื่นญัตติในชั้นกรรมาธิการในรอบ 3-4 เดือน หรือสมัยประชุมสภาที่ผ่านมา มีการทำหน้าที่ตรวจสอบกันอย่างเต็มที่ คิดว่าประชาชนได้รับประโยชน์จากการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ภาพรวมถือว่าดี

การที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแถลงผลงานของฝ่ายสภา มองว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของประธานสภาที่แสดงให้เห็นว่าการทำงานในรอบ 3-4 เดือน หรือในสมัยประชุมที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการสื่อสารสาธารณะ ทำให้เห็นว่าการทำงานของ ส.ส.มีประโยชน์อะไรบ้าง ประชาชนเห็นมรรคเห็นผลอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกฎหมาย การตรวจสอบ หรือ
การแสดงบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการทำหน้าที่ถ่วงดุลรัฐบาลในภาพรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะมีการเสนอผลงานในรอบไตรมาส หรือในรอบ 3 เดือนส่วนใหญ่จะเป็นรอบปี ทำให้เห็นบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติมีอะไรคืบหน้าบ้าง โดยไม่ต้องรอการประชุมในวาระหน้า ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี

การแถลงผลงานว่าสภาได้ผ่านกฎหมายมากที่สุดในรอบ 10 ปี ผมมองว่าการผ่านกฎหมายได้มาก ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และยังเป็นบทบาทของฝ่ายสภาอยู่แล้ว ถึงแม้ว่ากฎหมายจะสะสมมาหลายรัฐบาลก็ตาม เมื่อผ่านกฎหมายได้หลายฉบับจะมีประโยชน์อย่างมาก ในแง่การกำกับ การควบคุม เพื่อการพัฒนาประเทศต่อไป ในความเป็นจริงบทบาทของสภาจะต้องสร้างการสื่อสารเชิงรุกให้มากกว่านี้ อาจถือได้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรก และถือว่าเริ่มนับ 1 ที่สำคัญอยากให้มีการเผยแพร่ให้มากกว่านี้ในหลายๆ แพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นทางการผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ประชาชนเห็นผลงานของฝ่ายนิติบัญญัติ

การแถลงผลงานของสภาเรื่องนี้สำคัญ เพราะที่ผ่านมาอาจจะเคยเห็นบางยุคบางสมัยทำงานไม่มีเอกภาพ ทำงานไม่เห็นมรรคไม่เป็นผล และไม่สร้างกฎหมายที่ดีหรือออกกฎหมายได้ไม่มากเหมือนกับยุคนี้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีจุดอ่อนเหมือนกันกับการทำหน้าที่ของประธานสภา จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์หลายเรื่องเหมือนกัน โดยเฉพาะการวางตัวไม่เป็นกลาง หรือใช้ดุลพินิจที่อาจถูกมองว่าเข้าข้างรัฐบาลมากเกินไป ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาส่วนตัวของผู้ดำรงตำแหน่งในจุดนี้

ส่วนที่จะให้มองว่าออกกฎหมายมากที่สุดในรอบ 10 ปี ต้องยอมรับว่ากฎหมายแต่ละฉบับที่จะออกมาได้จะต้องผ่านวาระ 1 ผ่านวาระ 2 ตั้งกรรมาธิการ และเข้าสู่การพิจารณาของ ส.ส., ส.ว. ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับจะออกมาได้จะต้องดูกันอย่างรอบด้าน ถือว่ามีประโยชน์กับประชาชนโดยรวม บางฉบับอาจจะผิดเจตจำนงไปบ้าง แต่กฎหมายส่วนใหญ่จะออกมาได้ดีมีประโยชน์กับประชาชน และยังเป็นการสะท้อนในเรื่องของประชาธิปไตย เพราะการออกกฎหมายฉบับหนึ่งจะต้องผ่านหลายบุคคลที่เกี่ยวข้อง และยังมีตัวแทนของประชาชน หรือ ส.ส.เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การตั้งกรรมาธิการยังมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้มีความรู้ ความสามารถมาช่วยพิจารณาในรายละเอียดในรายมาตราอีกด้วย กระบวนการทั้งหมดยังได้สะท้อนถึงการปกครองแบบรัฐสภา

ส่วนกฎหมายที่อยากให้ออกมาสู่สังคม ในมุมมองของผมอยากให้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปเรื่องหลักประกันสุขภาพ เพราะขณะนี้มีปัญหามาก เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างข้าราชการ คนที่มีฐานะดีประชาชนทั่วๆ ไป ภาระสำคัญคือโรงพยาบาลที่จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเงินจำนวนมาก ได้ส่งผลกระทบกับโครงสร้างการรักษาพยาบาล ในความเป็นจริงจะต้องมีกฎหมายเฉพาะออกมาดูแลเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าคนรวย คนจน ข้าราชการ มีหลักประกันสุขภาพที่เป็นธรรม คนที่มีมากเกินไปควรลดตัวลงมา คนที่มีน้อยเกินไปจะต้องเติมให้เขาไป ทางด้านโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลจะต้องมีงบประมาณที่เพียงพอ ในการที่จะดูแลปัญหาทางด้านสาธารณสุข

ประการต่อมาคือ การศึกษาที่มีการพูดกันมาตลอด เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำคุณภาพการศึกษา ระหว่างเด็กต่างจังหวัดกับเด็กในเมือง จะต้องมีกฎหมายออกมาเฉพาะ รวมทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน พูดมาหลายยุคหลายสมัย ไม่เคยเห็นกฎหมายที่ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรที่ดินอย่างเป็นธรรม ที่สำคัญคือภาษีก้าวหน้า หากดีจริงๆ จะต้องทำให้คนที่มีรายได้เยอะจะต้องเสียภาษีเต็มรูปแบบ แต่ปัจจุบันหลบเลี่ยงการเสียภาษีกันเยอะ ขณะนี้คนที่จ่ายภาษีหนักที่สุดคือ บรรดาผู้ทำงานประจำ มีเงินเดือน และถูกหักแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นคนชั้นกลางที่แบกรับการจ่ายภาษีมากที่สุด แต่คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ มีรายได้เยอะ แต่ใช้วิธีต่างๆ เพื่อจ่ายภาษีให้น้อยที่สุดถือว่าไม่เป็นธรรมกับคนโดยรวม

สำหรับบทบาทของสภาในขณะนี้ต้องยอมรับว่า ฝ่ายรัฐบาลไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสภา ซึ่งจะทำให้ระบบเสียหายได้ เพราะฝ่ายสภาถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชน เวลาตั้งกระทู้ถาม รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ รัฐมนตรีหรือผู้เกี่ยวข้องจะต้องจัดสรรเวลา เพื่อมาตอบหรือมาชี้แจงในสภา หรือในชั้นกรรมาธิการ จะต้องให้ความสำคัญเหมือนกัน โดยเฉพาะข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อทางกรรมาธิการเชิญมาให้ชี้แจงในประเด็นต่างๆ ปรากฏว่าข้าราชการที่รับผิดชอบไม่ยอมให้ความร่วมมือ เห็นจากการประชุมกรรมาธิการ เมื่อเชิญหน่วยงานที่รับผิดชอบมาชี้แจง หัวหน้าหน่วยงานนั้นส่วนใหญ่จะไม่มา และส่งคนไม่มีอำนาจตัดสินใจมาแทน ทั้งที่หัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบนั้นๆ จะต้องมาชี้แจง ตอบคำถาม เพื่อให้ชั้นกรรมาธิการเกิดประสิทธิภาพ จึงควรจะมีกฎหมายออกมาเฉพาะ ซึ่งในต่างประเทศหากมีการเรียกมาชี้แจง 2-3 ครั้ง แต่ไม่มาชี้แจง จะมีกฎหมายลงโทษ แต่ประเทศไทยนั้นมีจุดอ่อนตรงนี้มากๆ ทำให้เห็นว่าฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการ ไม่ให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ จึงผิดหลักการปกครองในการปกครองประชาธิปไตยระบบรัฐสภา

การที่ประธานสภาแจงถึงรัฐมนตรีมาตอบ 33 กระทู้จาก 36 กระทู้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และเป็นสิ่งที่ถูกต้อง สภาจะต้องออกมาชื่นชมและแถลงข่าว ทำให้มองเห็นว่ารัฐมนตรีคนใดให้ความสำคัญกับสภา และยังเป็นเครดิตของรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพรรคการเมืองที่สังกัดด้วย และยังเป็นการสะท้อนถึงความรับผิดชอบ หากพบว่ารัฐมนตรีกระทรวงใดไม่มาตอบกระทู้ หรือส่งตัวแทนมา รวมทั้งละเลยไม่ตอบกระทู้ สภาจะต้องทำให้เห็นว่ารัฐมนตรีคนนั้นไม่ให้ความสำคัญ เพื่อสร้างแรงกดดันในการปรับ ครม. และยังแสดงให้ประชาชนเห็นว่า เมื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วจะต้องให้ความสำคัญต่อสภา

การทำหน้าที่ของประธานสภาโสภณ ผมมองว่าทำหน้าที่ได้ดี แต่ยังมีจุดอ่อนที่หลายคนมองว่าเข้าข้างฝ่ายรัฐบาล แต่ก็เข้าใจได้ว่ามาจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ได้แบ่งบทบาท หน้าที่ และวางตัวเป็นกลาง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นต่อสภา เพื่อให้ตัวประธานสภาได้รับการยอมรับเหมือนกัน

ส่วนข้อเสนอแนะนั้น อยากให้ ส.ส.มีความรับผิดชอบต่อสภา ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนออกกฎหมาย ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพราะที่ผ่านมาถือว่าทำได้ดีอยู่แล้ว อยากให้รักษาคุณภาพแบบนี้ รวมทั้งสร้างการสื่อสารกับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เห็นว่าในสมัยการประชุม ทำอะไรที่เป็นรูปธรรมบ้าง นอกจากนี้ อยากให้ประชาชนเข้าไปมีบทบาทในสภา เพราะสภามีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ควรจะเปิดโอกาสเมื่อประชาชนมีปัญหาสามารถเข้าไปพบปะพูดคุยกับฝ่ายนิติบัญญัติ ที่สำคัญควรเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม หรือกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการต่างๆ ได้มีโอกาสเข้าไปหาตัวแทนของตนเองได้ในสภา แทนที่จะให้ไปประชุมเรียกร้องกันข้างถนน