จับตา ‘ภท.’ จัดทัพขรก. เป้าอายุราชการนั่งยาว ซื้อใจ-ต่อยอดฝ่ายประจำ

25.07.26 | 13:32 น.

เข้าสู่ช่วงฤดูแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำปี 2569 โดยเฉพาะการแต่งตั้งวาระทดแทนผู้ที่เกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป ในตำแหน่งเบอร์หนึ่งของข้าราชการประจำอย่าง เก้าอี้ปลัดกระทรวง ไล่เรียงลงมาถึงตำแหน่งอธิบดีของแต่ละกรมของกระทรวงต่างๆ เพื่อมาขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล 2 ที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศมากกว่า 3 เดือน

หากยึดตามแนวทางของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงในแต่ละกระทรวง จะเปิดโอกาสให้ข้าราชการที่มีอายุน้อยและเหลืออายุราชการไม่น้อยกว่า 5 ปี ที่จะเกษียณเข้ามารับตำแหน่ง ตามความรู้ ความสามารถของแต่ละคน

เหตุผลหนึ่งนอกจากต้องการให้ข้าราชการที่จะเข้ามารับตำแหน่ง มีระยะเวลาในการพิสูจน์ฝีมือการบริหารและขับเคลื่อนงานที่รับนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีของแต่ละกระทรวง ไปปฏิบัติให้เกิดความต่อเนื่อง เห็นผลงานเป็นรูปธรรม ให้สอดรับกับการบริหารประเทศของรัฐบาลตามวาระ 4 ปี

อีกเหตุผลการไม่แต่งตั้งข้าราชการที่เหลืออายุเพียง 1-2 ปี ก่อนเกษียณอายุขึ้นมาทำหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญต่างๆ ฝ่ายการเมืองมองว่า เมื่อข้าราชการระดับสูงที่เหลืออายุราชการเพียงไม่กี่่ปีก่อนเกษียณ ส่วนใหญ่จะไม่กล้าคิดนอกกรอบ ผ่านนโยบายใหม่ๆ หลายคนเลือกที่จะบริหารราชการแบบประคับประคองตัวเอง รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ให้สุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียน ฟ้องร้องให้เกิดคดีพัวพันติดตัวก่อนเกษียณอายุ

อีกทั้งการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงขึ้นมาทำหน้าที่ในตำแหน่งปลัดกระทรวง และอธิบดีกรมต่างๆ เป็นการเปิดโอกาสให้ข้าราชการแต่ละคนได้แสดงศักยภาพ ทั้งความรู้ ความสามารถ ที่จะขับเคลื่อนการปฏิบัติราชการให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ตามตัวชี้วัดที่มาจากฝ่ายการเมือง

Advertisement

จะเห็นได้ว่าตัวอย่างการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงตามสไตล์ของพรรค ภท. ตั้งแต่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยังไม่ได้มีอำนาจเต็ม เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้ง “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” รองอธิบดีกรมการปกครอง ในวัย 53 ปี ที่มีอายุราชการยาว 7 ปี ขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ในปี 2567 ร่วมขับเคลื่อนงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ตามนโยบายของ มท.1

เมื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เข้ามามีอำนาจเต็ม เป็นนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินหน้าแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงตามแนวทางพรรค ภท. เริ่มตั้งแต่กระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง “ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” เลขาธิการศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เลขาธิการ ศอ.บต.) สลับมาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ในวัย 52 ปี มีอายุราชการยาว 8 ปี มาทำหน้าที่บริหารจัดการงาน ที่มีหน่วยงานสำคัญอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีอำนาจให้คุณให้โทษทางการเมืองกับทุกฝ่าย

เช่นเดียวกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง “รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร วัย 53 ปี ขึ้นมาทำหน้าที่ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ มีเวลาบริหารราชการยาว 7 ปี แม้กระทรวงเกษตรฯจะอยู่ภายใต้กำกับของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) มี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่การบริหารในภาพรวมทุกเรื่องที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯจะต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ นั่งเป็นประธาน

รวมทั้งกรณีที่ประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (ก.ตร.) ที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สวมหมวกประธาน ก.ตร. เสนอชื่อ “พล.ต.อ.สำราญ นวลมา” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) วัย 53 ปี ขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนที่ 16 อายุราชการยาว 7 ปี รับหน้าที่ต่อจาก “พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์” ผบ.ตร. ที่เกษียณอายุในสิ้นเดือนกันยายนนี้

ซึ่ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. จะเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามผู้มีอิทธิพล แก้ปัญหานอมินีเอาเปรียบประชาชนคนไทย รวมทั้งการแก้ปัญหายาเสพติด ที่รัฐบาลพรรค ภท.ประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ต้องขับเคลื่อนงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง อย่างกองทัพ และกลไกฝ่ายปกครองของกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุข

การแต่งตั้งข้าราชการอายุน้อยขึ้นมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของแต่ละกระทรวง ตามสไตล์ของพรรค ภท. นอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้ข้าราชการรุ่นใหม่ๆ ได้แสดงฝีมือบริหารขับเคลื่อนงานร่วมกับรัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงแล้ว หากผู้บริหารคนใดโชว์ฝีมือ ทำผลงานได้เข้าเป้าฝ่ายการเมือง ยังมีโอกาสได้ต่อยอดทำหน้าที่ต่อในองค์กรต่างๆ ภายหลังเกษียณอายุ ทั้งงานการการเมือง ผู้บริหารกระทรวงบางคน ภายหลังเกษียณได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรี กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรรมการในองค์กรอิสระ อาทิ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามคุณสมบัติและความรู้ ความสามารถที่แต่ละคนถนัด

แม้หลายคนจะถูกเชื่อมโยงถึงการเติบโตในหน้าที่ราชการว่ามีความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจในพรรคสีน้ำเงินที่กำกับดูแลกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ตลอดจนพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของพรรค ภท. แต่เมื่อขึ้นมาทำหน้าที่แล้ว ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานที่ได้รับมอบหมายว่าจะขับเคลื่อนให้บรรลุตามเป้าประสงค์ของผู้กำหนดนโยบายจากฝ่ายการเมือง ในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้หรือไม่

อีกทั้งข้าราชการฝ่ายประจำที่ได้รับการแต่งตั้งมาทำหน้าที่รับไม้ต่อจากผู้บริหารกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่เกษียณอายุ นอกจากต้องพิสูจน์ฝีมือรองรับการขับเคลื่อนนโยบายของฝ่ายบริหารจากรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงที่มาจากฝ่ายการเมืองให้เกิดผลในทางปฏิบัติผ่านผลงานที่จับต้องได้แล้ว

การบริหารราชการแผ่นดินในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่มีฝ่ายการเมืองเป็นผู้กำหนดจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพราะต้องไม่ลืมบทเรียนในอดีตคำร้องและคดีต่างๆ ที่มีการตรวจสอบโครงการและนโยบายต่างๆ ที่มาจากฝ่ายการเมือง หลายเรื่องมักจบลงที่ข้าราชการฝ่ายประจำต้องตกเป็นผู้ต้องหา รับโทษทัณฑ์ถึงขั้นจำคุก ถูกยึดทรัพย์ ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ยังรับราชการและเกษียณอายุราชการไปแล้ว

หลายนโยบายจะที่ขับเคลื่อนออกมา นอกจากจะเป็นเคพีไอชี้วัดการบริหารงานของผู้บริหารในแต่ละกระทรวง ทบวง กรมแล้ว ยังเป็นตัวชี้วัดการบริหารของฝ่ายการเมือง อย่างรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ในฐานะผู้กำกับนโยบายนั้นๆ ผ่าน “ผลงาน” ที่จะออกมานับจากนี้