ถอดรหัส‘มิน ออง ไลง์’เยือนไทย
ผนึกร่วมมือทุกมิติใครได้–ใครเสีย?
หมายเหตุ – นักวิชาการประเมินกรณีนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อประเทศไทยทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง
ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ในการเมืองระหว่างประเทศ บางครั้งรัฐจำเป็นต้องเลือกระหว่างการยึดมั่นในหลักการกับการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และสองสิ่งนี้ก็ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป การที่รัฐบาลไทยต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ในฐานะ “แขกของรัฐบาล” (Official Visit) พร้อมพิธีการเต็มรูปแบบ ณ ทำเนียบรัฐบาล จึงไม่ใช่เพียงการทูตทวิภาคีตามปกติ หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของไทยอย่างชัดเจน
การตัดสินใจครั้งนี้ควรถูกวิเคราะห์ควบคู่กันอย่างน้อยสองระนาบ ระนาบแรกคือผลประโยชน์เชิงปฏิบัติ (practical interests) ที่ไทยอาจได้รับจากการมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้กุมอำนาจตัวจริงในเมียนมา ส่วนอีกระนาบหนึ่งคือ ต้นทุนเชิงบรรทัดฐาน (normative cost) จากการมอบความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ให้กับผู้นำรัฐบาลทหารที่ยังคงถูกประชาคมระหว่างประเทศตั้งคำถามอย่างหนักในประเด็นสิทธิมนุษยชน
นับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564 เป็นต้นมา ประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะชาติตะวันตก ใช้นโยบายโดดเดี่ยว (isolation) และมาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นเครื่องมือหลัก อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า
นโยบายดังกล่าวยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้ ขณะวิกฤตด้านมนุษยธรรมและปัญหาความมั่นคงในรูปแบบใหม่กลับทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งยาเสพติด แก๊งสแกมเมอร์ และมลพิษข้ามพรมแดนจากแม่น้ำกก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง
ในบริบทเช่นนี้ การที่มิน ออง ไลง์ เดินสายเยือนอินเดีย ลาว จีน และล่าสุดคือไทย สะท้อนความพยายามสร้างการยอมรับสถานะของตนเองผ่านประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
สำหรับไทย การเปิดรับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาสะท้อนแนวคิดแบบสัจนิยมเชิงปฏิบัติ (pragmatic realism) มากกว่าอุดมคตินิยม กล่าวคือ ไทยยอมรับข้อเท็จจริงว่ามิน ออง ไลง์ คือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจริง และปัญหาข้ามพรมแดนที่กระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจไทยไม่อาจรอให้เมียนมาเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเสียก่อนจึงค่อยแก้ไข
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้พิธีการระดับสูงสุดก็ยังเป็นประเด็นที่ควรถูกตั้งคำถาม เพราะไทยยังมีทางเลือกอื่นที่สามารถรักษาช่องทางการสื่อสารได้ โดยมีต้นทุนด้านภาพลักษณ์ต่ำกว่า เช่น การหารือระดับรัฐมนตรี หรือการใช้กลไกอาเซียนเป็นเวทีหลัก จึงน่าสนใจว่าเหตุใดรัฐบาลไทยจึงเลือกยกระดับความสัมพันธ์ในช่วงเวลานี้
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ การเยือนครั้งนี้ยังสะท้อนการแข่งขันด้านอิทธิพลในภูมิภาค แม้มิน ออง ไลง์จะเดินทางเยือนจีนและอินเดียมาก่อน แต่การที่ไทยไม่ได้มีบทบาทในการกำหนดกรอบความสัมพันธ์ตั้งแต่ระยะแรก อาจทำให้ไทยมีพื้นที่ในการกำหนดวาระและเงื่อนไขการหารือน้อยลง และถูกมองว่าเป็นผู้ตามมากกว่าผู้กำหนดทิศทาง ซึ่งอาจส่งผลต่อบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่ควรมีอิทธิพลสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพเมียนมาภายใต้กรอบ Five-Point Consensus ของอาเซียน
แม้การเยือนครั้งนี้จะก่อให้เกิดข้อถกเถียงในเชิงหลักการ แต่ก็มีผลประโยชน์ที่ไทยอาจได้รับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง หากมองในมิติเศรษฐกิจ การฟื้นฟูการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งตั้งเป้ามูลค่าราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นผลประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุด เมียนมายังคงเป็นตลาดและแหล่งวัตถุดิบสำคัญของจังหวัดชายแดนภาคเหนือและภาคตะวันตก ขณะที่ข้อเสนอของเมียนมาในการพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมสามภูมิภาค ก็อาจสร้างโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุนไทย แม้ยังต้องประเมินความเสี่ยงด้านเสถียรภาพภายในประเทศอย่างรอบคอบ
ในอีกด้านหนึ่ง บันทึกความเข้าใจด้านแรงงานฉบับปรับปรุงมีนัยสำคัญต่อแรงงานเมียนมาซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวกลุ่มใหญ่ที่สุดในไทย หากสามารถยกระดับกลไกคุ้มครองสิทธิแรงงานให้เกิดขึ้นจริง ก็จะช่วยลดปัญหาการค้ามนุษย์ การแสวงหาประโยชน์จากแรงงานผิดกฎหมาย และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การนำไปปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการลงนามในเอกสาร
ส่วนประเด็นที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้มากที่สุดคือความมั่นคง ทั้งปัญหายาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ศูนย์สแกมเมอร์ และมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ล้วนเป็นปัญหาที่ไทยไม่สามารถแก้ไขเพียงฝ่ายเดียว การมีช่องทางสื่อสารโดยตรงกับผู้มีอำนาจสูงสุดของเมียนมาจึงมีเหตุผลในทางปฏิบัติ เพราะกลไกความร่วมมือระดับปฏิบัติการเพียงอย่างเดียวมักไม่มีอำนาจเพียงพอในการสั่งการหน่วยงานด้านความมั่นคงหรือกองกำลังในพื้นที่ชายแดน
อย่างไรก็ตาม หากการเยือนครั้งนี้จะสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม รัฐบาลไทยควรผลักดันประเด็นสำคัญอย่างน้อยสี่เรื่อง ประการแรก กลไกติดตามและประเมินผลของ MOU ทุกฉบับควรมีความชัดเจน ทั้งตัวชี้วัด กรอบเวลา และหน่วยงานรับผิดชอบ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านยาเสพติดและสแกมเมอร์ ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีการลงนามหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจน สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อตกลง หากแต่อยู่ที่ศักยภาพในการบังคับใช้จริง
ประการที่สอง ไทยควรผลักดันให้ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีกลไกตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมที่โปร่งใส เป็นอิสระ และตรวจสอบได้ เนื่องจากเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยตรง
ประการที่สาม ไทยควรผลักดันประเด็นด้านมนุษยธรรมให้เป็นรูปธรรมมากกว่าการแสดงความห่วงใยต่อชะตากรรมของนางออง ซาน ซูจี และนักโทษการเมืองรายอื่น เช่น การสนับสนุนให้มีการเข้าถึงของคณะกรรมการกาชาดสากลหรือกลไกที่เป็นกลางในการติดตามสภาพความเป็นอยู่ของผู้ถูกควบคุมตัว
ประการสุดท้าย ไทยควรระมัดระวังไม่ให้การต้อนรับครั้งนี้ถูกตีความว่าเป็นการเลือกข้างในความขัดแย้งภายในเมียนมา เพราะหากรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) และกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ มองว่าไทยเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลทหาร ก็อาจกระทบต่อบทบาทของไทยในฐานะผู้ประสานหรือผู้สนับสนุนกระบวนการสันติภาพในระยะยาว
การเยือนไทยของมิน ออง ไลง์ สะท้อนโจทย์ร่วมที่ประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาต่างต้องเผชิญ นั่นคือ การรักษาสมดุลระหว่างหลักการด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน กับความจำเป็นในการจัดการปัญหาข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนของตนเองโดยตรง
ไทยมีข้อจำกัดเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก จนยากจะหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจตัวจริงในเมียนมา อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายนี้จะไม่ถูกวัดจากพิธีการต้อนรับหรือจำนวน MOU ที่ลงนาม หากแต่จะถูกวัดจากผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ในอีกหกเดือนถึงหนึ่งปีข้างหน้า ว่าปัญหายาเสพติด สแกมเมอร์ และมลพิษข้ามพรมแดนลดลงจริงหรือไม่ และไทยสามารถรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์กับความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนได้เพียงใด
ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมไทยควรจับตาอาจไม่ใช่ว่ารัฐบาลเลือกต้อนรับมิน ออง ไลง์ หรือไม่ หากแต่คือ การตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้ชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนปลอดภัยขึ้นจริงหรือไม่ เพราะในการเมืองระหว่างประเทศ ความชอบธรรมอาจเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันได้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนคือสิ่งที่ไม่อาจใช้พิธีการทางการทูตมาแทนได้
นิสิต พันธมิตร
หัวหน้าศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การเดินทางเยือนประเทศไทยของนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ในฐานะแขกของรัฐบาล ถ้ามองในแง่การเดินทางไปเยือนต่างประเทศของแต่ละผู้นำก็มีนัยยะแตกต่างกันไป แต่เมียนมาเป็นกรณีของประเทศเพื่อนบ้าน แบ่งเป็น 2 มิติ คือในแง่ประเทศเพื่อนบ้านกับไทยเป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เพราะไทยต้องพึ่งพากำลังแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา ลาว และกัมพูชา
ดังนั้น เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศจึงมีความสัมพันธ์ในลักษณะที่แตกต่างกับประเทศอื่น หากไม่มองนัยยะความสัมพันธ์ด้านการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมียนมายังเป็นสมาชิกของอาเซียนแม้จะมีเสียงและข้อครหาต่างๆ จากนอกอาเซียน แต่อาเซียนไม่ได้ทำให้ดูเสมือนการรู้สึกผิด ในมิติด้านความสัมพันธ์หากวิเคราะห์คงเหมือนกับถ้อยแถลงของรัฐในตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศว่า มิฉะนั้นเมียนมาจะอยู่ออกห่างจากอาเซียน ซึ่งในมิติของประเทศอาเซียนยังมีเรื่องของประเทศมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งการไหลเข้ามาของกลุ่มทุนจีน และอิทธิของสหรัฐอเมริกาและจีน ในเรื่องสงครามการค้า
การคงอยู่ของระบบเศรษฐกิจเมียนมาในปัจจุบัน การระงับยับยั้งจากมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ ทำให้เมียนมาต้องแสวงหาเพื่อกลับมาอยู่ในร่องรอยของเศรษฐกิจ เพราะประเทศต้องดำเนินไปด้วยเศรษฐกิจก่อน เมียนมาจึงต้องหาสิ่งทดแทนเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเดินต่อไปได้ เพราะการเสื่อมของระบบเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งถูกตัดออกจากโลกภายนอก ทำให้ประชาชนและระบบของประเทศอ่อนล้า เห็นได้ชัดจากการที่เมียนมาถูกกดดันแรงงานจึงเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้น
การเดินทางมาไปเยือนต่างประเทศของผู้นำเมียนมาในระยะหลังจึงเน้นไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเมียนมาต้องพึ่งพาประเทศที่อยู่รอบๆ ก่อน เพราะประเทศที่อยู่ไกลๆ เช่นประเทศมหาอำนาจ เป็นเหมือนไม้ซีกงัดไม้ซุง การจะเปลี่ยนให้สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป ระงับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ เพื่อดึงเงินทุนไหลกลับเข้ามาอาจจะยาก การพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านอาจเป็นทางออกในระยะสั้น ผู้นำและทีมของของรัฐบาลเมียนมาคงจะมองเรื่องการใช้เศรษฐกิจเป็นตัวนำ การเดินทางมาเยือนไทยของผู้นำเมียนมาครั้งนี้จึงเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในประเทศเพื่อนบ้านก่อนว่า เมียนมาต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และกลับเข้ามาสู่วิถีของการตลาด
ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเมียนมาเพิ่มมากขึ้น แต่บางส่วนก็ยังกังวลเรื่องความปลอดภัย ในขณะที่การเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศเวียดนามกลับไม่มีคำถามเรื่องความปลอดภัยทั้งที่อาจมีปัญหาอยู่บ้าง เมียนมาจึงต้องการเชื่อมความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้เห็นว่านักธุรกิจสามารถเข้าไปลงทุนได้ ส่วนนักท่องเที่ยวก็สามารถเดินทางไปได้เช่นกันโดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านเมียนมาจึงเดินหน้าด้วยการออกไปเยือนประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะการเกื้อกูลกันโดยใช้เศรษฐกิจนำการเมือง
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้นำรัฐบาลเมียนมาได้เดินทางไปเยือนประเทศที่เป็นมหามิตร เช่น จีน รัสเซีย อินเดีย มาแล้ว แต่เมื่อเดินทางมาเยือนไทย มองว่าเป็นเรื่องของคอนเน็กทิวิตี้ เพราะการเชื่อมโยงกันของประเทศที่อยู่ใกล้กันจะง่ายและสะดวกกว่าในเรื่องการติดต่อ เมื่อเชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจกันได้แล้ว จะต่อเนื่องไปถึงเรื่องปากท้อง การสร้างความเชื่อมั่นในลักษณะนี้ทำให้ประชาชนที่มองเห็นสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศ มองเห็นภาพรวมเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ และเม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาทำให้ผู้ประกอบการมีเงินหมุนเวียน
ปัจจุบันค่าเงินเมียนมาตกต่ำมากแม้ในประเทศมีงานให้ทำแต่ไม่มีคนอยากทำ ทำให้เมียนมาต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งระยะยาวเป็นผลเสียมากไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน หากไม่มีการจ้างงานหรือมีแรงงานที่อยากทำงานเศรษฐกิจอาจล้มสลาย จึงเป็นที่มาของการปลดล็อกภายใต้สถานการณ์ที่กำหนดไว้
สถานการณ์ในเมียนมาไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น เคยเกิดมาแล้วแต่มีมากขึ้นภายใต้ความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลทหาร แตกต่างกับไทยแม้มีความขัดแย้งแต่ไม่ได้มีหลายกลุ่มเพิ่มขึ้น และปัญหาเกิดจากความเห็นต่างระหว่างชอบกับไม่ชอบ ขณะที่เมียนมาเป็นสถานการณ์ที่เปราะบาง เป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ เพราะเมียนมามีชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม แต่คำว่าระบบเรามองเรื่องประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ ประเทศไทยจึงถูกมองในหลายแง่มาก
อีกมุมหนึ่งหากมองด้านขวามือของประเทศไทย คือกัมพูชา อาจไม่สามารถพึ่งพาแรงงานได้ และยังไม่รู้ว่าจะหาจุดเชื่อมโยงกันได้เมื่อไหร่ ขณะที่เมียนมาแม้มีปัญหาความขัดแย้งภายใน แต่แรงงาน นักศึกษา นักท่องเที่ยว หรือชนชั้นกลางของเมียนมายังคงเดินทางมาประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าเที่ยวบิน หรือเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อกันเป็นเรื่องระหว่างประเทศ
ดุลยภาค ปรีชารัชช
นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา
และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การมาเยือนครั้งนี้ประเด็นสําคัญมีอยู่ 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือ การแสวงหาความร่วมมือในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ มลภาวะข้ามแดน การค้าการลงทุน แรงงานต่างๆ มีการออกเป็นข้อตกลงที่สะท้อนความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศออกมาอย่างชัดเจน แต่ประเด็นที่เป็นไฮไลต์ ผมคิดว่าเป็นวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งนายกฯอนุทินกับมิน ออง ไลง์ ไปร่วมงาน Thailand-Myanmar Business Forum 2026 ซึ่งมีนักธุรกิจต่างๆ มาเข้าฟังเป็นจำนวนมาก และมิน ออง ไลง์ได้แสดงวิสัยทัศน์ เชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับทำเลที่ตั้งของเมียนมา การพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมา โดยมุ่งหวังที่จะให้มีการกระตุ้นทางเศรษฐกิจกับทางประเทศไทยมากขึ้น และงานเลี้ยงรับรองในช่วงค่ำ ที่ท่านนายกฯจัดก็มีภาคส่วนทางธุรกิจเข้าไปร่วมเยอะอยู่ รวมถึงตอนงาน Business Forum ตอนกลางวันก็มีภาคส่วนธุรกิจไปร่วมเยอะ
ฉะนั้นผมคิดว่าประเด็นที่มีน้ำหนักมากในการที่มิน ออง ไลง์ เยือนไทยครั้งนี้ น่าจะเป็นการร่วมมือทางเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ส่วนนัยยะทางการเมืองระหว่างประเทศ ผมคิดว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทยและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินนโยบาย ที่เรียกว่า Calibrated Re-engagement คือการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมาอีกครั้งหนึ่ง แบบเหมาะสมและค่อยเป็นค่อยไป
การเยือนของมิน ออง ไลง์ ครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากกิจกรรมทางการทูตที่ทางนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าไปเยือนเนปยีดอก่อนหน้านั้นและทาง มิน ออง ไลง์ ก็เห็นความสำคัญของประเทศไทยที่จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐบาลใหม่ของเมียนมาให้เข้าไปพัวพันรวมกลุ่มกับอาเซียนอย่างลึกซึ้งมากขึ้น
ถามว่าการมาเยือนครั้งนี้คาดจะมีผลต่อแรงงานข้ามชาติหรือไม่ ผมคิดว่ามีผลหลายๆ อย่าง เพราะว่าการลงนามในกรอบความร่วมมือมันกินหลายหัวข้อ กินหลายเนื้อหา เรื่องของแรงงานข้ามชาติอาจจะต้องมีว่ากระทรวงแรงงานหรือว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะต้องพิจารณาถึงการดูแลแรงงานพม่า หรือการต่ออายุให้กับแรงงานเมียนมา หรือการที่แรงงาน
เมียนมามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย เราจะดูแลให้เหมาะสมอย่างไร แต่ว่าต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าผลประโยชน์จะต้องตกอยู่ที่คนไทยเป็นอันดับแรก
ในส่วนของไทยจะได้รับประโยชน์หรือรับความเสี่ยงอะไรจากการเปิดรับผู้นําเมียนมาเข้ามาในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่มีทั้งโอกาสและความท้าทาย เราพร้อมที่จะคุยกับทางเมียนมาใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้พม่ามาช่วยมีส่วนรับผิดชอบในการแก้ปัญหา ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เช่น มลภาวะในแม่น้ำกก มันก็เกิดจากกลุ่มทุนธุรกิจ ข้ามชาติ และ
กองกําลังชาติพันธุ์ที่ไปคุมพื้นที่ต้นน้ำ และไปก่อนมลภาวะ การที่เราร่วมมือกับทางพม่า รัฐบาลพม่ามี TOR มีกรอบดำเนินการถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ถึงแม้จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วทั้งหมด เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นๆ ด้วย หรือกลุ่มที่เข้าไปลงทุนหรือไปควบคุมพื้นที่ที่เป็นลุ่มแม่น้ำกก ที่ก่อมลพิษมาให้พี่น้องชาวเชียงราย มันก็มีกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจากรัฐบาลเมียนมา
แต่อย่างน้อยมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทําให้เกิดการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง
ขณะเดียวกันอาจจะมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนพื้นที่การสู้รบบางอย่างเป็นพื้นที่ทางการค้า คือประเทศไทยเรามองยุทธศาสตร์แบบค่อนข้างรอบด้าน ตอนนี้จะต้องดูภัยคุกคามที่มาจากทางกัมพูชา ภัยคุกคามที่มาจากพรมแดนตะวันตก หรือการก่อเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ผมคิดว่าถ้าเราจะโฟกัสไปที่การรับศึกกับกัมพูชา เป็นหลักแนวรบด้านอื่นๆ ก็จะต้องนิ่งด้วยเหมือนกัน
ผมกำลังจะหมายถึงว่าการคุยกับมิน ออง ไลง์มันจะทำให้สถานการณ์ที่ยุ่งยากในชายแดนตะวันตก กลายเป็นความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมามากขึ้น ไทยก็สบายใจในการปกป้องดูแลอาณาเขต เพราะสามารถพูดคุยกับผู้นําเมียนมาให้ลดความรุนแรงทางฝั่งนั้นได้ เพื่อให้กระทบกับเราน้อยลง ทําให้พลังอํานาจแห่งชาติสามารถที่จะโฟกัสไปที่การจัดการกับปัญหาภัยคุกคามความมั่นคงในด้านอื่นๆ ได้ ซึ่งหมายถึงทางด้านกัมพูชา หรือว่าด้านปัญหาของไฟใต้ เป็นต้น
ดังนั้นสำหรับประเทศไทยประโยชน์ที่ได้ คือ จะทำให้ชายแดนตะวันตกกักพื้นที่สู้รบหันเหเข้ากับพื้นที่ความร่วมมือมากขึ้น และทำให้เรามีเวลาบริหารจัดการด้านความมั่นคงหรือประเด็นปัญหาอื่นๆ กับชายแดนด้านอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน และข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ สำหรับเมียนมา
วันนี้เปลี่ยนจากแต่ก่อนเรามีมโนทัศน์แบบไทยรบเมียนมา ตอนนี้เปลี่ยนเป็นไทยช่วยเมียนมา เราก็คิดว่าเราจะเข้าไปช่วยพัฒนาสันติภาพ ลงทุนในเมียนมามากขึ้นได้อย่างไร แต่สวนทางกับกัมพูชา เพราะกัมพูชาเปลี่ยนจากไทยช่วยกัมพูชาเป็นไทยรบกัมพูชา มันสลับกันอยู่ตรงนี้



